โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ ควรดูแลอย่างไร?

GedGoodLife

อัพเดต 15 ก.ย 2566 เวลา 20.01 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2566 เวลา 06.28 น. • GED good life ชีวิตดีดี

รู้หรือไม่ อาการกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถึง 80% เลยทีเดียว ฉะนั้นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ต้องเตรียมรับมือให้ดี โดยเฉพาะช่วงแพ้ท้อง… มาดูกันว่า “กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์” จะมีสาเหตุ และวิธีรับมืออย่างไร

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ ส่งผลต่ออาการกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ได้

การตั้งครรภ์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายวิภาค และสรีรวิทยาของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยระหว่างตั้งครรภ์จะมี “ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone)” ส่งผลกระตุ้นการคลายตัวของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง หรือมีการหลั่งกรดมากขึ้นในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร หรือช่องปาก ส่งผลให้มีอาการระคายบริเวณลำคอ และหลอดอาหาร แม่ตั้งครรภ์อาจรู้สึกแสบในช่องอกและหลอดอาหาร หรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ รวมทั้งมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้าย ๆ กับอาการของโรคกระเพาอาหาร

ปัจจัยที่ทำให้เกิด กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ มีอะไรบ้าง?

  • อายุครรภ์

  • การมีประวัติโรคกรดไหลย้อนก่อนการตั้งครรภ์

  • การตั้งครรภ์หลายครั้ง

  • ดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์

  • น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์

  • หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุมาก

นอกจากนี้ยังพบปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ดังนี้

  • พฤติกรรมการบริโภคระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ชอบกินอาหารรสจัด รสเผ็ด อาหารประเภทไขมันสูง อาหารทอด ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • กินแล้วนอน หรือเอนกายทันทีระหว่างตั้งครรภ์
  • ความเครียด
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่รัดเกินไป
  • การใช้ยาขยายหลอดลม ยาประจำตัว เช่น ยาลดความดัน เป็นต้น

กรดไหลย้อนมักพบได้บ่อยในไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์มักเริ่มมีอาการประมาณช่วงอายุครรภ์ 5 เดือน หรือไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ระยะเวลาในเกิดอาการแต่ละครั้งจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ และสัมพันธ์กับมื้ออาหาร ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อย จนถึงระดับรุนแรงอาจถึงขั้นไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ซึ่งความถี่และความรุนแรงของอาการมีแนวโน้มมากขึ้นตามอายุครรภ์

6 อาการกรดไหลย้อนที่พบบ่อยในแม่ตั้งครรภ์

  • เริ่มมีอาการแสบร้อนยอดอก เมื่ออายุครรภ์ 5-6 เดือน อย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์
  • ลักษณะอาการปวดแสบร้อน เหมือนมีไฟเผาในหลอดอาหาร ตรงบริเวณกลางอก
  • เรอเหม็นเปรี้ยว มีรสขมในปาก (sour or bitter taste) หรือจุกแน่นในลําคอ
  • มีการไหลย้อนของกรดกลับเข้าไปสู่หลอดอาหาร
  • อาการมักเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน โดยเฉพาะหลังอาหารมื้อเย็น
  • ไอหรือเจ็บคอ

โรคกรดไหลย้อน ส่งผลต่อลูกในครรภ์หรือไม่?

โดยทั่วไปแล้วอาการกรดไหลย้อนจะไม่ส่งผลกระทบต่อลูกในครรภ์แต่อย่างใด แต่หากมีอาการผิดปกติมาก หรือกังวลใจ แม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์ เพื่อความสบายใจ และความปลอดภัยต่อลูกในครรภ์

สามารถกิน “ยาลดกรด” ขณะตั้งครรภ์ได้หรือไม่?

ตามข้อมูลจาก หอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติอเมริกา (NIH) และ ระบบดูแลสุขภาพแห่งชาติสหราชอาณาจักร (NHS) ได้ระบุว่า…

ยาลดกรด (Antacids) ที่มีส่วนผสมของตัวยา Aluminum Hydroxide, Magnesium Carbonate, Simeticone (ยกตัวอย่างแบรด์ เช่น เครมิล-Kremil) ได้รับการแนะนำให้ใช้เป็นการรักษาอันดับแรกของอาการเสียดท้องและกรดไหลย้อนในระหว่างตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร แต่ควรใช้บรรเทาอาการเมื่อมีอาการเท่านั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์ก่อนใช้ยาลดกรด และอย่าลืมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารให้เหมาะสมระหว่างการใช้ยาลดกรด

ปรับพฤติกรรมสักนิด อาการกรดไหลย้อนดีขึ้นแน่นอน!

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ทั้งด้านอารมณ์ และอาหารการกินให้เหมาะสม หรืองดพฤติกรรมที่กระตุ้นให้เกิดอาการ จะส่งผลดีต่อหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการกรดไหลย้อน แสบร้อนกลางอก

  • ควบคุมปริมาณอาหาร ไม่กินมากจนเกินไป และควรกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
  • งด ละ เลี่ยง อาหารที่เป็นภัยต่อกรดไหลย้อน เช่น อาหารรสจัด อาหารทอด อาหารมัน และผลไม้ที่มีค่ากรดสูง
  • กินอาหารมื้อเล็ก ๆ หลาย ๆ มื้อในแต่ละวัน แทนที่จะกินมื้อใหญ่ 3 มื้อ
  • ไม่กินแล้วนอนทันที ควรทิ้งช่วงระยะสัก 4 ชั่วโมง จึงค่อยนอน
  • ใช้หมอนหนุนบริเวณลำตัวส่วนบน ระหว่างนอนหลับ เพื่อให้หลอดอาหารอยู่สูงกว่ากระเพาะอาหาร
  • ควรนอนตะแคงซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะทำให้ตำแหน่งของกระเพาะอยู่เหนือหลอดอาหาร
  • ไม่วิตกกังวลเกินไป กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ สามารถเกิดขึ้นได้เป็นปกติ
  • ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลครรภ์ หากสงสัยเรื่องอาการ หรือวิธีรักษา ไม่ควรหาซื้อสมุนไพรมากินเพื่อรักษาเอง

อ้างอิง : 1. National Library of Medicine 2. กลุ่มงานสูติ-นรีเวชกรรม รพ.ชัยภูมิ 3. วชิรสารการพยาบาล 4. nhs 5. webmd

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...