‘คนเหนือ’ ยังไม่ฟันธง ‘คนเหมาะเป็นนายกฯ’ แม้คะแนน ‘ณัฐพงษ์ – พรรคประชาชน’ มาแรง สวนทาง ‘เพื่อไทย’ ส่อสูญเสียฐานเสียงภาคเหนือ สะท้อนภาพการเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน
THE STATES TIMES
อัพเดต 09 พ.ย. 2568 เวลา 09.28 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2568 เวลา 11.45 น. • Hard News Teamจากผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลเกี่ยวกับกระแสการเมืองภาคเหนือที่เปิดเผยในต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 นับเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพการเมืองไทยในมิติที่น่าสนใจหลายประการ การสำรวจจากประชาชน 2,000 ตัวอย่างใน 17 จังหวัดภาคเหนือไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความนิยมของบุคคลและพรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยถึงสภาวะจิตใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ
สัญญาณที่เด่นชัดที่สุดจากผลสำรวจคือ ร้อยละ 36.60 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 28.40 ระบุว่า "ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้" ตัวเลขเหล่านี้สูงกว่าความนิยมของบุคคลหรือพรรคการเมืองใดๆ ที่ติดอันดับ แสดงให้เห็นถึงภาวะ "วิกฤติความเชื่อมั่น" ที่แท้จริงของระบบการเมืองไทย
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังสะสมของประชาชนต่อการเมืองไทยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การรัฐประหารซ้ำซาก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่จบสิ้น ผู้คนในภาคเหนือ ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง กำลังส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่พร้อมที่จะมอบความไว้วางใจให้กับใครง่ายๆ อีกต่อไป
นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนนี้อาจสะท้อนถึงความรู้สึกว่า ทางเลือกที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อความต้องการหรือความคาดหวังของพวกเขาอย่างแท้จริง ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความตระหนักรู้มากขึ้น
.
แม้จะมีกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจถึงร้อยละ 36.60 แต่ในกลุ่มที่มีความชัดเจนแล้ว นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุดที่ร้อยละ 21.50 ห่างจากคู่แข่งอันดับสองคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ร้อยละ 13.90 อย่างชัดเจน
ความสำเร็จของนายณัฐพงษ์ในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภาพลักษณ์ของเขาในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีความสามารถทางเทคนิค มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และไม่มีภาระประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่หนักหนาเกินไป ทำให้เขาเป็นที่ยอมรับได้ในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นกลางที่ต้องการเห็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และความเป็นมืออาชีพ
นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนยังคงรักษาตัวตนในฐานะพรรคกลางที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนเกินไป ทำให้สามารถดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากหลากหลายสเปกตรัมทางการเมือง รวมถึงกลุ่มที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบขั้วตรงข้ามที่รุนแรงในยุคที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ความนิยมร้อยละ 21.50 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจแสดงให้เห็นว่า นายณัฐพงษ์ยังต้องทำงานหนักมากเพื่อโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังลังเลอยู่ ความท้าทายคือการแสดงให้เห็นว่า เขาไม่ใช่แค่ตัวเลือกที่ "น่าจะดีที่สุด" แต่เป็นผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีกว่าได้จริง
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอยู่ในขณะนี้ ได้รับความนิยมอันดับสองที่ร้อยละ 13.90 และพรรคภูมิใจไทยที่ได้ร้อยละ 10.40 สะท้อนให้เห็นถึงฐานเสียงที่มั่นคงแต่ยังไม่กว้างพอในภาคเหนือ
พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีรากฐานมาจากกลุ่มอำนาจในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการขยายฐานเสียงในภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะทางการเมืองแตกต่างจากอีสาน
นายอนุทินเองมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในฐานะนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้วหลายกระทรวง โดยเฉพาะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในช่วงวิกฤติโควิด-19 อย่างไรก็ตาม การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ทำให้เขาต้องแบกรับทั้งผลดีและผลเสียจากการบริหารประเทศในช่วงนั้น
ความท้าทายสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในภาคเหนือคือการต่อสู้กับการรับรู้ว่าเป็นพรรคที่ใกล้ชิดกับอำนาจเก่า ในขณะที่กระแสการเมืองในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ มักเอื้อต่อพรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ก้าวหน้าหรือเป็นทางเลือกใหม่มากกว่า
ขณะที่ พรรคเพื่อไทยซึ่งเคยครองภาคเหนือมาอย่างยาวนาน กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักในภูมิภาคนี้ การที่พรรคได้รับความนิยมเพียงร้อยละ 16.60 ซึ่งต่ำกว่าพรรคประชาชนอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของภูมิทัศน์การเมืองภาคเหนือ
ที่น่าสนใจคือ แม้พรรคเพื่อไทยจะได้ร้อยละ 16.60 แต่เมื่อถามถึงบุคคลที่จะสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีใครจากพรรคเพื่อไทยที่ติดอันดับต้นๆ เลย โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้เพียงร้อยละ 3.25 อยู่ในอันดับที่ 6 นี่แสดงให้เห็นถึงปัญหาของพรรคในการสร้าง "ภาพลักษณ์" ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในสายตาของประชาชน
การที่พรรคเพื่อไทยมีหลายคนติดอันดับแต่ทุกคนได้คะแนนต่ำ เช่น นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว (ร้อยละ 1.95) นายจาตุรนต์ ฉายแสง (ร้อยละ 1.70) และนายชัยเกษม นิติสิริ (ร้อยละ 1.25) สะท้อนถึงปัญหาภายในพรรคที่มีหลายกลุ่มหลายขั้ว ขาดความเป็นเอกภาพ และไม่มีผู้นำที่โดดเด่นชัดเจน
สาเหตุสำคัญของการเสื่อมถอยของเพื่อไทยในภาคเหนือมีหลายประการ ประการแรกคือ การที่พรรคต้องเผชิญกับปัญหาภายในเรื่องทิศทางและแนวทางการทำงาน การแตกแยกของกลุ่มต่างๆ ภายในพรรคทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ประการที่สองคือ การที่คนรุ่นใหม่ในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่ไม่ผูกพันกับประวัติศาสตร์การเมืองที่ซับซ้อนและขัดแย้งของพรรคเพื่อไทย
นอกจากนี้ การตัดสินใจทางการเมืองของพรรคในบางเรื่อง เช่น การร่วมรัฐบาลหรือการสนับสนุนนโยบายบางอย่าง ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ฐานเสียงเดิมว่า พรรคยังคงยืนหยัดในอุดมการณ์เดิมหรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลให้ฐานเสียงบางส่วนหันไปหาพรรคอื่นที่มีจุดยืนชัดเจนกว่า
และการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับความนิยมร้อยละ 5.90 และพรรคประชาธิปัตย์ได้ร้อยละ 5.15 ในภาคเหนือถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจ แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมีฐานเสียงหลักอยู่ภาคใต้ แต่การที่ยังคงได้รับการสนับสนุนในระดับหนึ่งในภาคเหนือแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในภาพลักษณ์ของพรรคในฐานะพรรคการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีนโยบายที่ชัดเจน
นายอภิสิทธิ์เองยังคงเป็นชื่อที่มีน้ำหนักในแวดวงการเมืองไทย เพราะประสบการณ์ของเขาในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี ความสามารถในการสื่อสาร และภาพลักษณ์ของความเป็นนักวิชาการ ยังคงดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความมั่นคงและความเป็นระเบียบในการบริหารประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความนิยมที่จำกัดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการที่พรรคและบุคคลต้องเผชิญกับภาระทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีตที่ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของผู้คนในภาคเหนือ การที่จะขยายฐานเสียงในภาคเหนือได้มากกว่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องสร้างการรับรู้ใหม่ที่ไม่ผูกพันกับอดีตเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของความนิยมไปยังพรรคและบุคคลต่างๆ ในสัดส่วนที่น้อย ตั้งแต่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ร้อยละ 4.15) พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (ร้อยละ 2.50) ไปจนถึงบุคคลอื่นๆ ที่ได้รับการกล่าวถึงในสัดส่วนที่ต่ำมาก
การกระจายตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการเมืองไทยที่มีความหลากหลายแต่ก็แยกส่วน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีทางเลือกมากมาย แต่ไม่มีทางเลือกใดที่โดดเด่นจนสามารถรวมใจคนส่วนใหญ่ได้ นี่เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยไทยในปัจจุบัน
จุดแข็งคือ ประชาชนมีทางเลือกหลากหลายและไม่ถูกบังคับให้เลือกจากตัวเลือกที่จำกัด แต่จุดอ่อนคือ การกระจายตัวมากเกินไปทำให้การสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายเป็นเรื่องยาก ซึ่งอาจนำไปสู่รัฐบาลผสมที่มีความขัดแย้งภายในสูง
ผลสำรวจนิด้าโพลครั้งนี้ให้ข้อมูลที่มีค่าอย่างยิ่งเกี่ยวกับสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ภาคเหนือซึ่งเคยเป็นฐานเสียงที่มั่นคงของบางพรรคการเมือง กำลังกลายเป็นสนามรบที่มีความไม่แน่นอนสูง
ตัวเลขสำคัญที่สุดคือร้อยละ 36.60 ที่ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้และร้อยละ 28.40 ที่ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ นี่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นเสียงร้องของประชาชนที่กำลังบอกว่า พวกเขาต้องการสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่แตกต่าง สิ่งที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของพวกเขาได้
สำหรับพรรคการเมืองและนักการเมืองทุกคน ผลสำรวจนี้คือโอกาสและความท้าทาย โอกาสในการโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่ที่ยังไม่ตัดสินใจ และความท้าทายในการพิสูจน์ว่าตนเองคือคำตอบที่แท้จริงต่อปัญหาของประเทศ ไม่ใช่แค่อีกหนึ่งตัวเลือกในบัญชีที่ยาว
ในท้ายที่สุด การเมืองภาคเหนือและการเมืองไทยโดยรวมกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตไม่ใช่ผู้ที่มีเงินหรืออำนาจมากที่สุด แต่เป็นผู้ที่สามารถเชื่อมโยงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชน สร้างความเชื่อมั่น และนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและเป็นไปได้สำหรับอนาคตของประเทศไทย