Caregiver อยู่ไม่ไหว ๆ แล้วใครจะแบกต่อ
การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ง่าย และรวดเร็ว คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อายุขัยของคนไทยยาวนานขึ้น ตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 78 ปี แต่ก็ยังมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน เพราะทุกคนไม่ได้เผชิญกับความชราอย่างเดียว แต่มักมาพร้อมกับโรคประจำตัว และความเสื่อมตามวัยที่ต้องมีคนคอยดูแลใกล้ชิด
“นักบริบาล” หรือCaregiver คือหนึ่งในบุคลากรสำคัญที่เข้ามาอุดรอยรั่ว และช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ดูแลในครอบครัว แต่ผ่านมา 16 ปี นับตั้งแต่มีกลไกดูแลผู้สูงอายุ และผู้มีภาวะพึ่งพิง (Long-term Care) ในปี 2553 จำนวนเคสที่ต้องดูแลกลับสวนทางกับค่าตอบแทน ที่เริ่มต้น 50 บาท/ชั่วโมง และขาดระบบสนับสนุน ทั้งที่เป็นงานที่ต้องสละทั้งแรงกาย และเวลาส่วนตัว
แล้วคุณภาพชีวิตในบั้นปลายเราจะฝากไว้กับใคร The Active ชวนทำความเข้าใจปัญหาที่ทำคนรุ่นใหม่ไม่อยากทำงานเป็นผู้ดูแล ซึ่งกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สุดลูกหนึ่ง ของยุคสังคมสูงวัยสมบูรณ์ คือ สถานการณ์ “ขาดแคลน Caregiver”
“วัยแรงงาน 3 คน ต้องให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน”
นั่นคือข้อมูลที่เราทราบในปี 2567 จากสถิติทางการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่สรุปสถานการณ์โครงสร้างประชากรเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สัดส่วนผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปกว่า 20% หรือจำนวน 14.03 ล้านคน ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged Society)
เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนประชากร วัยแรงงาน (อายุ 15–59 ปี) ต่อ ผู้สูงอายุ ของประเทศไทย นับว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อัตราส่วนเกื้อหนุน เป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงจำนวนประชากรวัยทำงานที่สามารถให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คนได้ ซึ่งผลการสำรวจ พบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 9.3 ในปี 2537 ลดลงเป็น 3.2 ในปี 2567 ส่งผลให้ประชากรวัยทำงานประมาณ 3.4 คน ต้องให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน
เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เคยทำการคาดการณ์แนวโน้มประชากรของไทยในช่วงปี 2553-2583 ประเมินว่าประชากรของไทยจะลดลงอย่างช้า ๆ
โดยประชากรผู้สูงอายุ จะเพิ่มเป็น 20.42 ล้านคน (31.28%) หรือสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ในปี 2583 ขณะที่ประชากรวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงจาก เป็น 36.5 ล้านคน (56%) ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนพึ่งพิงของผู้สูงอายุต่อวัยแรงงานเพิ่มขึ้น
“กลายเป็นวัยแรงงาน 1.8 คน ต้องให้การเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน”
อย่างไรก็ตามในภายหลังปรากฏว่า ประชากรของไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ 9 ปี
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในประชากร โดยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ประชากรวัยทำงานและอัตราการเกิดเด็กกลับลดลง ส่งผลให้กลุ่มประชากรวัยทำงานแบกรับภาระในการดูแลผู้สูงอายุ
Care Giver เริ่มต้นจากการที่ประเทศไทยเริ่มตระหนักถึงปัญหาสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง จึงได้จัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น (กปท.) ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 ก่อนจะขยายไปสู่การพัฒนาเป็นกองทุนระบบดูแลระยะยาวสำหรับดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงใน พ.ศ. 2553 โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน มีหน้าที่ช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ตามแผนการดูแลรายบุคคล (Care Plan) ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงแต่ละราย ภายใต้การกำกับของผู้จัดการการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง
ปัจจุบัน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สมัครใจเข้าร่วม ประมาณ ประมาณ 10,400 บาท/คน/ปี เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมผู้จัดการการดูแล (Care Manager) และ Caregiver ในการลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน รวมถึงการจัดสรรนโยบายผ้าอ้อมผู้ใหญ่ฟรีเฉลี่ย 3 ผืนต่อวันเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว
ใครบ้างที่ขอรับบริการ Caregiver ในระบบ สปสช.ได้
ตามประกาศ สปสช. กำหนดว่าต้องบุคคลที่ได้รับการประเมินระดับความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวันตามดัชนีบาร์เธล เอดีแอล (Barthel ADL index) เท่ากับหรือน้อยกว่าสิบเอ็ดคะแนน
ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ได้รับการประเมินระดับผู้ป่วยได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Performance Scale ; PPS) เท่ากับหรือน้อยกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์
ผู้ป่วยสมองเสื่อมตามการประเมินระยะของภาวะสมองเสื่อม ดังต่อไปนี้
Functional Assessment Staging Test (Fast) ระยะปานกลาง ระยะรุนแรงปานกลาง หรือระยะรุนแรง
Global Deterioration Scale (GDS) ระยะที่ 5 ระยะที่ 6 หรือระยะที่ 7
ขอรับบริการได้อย่างไร
กรณีที่คนไข้สามารถเดินทางมารับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุขได้ สามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์ฯ หากกรณีคนไข้ที่มาไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยติดเตียง อัมพาต อัมพฤกษ์ หรือพิการทางสมองต่าง ๆ เดินไม่ได้ลุกนั่งลำบาก จะมีการจัดทีมเข้าไปดูแลในชุมชน โดยเป็นทีมพยาบาลที่ดูแลเยี่ยมบ้านในชุมชน รวมทั้งประสานกับเครือข่ายที่มีอยู่ในชุมชน คือ เครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และล่าสุดคือเครือข่าย Caregiver ในชุมชนนั้น ๆ
ปัจจุบัน สามารถแบ่งประเภทของ Care Giver ได้ 4 กลุ่ม ได้แก่
- Caregiver ในระบบของ สปสช. เรียกว่า อาสาบริบาล ภายใต้กลไกของกระทรวงมหาดไทย ผ่านการอบรม 70 ชั่วโมง ก่อนต่อยอดเป็น 120 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มทักษะในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งใช้งบจ้างเหมาบริการจากกองทุน Long Term Care โดยผู้ปฏิบัติงานในกลุ่มนี้ยังสามารถมีสถานะเป็น อสม. ได้
อีกประเภทที่เพิ่มขึ้นมาใน พ.ศ.2568 คือ ผู้ดูแลมืออาชีพ จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ สปสช. ตั้งงบฯ ต่างหาก เป็นกลุ่มที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่า แต่มีเงื่อนไขว่าไม่สามารถเป็น อสม. ควบคู่ได้ โดยว่าจ้างเป็นสัญญาตามปีงบประมาณ
อีกกลุ่มเรียกง่าย ๆ ว่า Caregiver นอกระบบ สปสช. มี 3 ประเภท
- ผู้ดูแลในครอบครัว คือ ผู้ให้การดูแลที่ไม่ได้ผ่านการฝึกอบรมเพื่อให้การดูแล มักเป็นญาติของผู้ได้รับการดูแล ข้อมูลจากหน่วยวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ประเมินว่ามีจำนวนกว่า 291,330 คน ส่วนใหญ่มักเป็น คู่สมรส บุตร โดยเฉพาะผู้หญิงที่สมรสแล้ว นอกจากนี้ยังมี พี่น้อง หลาน ซึ่งในกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับภาวะความทุกข์ทรมาน และความเหนื่อยล้าสะสมของผู้เป็น “เดอะแบก” ของบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ต้องอุทิศเวลา 24 ชม. ทั้งแรงกาย แรงใจ รายได้ และอนาคตส่วนตัว เพื่อทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิง และผู้พิการทางสมอง โดยไร้ซึ่งระบบสวัสดิการรองรับที่เพียงพอ
- ผู้ดูแลในระบบเนอร์สซิ่งโฮม หรือเอกชน ส่วนใหญ่ประกอบด้วยทีมแพทย์ และสหวิชาชีพ ภายใต้การควบคุมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม ของผู้สูงอายุหรือผู้เข้ารับบริการ
- ผู้ดูแลจ้างเฝ้าส่วนตัวแบบเต็มเวลา สามารถเลือกจัดหาได้ทั้งแบบรายวันและรายเดือน เพื่อดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุทั้งที่บ้านและโรงพยาบาล ดูแลตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน โดยค่าบริการจะขึ้นอยู่กับระดับทักษะของผู้ดูแลและสภาพอาการของเคสเป็นหลัก
รายได้เฉลี่ยของ Care Giver แบ่งระดับตามประเภทการรับบริการ โดย Care Giver ในระบบของ สปสช. อ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย , สปสช. แบ่งเป็นค่าจ้างเหมาบริการ ชั่วโมงละ 50 บาท (วันหยุด 60 บาท)
ต่อมา ปี 68 มีการพัฒนา “ผู้ดูแลมืออาชีพ” ทำงานเต็มเวลา ค่าตอบแทน 5,000–6,000 บาท/เดือน
โดยจำนวน Care Manager ที่ขึ้นทะเบียนมี 12,239 คน ใน 13 เขตสุขภาพ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ส.ค.69) ขณะที่ สปสช. คาดว่ามีประมาณ 1.2 ล้านคน อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องการการดูแล และราว 6-7 แสนคน ควรได้รับ Long-term Care อย่างใกล้ชิด ปัจจุบันมีผู้ขึ้นทะเบียนในระบบประมาณ 4-5 แสนคน ซึ่งอัตราส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ 1 คนดูแล 5–6 คน ซึ่งถือว่าภาระค่อนข้างสูง สปสช.จึงตั้งเป้าพัฒนาผู้ดูแลมืออาชีพ ทำงานเต็มเวลา 18,000 คน
ขณะที่ผู้ดูแลในครอบครัว โดยหน่วยวิจัยระบบและนโยบายสุขภาพ คณะแพทย์ศาสตร์ รพ.รามาธิบดี พบว่า พบว่าผู้ดูแลในเขตเทศบาลมีรายได้ประมาณ 10,000 บาท/เดือน ขณะที่นอกเขตเทศบาลมีรายได้ประมาณ 7,000 บาท/เดือน
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ดูแลบางส่วนต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้สูงอายุ โดยคิดเป็น 9.38% ในเขตเทศบาล และ 10.76% นอกเขตเทศบาล โดยผู้ดูแลในเขตเทศบาลมีระยะเวลาการดูแลผู้ป่วยประมาณ 5 ปี ขณะที่นอกเขตเทศบาลมีระยะเวลาประมาณ 2 ปี สะท้อนว่า การดูแลผูสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงยังคงพึ่งพาครอบครัวเป็นกลไกหลัก
ส่วน Caregiver ประเภทเนอร์สซิ่งโฮม เอกชน อ้างอิงตามราคาศูนย์ต่างๆ เฉลี่ยอยู่ที่ 15,000-18,000 บาท /เดือน และจ้างเฝ้าส่วนตัวแบบเต็มเวลา เฉลี่ยที่ 30,000 – 35, 000 บาท/เดือน
โครงสร้างประชากรสูงวัย ที่กำลังสวนทางกับอัตราการเกิด ยังมีการประเมินว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “แก่ก่อนรวย” อย่างเต็มรูปแบบ และในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ที่ไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด นั่นหมายความว่าเราอาจไม่มี Caregiver ทั้งใน และนอกระบบ รวมถึงลูกหลานที่จะลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่ในบ้าน จะไม่มีอยู่อีกต่อไป
โครงการการศึกษาสถานการณ์การจัดบริการดูแลระยะยาวในชุมชนของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่างรอบด้าน จึงได้สังเคราะห์ประเด็นโจทย์การวิจัยในอนาคตที่มีความสําคัญต่อการพัฒนาระบบ long term care ของประเทศไทย 5 ประเด็นหลัก ดังนี้
ยกระดับสู่ความเป็นมืออาชีพ (Professionalization): เปลี่ยนจากการพึ่งพาอาสาสมัครเป็นการจ้างผู้ดูแลเต็มเวลาด้วยค่าตอบแทนที่เป็นธรรม (Living Wage) ตามมาตรฐานสากล พร้อมยกระดับพยาบาลผู้จัดการการดูแล (CM) เป็นตำแหน่งเฉพาะทาง
สร้างผู้จัดการระบบระดับอำเภอ (System Manager): ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล วางแผน และเชื่อมโยงการดูแลระดับชุมชนอย่างบูรณาการ (คล้ายโมเดล Care Manager ของญี่ปุ่น)
ปฏิรูประบบสารสนเทศสู่ Data Analytics: เปลี่ยนเอกสารเบิกจ่ายเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็นจริงของผู้ป่วยแบบพลวัต และใช้กำกับติดตามผลลัพธ์บริการ
พัฒนากลไกการเงินและนวัตกรรมสังคม: ถ่ายโอนภารกิจบริการสังคมจาก พม. ให้ท้องถิ่น พร้อมเพิ่มเพดานงบอุดหนุนจากรัฐ และสร้างหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เช่น พันธบัตรร่วมทุนทางสังคม (Social Impact Bond) และ PPP เพื่อดึงเอกชน/วิสาหกิจเพื่อสังคมมาร่วมลงทุนจัดตั้งศูนย์ Daycare และ Respite Care
สร้างกลไกการอภิบาลระดับชาติ: แก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน โดยดัน คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ เป็นกลไกหลักในการบูรณาการระบบการดูแลระยะยาว (LTC) ของประเทศ
ขณะที่การเป็นผู้ดูแลในครอบครัวหลายครั้งไม่ได้เกิดจากความยินยอมแต่แรก แต่มาจากแรงกดดันในระบบสังคมไทย ที่มักให้สมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้แต่งงาน หรือคนที่มีรายได้น้อยที่สุด ต้องกลายเป็นผู้เสียสละออกมาทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโดยจำยอม
Peaceful Death ภาคประชาสังคม ที่สนับสนุน ผลักดัน และส่งเสริมระบบนิเวศของการอยู่ดี และตายดี จึงเสนออีกแนวทางหนึ่ง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วย และสนับสนุนผู้ดูแลสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน รัฐควรมีนโยบายในการสร้าง “ระบบนิเวศการดูแล” (Ceregiver Ecosystem) ที่สมบูรณ์ โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
ระบบดูแลใจ ผู้ดูแลต้องแบกรับภาระงานที่ซับซ้อนและเสี่ยงต่อภาวะ Burnout สูง แต่กลไกปัจจุบันอย่าง สปสช. เน้นจ่ายงบประมาณเฉพาะการดูแลทางกาย สังคมจึงจำเป็นต้องสร้างพื้นที่รับฟังและระบบดูแลจิตใจอย่างเป็นรูปธรรม แทนการมองแค่การมอบภาระงานเพิ่ม
ระบบความมั่นคงทางรายได้ ปัจจุบันภาระงานเปลี่ยนไปมาก Caregiver ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่งานบริบาลจนถึงงานบ้าน แต่กลับได้ค่าตอบแทนเพียง 50 บาท/ชั่วโมง หรือประมาณ 2,000–5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต รัฐควรพิจารณาสวัสดิการชดเชยรายได้ให้ Family Caregiver คล้ายเงินชดเชยการลาคลอด รวมถึงปรับเพิ่มค่าตอบแทนผู้ดูแลในชุมชนให้เหมาะสมเพื่อลดอัตราการลาออก
การยกระดับวิชาชีพและศักดิ์ศรี ต้องมองเห็นคุณค่าของ Family Caregiver ในฐานะด่านหน้าที่ช่วยลดปัญหาผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาว ขณะเดียวกัน สำหรับอาสาบริบาลที่ทำงานเต็มเวลา ควรยกระดับสู่สมาคมวิชาชีพ มีสวัสดิการที่มั่นคง และได้รับการยอมรับในฐานะงานที่มีเกียรติ
การสนับสนุนทรัพยากรที่ใช้ได้จริงแก่ท้องถิ่น แม้จะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น แต่ข้อจำกัดเชิงระเบียบและคุณภาพอุปกรณ์ยังเป็นอุปสรรค เช่น เครื่องวัดความดันที่ไม่เพียงพอ หรือผ้าอ้อมผู้ใหญ่ที่มอบให้แต่คุณภาพต่ำจนสร้างภาระเพิ่ม รัฐต้องปลดล็อกระเบียบและสนับสนุนอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและใช้งานได้จริง
ท้ายที่สุด สิ่งที่หลายภาคส่วนเห็นตรงกัน คือปัญหาผู้ดูแลผู้สูงอายุควรได้รับการยกขึ้นมาเป็น วาระแห่งชาติ อย่างเร่งด่วน เพราะท้ายที่สุดการทุ่มเทดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุด้วยความรักเพียงอย่างเดียวมีขีดจำกัด ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทย และภาครัฐต้องเปลี่ยนมุมมอง หันมาสร้างระบบอุ้มชูที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ผู้สูงอายุหรือผู้ถูกดูแลมีชีวิตบั้นปลายอย่างมีคุณภาพ และผู้ดูแล(Caregiver) ได้ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่งไปพร้อมกัน
อ้างอิง :
- การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ.2553-2583
- โฉมหน้า”สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์”ไทย หญิงมากกว่าชาย-พึ่งพาผู้อื่น
- โครงการการศึกษาสถานการณ์การจัดบริการดูแลระยะยาวในชุมชนของไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาอย่างรอบด้าน
- สูงวัยทะลุ 12 ล้าน! แต่ Care Giver ยังไม่พอ ดันเร่งถ่ายโอน LTC สู่ท้องถิ่น เพิ่มงบ–เพิ่มกำลังคน
- ไร้สวัสดิการ ไร้ชีวิตส่วนตัว ถึงเวลาหรือยังที่รัฐต้องตอบแทน “ผู้ดูแลในครอบครัว”