โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หนูจะเป็นเจ้าแม่วงการบันเทิงเองค่ะ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.50 น. • ม่านมรกต
พิมประภาเสียชีวิตด้วยความกะทันหันด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน เธอเกิดใหม่ในโลกอีกใบ โลกที่วงการบันเทิงและวงการอาหารนั้นล้าหลังเป็นอย่าง ไม่เป็นไร พิมประภาคนนี้จะเอาความรู้จากโลกอีกใบมาใช้เอง

ข้อมูลเบื้องต้น

พิมประภาคนเดิมที่ไม่เหมือนเดิมคือเป็นเด็ก

“เด็กหญิงพิมประภาของแม่มานั่งตรงนี่เอง แม่มารับแล้ว” พีรยาเดินมาหาบุตรสาวที่นั่งรอตนเองตรงม้านั่งที่ประจำเพื่อที่จะรับกลับจากโรงเรียน วันนี้เด็กหญิงพิมประภาอายุสามขวบนั้นกำลังนั่งคิดว่าบิดาของตนเองนั้นเป็นใครกันแน่ เพราะตั้งแต่เกิดมาเด็กหญิงพิมประภายังไม่เคยเจอหน้าพ่อแท้ๆเลยสักนิด แต่เดาแล้วพ่อไม่น่าจะใช้คนไทยแน่นอนเพราะหน้าตาของเธอออกไปทางฝรั่งจ๋ามากขนาดนี้

“คุณแม่มาแล้ว” พิมประภามองมารดามารับด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสดใส โครงหน้าของบุตรสาวช่างละมายคล้ายผู้เป็นบิดาเสียเหลือเกิน ช่างทำให้ผู้เป็นมารดามองแล้วใจกระตุกคิดถึงวันเก่าๆของตนเองยิ่งนัก

พีรยายิ้มให้กับบุตรสาวพร้อมกับย่อตัวมารับอ้อมกอดเอาไว้ “กลับบ้านกันเถอะแม่ซื้อกับข้าวมาให้แล้ว”

เด็กหญิงพิมประภาไหว้ครูประจำชั้นของตนเองแล้วจูงมือมารดาไปยังรถญี่ปุ่นญี่ห้องดังในโลกนี้ พีรยาคาดเข็มขัดให้บุตรสาวแล้วขับรถออกไปจากโรงเรียนโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตรงมุมหนึ่งของโรงเรียนมีชายใส่ชุดสูทสวมแว่นดำมองมาจนสุดสายตา

เป็นเวลาสามปีแล้วที่พิมประภาเสียชีวิตจากโลกก่อนแล้วมาเกิดใหม่ที่โลกใบนี้ โลกนี้นั้นเหมือนกับโลกก่อนของเธอทุกประการ อาจจะมีประวัติศาสตร์บางส่วนที่ไม่เหมือนกันบ้างแต่ก็คล้ายๆกันเกือบแปดสิบเปอร์เซ็น

พิมประภาที่เกิดใหม่ก็ยังได้ชื่อพิมประภาเหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือหน้าตาของเธอในโลกใบนี้ เพราะพิมประภาคนนี้นั้นเป็นลูกครึ่งชัดเจนเลยทีเดียว น่าตาก็น่ารักเพราะได้รับมาจากมารดามาเต็มบวกกับได้รับเชื้อต่างชาติมาจากบิดามาด้วย เทียบกับตัวเธอคนก่อนแล้วต่างกันมากอย่างชัดเจน เธอคนก่อนนั้นหน้าตากลางๆไม่ได้ดีมากแต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่

“น้องพิมมาทานข้าวได้แล้วจ๊ะ” พีรยายกอาหารสำเร็จรูปที่ตนเองซื้อมาวางบนโต๊ะทานข้าวของตนเอง อาหารที่ทานในวันนี้นั้นก็มีข้าวสวยกับแกงอีกหนึ่งอย่างที่พิมประภาไม่รู้จักแต่รสชาติคล้ายๆแกงส้มกับไก่ทอดอีกหนึ่งอย่างที่ทอดแบบจืดๆไม่หมักอะไรเลย

พีรยามองบุตรสาวที่กินข้าวแล้วก็ขำออกมา บุตรสาวของเธอนั้นบ่นเรื่องอาหารตั้งแต่พูดออกมาได้แล้วกระมัง พอกินแล้วทำหน้าบูดแบบนี้อาหารรสชาติคงจะไม่ถูกปากอีกแล้วแน่ๆ

“อร่อยหรือเปล่าน้องพิม” พีรยาถามบุตรสาวที่กำลังฝืนกินข้าวให้หมดจาน

เด็กหญิงพิมประภาส่ายหน้าออกมาว่าไม่อร่อยเลยสักนิด “พิมว่าก็อร่อยนะค่ะคุณแม่ แต่พิมว่ามันค่อนข้างจืดไปหน่อย” เด็กหญิงพิมประภาทำปากจู๋ออกมาหลังจากที่พูดจบ แต่ถึงอย่างนั้นตนเองก็ทานข้าวจนหมดจาน จากนั้นก็วิ่งไปจากโต๊ะทานอาหารเพื่อเปิดดูโทรทัศน์ที่ตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่น

“น่าเบื่อมากเลย รายการไม่สร้างสรรค์เลยสักนิด” เด็กหญิงตัวน้อยบ่นออกมาเพราะรายการทีวีที่ตนเองดูอยู่นั้นน่าเบื่อเป็นอย่างมาก

“คุณแม่ขาน้องพิมเบื่อแล้ว น้องพิมง่วงแล้วด้วย” เด็กหญิงตัวน้อยเริ่มที่จะหาวออกมาเพราะความง่วงกำลังจู่โจมอย่างเต็มกำลัง การที่ตนเองนั้นวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานทั้งวันกับเพื่อนบวกกับตนเองนั้นตอนกลางวันนอนไม่พอเพราะโดนเพื่อนถีบตอนนอนทำให้วันนี้ง่วงมากกว่าปกติ

“อย่าเพิ่งหลับนะน้องพิม ไปล้างหน้าแปรงฟันก่อน” พีรยามาอุ้มบุตรสาวเข้าไปในห้องน้ำเพื่อที่จะล้างหน้าแปรงฟันก่อนเข้านอน

พีรยามองบุตรสาวที่นอนหลับในห้องแล้วตนเองก็นอนข้างๆบุตรสาว ยิ่งโตก็ยิ่งมีเค้าของผู้เป็นพ่อขึ้นมาอย่างชัดเจนขึ้นทุกที น้องพิมบุตรสาวของเธอนั้นเป็นเด็กที่ฉลาดกว่าวัยเดียวกัน เรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วจนคุณครูที่โรงเรียนชมให้ฟังเป็นประจำ

พิมประภาไม่เคยถามถึงบิดาเลยสักนิดราวกับเข้าใจว่ามารดามีเรื่องลำบากใจไม่อาจที่จะบอกกับบุตรสาวได้ เอาเถอะเมื่อถึงเวลาที่น้องพิมโตขึ้นมาพอที่จะรับเรื่องราวต่างได้ดีกว่านี้เธอจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ลูกสาวฟังอย่างแน่นอน

“เป็นยังไงบ้างได้ข่าวอะไรบ้างไหม เรมี่” คนตัวสูงอย่างชาวตะวันตกมองหน้าต่างจากตึกสูงอันเป็นออฟฟิศที่ทำงานของตนเอง โดยข้างหลังตนเองนั้นมีชายคนหนึ่งใส่ชุดสูทสีดำและใส่แว่นตารายงานสิ่งที่ตนเองได้พบมาวันนี้

“เราเจอคุณพีรยาแล้วครับ เธอทำงานในบริษัทสื่อแห่งหนึ่งในประเทศไทยครับ อีกอย่างวันนี้ผมได้เจอคุณพีรยาพร้อมกับเด็กหญิงคนหนึ่งด้วยครับ ดูเหมือนว่าจะเป็นลูกสาวของเธอเอง”

ชายที่กำลังมองหน้าต่างชะงักลงไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินว่าเธอคนนั้นมีลูกสาวลางสังหรณ์ของเขานั้นกำลังบอกอะไรบางอย่างออกมา ริมฝีปากหนาเอ่ยถามลูกน้องสั้นๆ“มีรูปไหม”

“มีครับท่าน” ลูกน้องคนนั้นยื่นซองเอกสารมาให้กับผู้เป็นนายแล้วออกจากห้องไป ร่างสูงเอารูปออกมาจากซองเอกสาร เมื่อรูปปรากฏเข้ามาในสายตา สายตาของเขาก็เคร่งเครียดลง ‘เธอกล้ามากนะที่ปกปิดฉันเอาไว้ได้นานขนาดนี้พีรยา’

“สวัสดีค่ะคุณครู” เด็กหญิงพิมประภายกมือไหว้คุณครูประจำชั้นของตนเองแล้วโบกมือลามารดาเข้าไปในห้องเรียน พิมชอบที่สุดเลยเวลาที่ได้มาโรงเรียนเนี่ยเพราะเพื่อนๆของพิมที่โรงเรียนเยอะมากอย่างไรเล่า

“พิมมาแล้ว พิมไปเล่นกัน” ไม้เพื่อนสนิทของพิมวิ่งมาหาเพื่อนสนิทของตนอย่างรวดเร็ว จากนั้นกอหญ้าเพื่อนอีกคนของพิมก็มาหาเพื่อนสนิทเช่นเดียวกัน

“ใช่แล้วพิมเราไปเล่นกันเถอะ” กอหญ้าดึงมือเพื่อนไปเล่นที่สนามเด็กเล่นทันที เสียงของเด็กๆที่กำลังเล่นสนุกกันดังไปทั่วบริเวณนั้น

“เราไปเล่นตรงนั้นกันเถอะทุกคน” พิมบอกกับเพื่อนสนิทแล้ววิ่งไปเล่นเครื่องเล่นที่กำลังว่างอยู่ พิมพาเพื่อนๆเล่นจนถึงเวลาเข้าเรียน

คุณครูบุสบาปล่อยเด็กๆให้ออกมาจากห้องเรียนเพื่อที่จะให้เด็กๆพักเที่ยง เด็กชั้นอนุบาลเวลาทานอาหารที่โรงอาหารนั้นต้องมีครูมาคอยดูแลด้วย

เด็กหญิงพิมประภานั่งทานข้าวด้วยความชอกช้ำใจเหมือนทุกวัน อาหารของโรงอาหารก็ยังแย่เหมือนเดิม ถ้าไม่จืดจนต้องถามหาน้ำปลาก็เค็มจนต้องล้างคอ หรือไม่ก็หวานจนแสบคอเลยทีเดียว แต่คนที่นี่ดูเหมือนจะชินไปเสียแล้วไม่ว่าอะไรก็กินไปอย่างเอร็ดอร่อยไปเสียทั้งหมด

“ไม่ได้นะน้องพิมอย่าเขี่ยข้าวแบบนั้นสิจ๊ะ” ครูบุสบาห้ามน้องพิมที่กำลังเขี่ยข้าวในจานเล่น พิมเองก็ไม่อยากที่จะมีปัญหากับครูจึงฝืนใจกินเข้าไปให้หมดจานอย่างทุกวัน

“น้องพิมอยากกินอาหารที่อร่อยกว่านี้นะมีไหม”

“ขออานั่งด้วยได้ไหมครับ” เสียงพูดภาษาอังกฤษดังขึ้นมาข้างๆน้องพิมที่กำลังรอมารดามารับอย่างทุกวัน เด็กหญิงพิมประภามองชายต่างชาติที่มานั่งข้างๆตนเองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย อีกอย่างน้องพิมเองก็คุ้นหน้าคนตรงหน้าเสียเหลือเกิน แถมคุณอาฝรั่งคนนี้ยังหล่อมากด้วย

“มานั่งรอคุณแม่เหรอครับ” คุณอาคนหล่อถามเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังนั่งรอมารดา น้องพิมยิ้มให้กับคุณอาสุดหล่อแล้วพูดออกมาด้วยความสนิทสนมแปลกๆ

“ใช่แล้วค่ะคุณอา น้องพิมกำลังรอคุณแม่มารับ” เด็กหญิงตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษอย่างที่ตนเองได้ร่ำเรียนมาในชาติก่อน

คุณอาสุดหล่อเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเพราะไม่คิดว่าเด็กหญิงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องมากขนาดนี้ สมแล้วที่มีสายเลือดของตระกูลอาร์รอน

“แล้วคุณแม่ทำไมมารับช้าจัง มารับช้าอย่างนี้ทุกวันเลยเหรอ” คุณอาสุดหล่อยกนาฬิกาข้อมือของตนเองมาดูเวลา ตอนนี้ก็เกือบจะห้าโมงเย็นแล้วทำไมยังไม่มารับลูกอีกนะ

“คุณแม่งานยุ่งมากเลยค่ะคุณอา คุณแม่ก็มารับช้าแบบนี้ทุกวันนั้นแหละ แต่น้องพิมไม่โกรธคุณแม่หรอกนะ น้องพิมเข้าใจว่าคุณแม่ทำงานหนักก็เพื่อน้องพิมเอง”

คำพูดของด็กน้อยทำเอาคุณอาสุดหล่อถึงกับสะอึก มือของเขาแอบกำแน่นจนซีดขาว เขารับรู้ได้เลยว่าแม่ลูกคู่นี้ลำบากมากขนาดไหน

“แล้วคุณพ่อของน้องพิมล่ะ ทำไมไม่มารับครับ” คุณอาสุดหล่อกลั้นใจถามออกมา เขาอยากรู้ว่าพีรยาบอกเรื่องพ่อว่าอย่างไร

“น้องพิมไม่มีพ่อหรอกนะคุณอา คุณแม่บอกว่าพ่อของน้องพิมไปสบายแล้ว” เด็กน้อยตอบออกมาอย่างที่มารดาเคยบอก แต่น้องพิมไม่เชื่อเลยสักนิด เพราะเหตุผลแบบนี้ละครไทยในชาติก่อนของน้องพิมเอามาเล่นเยอะแยะไป

คุณอาสุดหล่อถึงกับกัดฟันกรอดที่ได้ยินเด็กน้อยบอกว่าบิดาไปสบายแล้ว คอยดูเถอะพีรยาว่าฉันจะเล่นงานเธออย่างไร

พิมประภาแปลกใจนักที่นั่งคุยกับคนแปลกหน้าได้อย่างสนิทสนมมากขนาดนี้ เพราะปกติน้องพิมค่อนข้างที่จะระวังตัวมากไม่คุยกับคนแปลกหน้าแบบนี้ แต่กับคุณอาสุดหล่อนั้นกลับแตกต่างออกไป น้องพิมรู้สึกว่าคุณอานั้นใจดีมากและเป็นคนดีมากด้วย

“กลับกันได้แล้วน้องพิม คุณแม่มารับแล้วนะ” คุณครูบุษบาเดินมาบอกลูกสิษย์ของตนเองที่กำลังคุยอย่างสนุกสนานกับฝรั่งหนุ่มตัวสูง

“คุณแม่มารับแล้ว น้องพิมไปก่อนนะคะคุณอาสุดหล่อ” เด้กหญิงพิมประภาสะพายกระเป๋าลายน้องแมวแล้วรีบวิ่งไปหามารดาทันที ปล่อยให้คุณอาสุดหล่อมองไปจนสุดสายตา

“คุยกับใครอยู่นะน้องพิม แม่มองเห็นลางๆ” คุณพีรยามองไม่ชัดนักว่าบุตรสาวคุยกับใคร แต่ว่าคนที่นั่งคุยนั้นช่างคุ้นหน้าเสียเหลือเกิน

“เป็นคุณอาสุดหล่อค่ะคุณแม่ คุณอามานั่งคุยกับน้องพิม คุณอาคุยสนุกมากเลย” เด็กหญิงตัวน้อยขึ้นไปนั่งบนรถรอมารดา ส่วนคุณพีรยานั้นหันไปมองทางที่บุตรสาวนั่งคุยกับคุณอาคนนั้นอีกครั้ง คนคนนั้นช่างคุ้นตายิ่งนัก คุ้นจนราวกับว่าเคยเจอกันมาก่อน

ตอนแรกครับ ลองมาพูดคุยกันได้เลย

คนที่ไม่อยากเจอหน้ามากที่สุด

“น้องพิมอาบน้ำเสร็จหรือยังลูก สายแล้วนะ” พีรยาเรียกบุตรสาวที่กำลังอาบน้ำอยู่ให้รีบขึ้นสักหน่อยเพราะตอนนี้มันไปโรงเรียนสายเสียแล้ว

“วันนี้วันเสาร์นะคะคุณแม่ วันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียน” เด็กหญิงพิมประภาโผล่หน้าออกมาจากประตูห้องน้ำแล้วมองมารดาด้วยความเหนื่อยใจ สงสัยจะทำงานจนลืมวันลืมคืนอีกแล้วล่ะมั้งเนี่ย

พีรยายกมือถือของตนมาดูวัน เมื่อเห็นว่าเป็นวันเสาร์จริงๆเธอถึงกับตบหัวตนเอง มัวแต่ทำงานจนลืมดูวันอีกแล้ว ถ้าไม่ได้ลูกสาวเตือนล่ะก็เธอคงจะแต่งตัวไปทำงานแน่ๆ

“กลับไปอาบน้ำได้แล้วน้องพิม อาบเสร็จแล้วค่อยมากินข้าว” พีรยาบอกกับลูกสาวแล้วไปอุ่นอาหารที่ตนเองต้องตื่นแต่เช้าไปซื้อมา อย่างไรวันนี้เป็นวันหยุดก็หยุดพักสักวันแล้วกัน

ที่ที่เด็กหญิงพิมประภาอยู่นั้นเป็นบ้านหลังไม้หลังเล็กที่อยู่ใจกลางกรุงซึ่งเป็นมรดกที่
พีรยาผู้เป็นมารดาได้รับสืบทอดมาจากบิดามารดาของเธอเอง ถ้าเธอขายล่ะก็คงจะได้หลายล้านบาทแน่ๆอยู่กลางกรุงมากขนาดนี้แถมทำเลยังดีอีก

“คุณแม่ขาวันนี้เราทำกับข้าวทานเองได้ไหมคะ น้องพิมเบื่อแกงถุงแล้วอ่ะ” เด็กหญิงพิมประภาเข้ามาอ้อนมารดาพร้อมกับทำตาวิบวับไปด้วย ตาที่เต็มไปด้วยประกายความอ้อนวอนทำให้ผู้ป็นมารดาลำบากใจที่จะปฏิเสธบุตรสาว

“แต่่ว่าแม่ทำกับข้าวไม่เก่งนะน้องพิม แน่ใจเหรอว่าจะทำอาหารกินเองนะ” พีรยามองหน้าบุตรสาวแล้วคิดถึงอาหารที่ตนเองเคยทำ นอกการต้มมาม่าแล้วเธอทำอะไรอร่อยบ้างนะ

“แต่น้องน้ำทำเป็นค่ะคุณแม่”

“ตกหลุมรักรอบที่ล้าน มองยังไงก็แพ้ทุกทางไม่รู้เป็นอะไร มองๆไปก็เห็นคำว่าน่ารักเต็มไปหมด เหมือนโดนสะกด ก็เธอดีเกินต้านไหว ตกหลุมรักรอบที่ล้าน มองยังไงก็แพ้ทุกทางไม่รู้เป็นอย่างไร มองๆไปก็เห็นคำว่าน่ารักเต็มไปหมด เหมือนโดนสะกด เธอจะรับผิดชอบยังไงบอกที”

เด็กหญิงพิมประภาร้องเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดีที่ได้ออกมาซื้อของที่ซูเปอร์มาเก็ตใกล้บ้าน สุดท้ายแล้วพีรยาก็ทนลูกอ้อนของบุตรสาวไม่ได้จึงต้องมาซื้อของที่ซูเปอร์อย่างตอนนี้อย่างไรเล่า

เด็กหญิงตัวน้อยนั่งบนรถเข็นของซูเปอร์มาเก็ตโดยมีมารดาเป็นคนเข็น ปากน้อยๆร้องเพลงที่ตนเองเคยได้ยินมาจากชาติก่อนของตนเอง เสียงน้อยๆที่ร้องเพลงออกมาทำให้คนที่กำลังซื้อของอยู่ต้องหันมายิ้มมาให้ด้วยความเอ็นดู ดูสิช่างน่ารักนักตัวแค่นี่ร้องเพลงชัดแจ๋วเลยแก้มกลมๆนั้นก็น่าหยิกเสียจริงๆ

“อันนั้นไม่ค่ะคุณแม่ เอาอีกอัน” ในรถเข็นของพีรยานั้นตอนนี้มีไข่ไก่หนึ่งแพคซึ่งข้างในมีอยู่สิบฟอง จากนั้นก็โดนบุตรสาวสั่งให้ซื้อหอมหัวใหญ่มาหนึ่งลูก หมูสับที่พอทานกันสองคน มีเต้าหู้ไข่อีกหนึ่งหลอด จากนั้นก็มีพวกผักชีและเครื่องปรุงต่างๆ

พีรยาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตนเองจะซื้อตามที่บุตรสาวบอกไปทำไม แต่ในเมื่อน้องพิมบอกแล้วว่าทำอาหารเป็นก็คงจำเป็นนั้นแหละ แล้วเะอจะมาเชื่อเด็กอายุสามขวบทำไมเนี่ย

“น้องพิมแม่บอกแล้วนะว่าแม่ทำอาหารไม่เป็น ถ้าซื้อไปทิ้งแม่จะโกรธจริงๆนะ” แต่น้องพิมกลับยิ้มให้กับมารดาด้วยความมั่นใจ กะอีแค่แกงจืดเต้าหู้หมูสับกับไข่เจียวมันจะไปยากตรงไหนกัน

น้องพิมขอถอนคำพูดที่ว่าแค่แกงจืดเต้าหู้หมูสับกับไข่เจียวมันยากตรงไหน ถ้าน้องพิมทำเองนะมันไม่ยากหรอก แต่น้องพิมยังแค่สามขวบไงดังนั้นคนทำต้องเป็นคุณแม่ ใครจะไปคิดว่าแค่บอกให้คุณแม่ทำตามจะยากมากขนาดนี้

“คุณแม่ขาไข่เจียวจะไหม้แล้วรีบตักขึ้นได้เลย เร็วๆเลยค่ะ”

“คุณแม่อย่าใส่เต้าหู้หลอดไปทั้งซองแบบนั้นสิค่ะ เอามีดมาหั่นตรงกลางแล้วค่อยๆหั่นออกมาเป็นแว่นๆ แบบนั้นแหละ”

“คุณแม่อย่าใส่เกลือเยอะแบบนั้นสิคะ ใส่ไปนิดเดียวพอเดี๋ยวเค็มเอานะ”

“น้ำเดือดแล้วคุณแม่ิย่าลืมใส่หมูนะคะ ปั้นเป็นก้อนๆเลยไม่ต้องใหญ่มาก”

น้องพิมอยากที่จะเข้าไปเองจังเลย แต่ติดที่ว่าคุณแม่ไม่ยอมนะสิเพราะน้องพิมยังเล็กจับมีดได้ไม่ถนัด อีกอย่าก็กลัวน้ำร้อนจะลวกด้วย

สุดท้ายแล้วความวุ่นวายในครัวก็จบลงพร้อมกับอาหารที่กำลังส่งกลิ่นหอมออกมา ตอนแรกว่าจะให้คุณแม่หุงข้าวด้วยแต่ที่บ้านไม่มีหม้อหุงข้าวคุณแม่เลยออกไปซื้อข้าวมาจากร้านป้าข้างนอกเอาดีกว่า

“น้องพิมทานแล้วนะคะ” เด็กหญิงตัวน้อยตักเอาไข่เจียวหมูสับใส่หอมใหญ่เข้าปาก ไข่เจียวที่เจียวออกมาวันนี้นั้นค่อนข้างที่จะมีสีเข้มเลยทีเดียวอีกนิดก็เกือบจะไหม้แล้วถ้าไม่ได้น้องพิมบอกเสียก่อน

“อร่อย แกงจืดก็อร่อย” พีรยาเห็นบุตรสาวกินเอากินเอาแล้วเอาแต่พูดว่าอร่อยตนเองจึงตักกินบ้าง เมื่อข้าวคำแรกได้เข้าปากพีรยาก็ตาโตออกมาทันที ในใจกำลังตะโกนคำเดียวกับบุตรสาวของตนเอง อร่อยยยยยยย

“น้องพิมอิ่มเลยค่ะคุณแม่” เด็กหญิงพิมประภานอนลูบพุงที่ป่องออกมาของตนเอง วันนี้เป็นวันที่น้องพิมกินเยอะมากเลยนะเนี่ย ไม่ใช่แค่น้องพิมที่กินไปเยอะมาก คุณแม่ก็กินไปเยอะมากเช่นเดียวกัน

“แม่เองก็อิ่มมากเหมือนกันเลยน้องพิม แต่ว่าน้องพิมไปรู้วิธีการทำอาหารแบบนี้มาจากไหนกัน บอกแม่ได้ไหม” พีรยาสงสัยมากถึงวิธีการทำอาหารของบุตรสาว น้องพิมไปรู้มาจากไหนกัน

น้องพิมหัวเราะคิกคักออกมาเมื่อได้ยินผู้เป็นมารดาถาม “ไม่บอกหรอกค่ะ เป็นความลับ”

“มีงานด่วนอะไรถึงต้องให้ฉันมาทำงานวันอาทิตย์เนี่ย เธอรู้ไหมเดือน” พีรยาเหน็บเอาบุตรสาวมาที่ทำงานด้วยอย่างเสียไม่ได้ วันนี้วันอาทิตย์เป็นวันหยุดโรงเรียนน้องพิมจึงไม่ได้ไปโรงเรียนอย่างเช่นทุกวันและยังเป็นวันหยุดของเธอด้วย

“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันพี เพราะฉันเองก็โดนโทรไปตามมาทำงานเหมือนกัน วันอาทิตย์แท้ๆยากจะนอนทั้งวันก้ไม่ได้” เดือนผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและเพื่อนร่วมงานบ่นออกมา

“แล้วน้องพิมของฉันอยู่ไหนล่ะ ไม่เห็นเลย” เมื่อกี้ยังเห็นอยู่แวบๆข้างหลังมารดาแท้หายไปไหนแล้ว

“ฉันฝากไว้กับพี่ยามผู้หญิงหน้าห้องเมื่อกี้นี่นะสิ จะให้เข้ามาข้างในก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ” พีรยาชะเง้อไปมองบุตรสาวที่กำลังคุยกับพี่ยามผู้หญิงอยู่ เมื่อหันมาเจอมารดาที่กำลังมองมายังตนเองก็โบกมือให้

“อย่างนั้นเองเหรอ ฉันคิดถึงน้องพิมมากเสร็จงานแล้วไปกินข้าวกัน ร้างป้าข้างตึกเราเนี่ยแหละง่ายดี” ก่อนที่พีรยาจะได้ตอบตกลง อลงกรณ์บอสของบริษัทที่พีรยาทำงานอยู่ก้เดินเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มอันสุดแสนจะกว้างจนไม่รู้จะกว้างอย่างไร

บริษัทที่พีรยาทำงานอยู่นั้นเป็นบริษัทด้านสื่อที่รับการทำโฆษณา มีทั้งการทำโฆษณาทั้งแบบที่ทั่วไปจนถึงทำออกทีวี ทำออกสื่อออนไลน์ รวมถึงการทำทุกสิ่งที่เกียวกับโฆษณาครบทุกวงจร งานหนักมาพอควรแต่ก็คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับมาเช่นเดียวกัน

อลงกรณ์ที่เป็นหัวทั้ง ceo และหัวหน้างานบอกถึงจุดประสงค์ที่เรียกทุกคนมาในวันนี้ “ที่เรียกทุกคนมาด่วนก็เพราะว่าเราได้งานด่วนมานะสิผมจึงบอกทุกคนให้เตรียมตัวเอาไว้ แถมงานที่ได้มายังเป็นจากบริษัทยักษ์ใหญ่อีกด้วย”

พนักงานในบริษัทไม่เคยคนใจเย็นอย่างคุณอลงกรณ์ออกอาการตื่นเต้นแบบนี้มาก่อน “งานที่เราได้รับมานั้นเป็น
ของอาร์รอนกรุ๊ป เขาจ้างเราทำสื่อโฆษณาธุรกิจของเขาที่กำลังจะเข้ามาทำที่ไทย ดังนั้นถ้างานนี้สำเร็จเตรียมรับโบนัสแบบจุกๆได้เลยทุกคน”

คำพูดของคุณอลงกรณ์ทำให้พนักงานทุกนเฮออกมาด้วยความดีใจ แต่มีคนเดียวเท่านั้นที่หน้าซีดออกมา แถมยังเซถอยหลังจนเกือบล้มแต่ได้เพื่อนของเดือนรับเอาไว้

“แกเป็นอะไรนะพี ไม่สบายหรือเปล่า” พีรยาส่ายหน้าออกมาบ่งบอกว่าไม่เป็นไร

“ไม่เป็นอะไรหรอกเดือน ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อยเอง” พีรยาฝืนตัวเองยืนขึ้นมาอีกครั้งแล้วแกล้งยิ้มออกมา แต่สายตานั้นกลับมองออกไปข้างนอกเพราะกลัวเหลือเกินว่าคนคนนั้นจะมาที่นี่แล้วเจอกับบุตรสาวของเธอเสียเหลือเกิน

“คุณแม่ไม่สบายหรือค่ะ หน้าซีดๆ” เด็กหญิงพิมประภามองหน้ามารดาที่ซีดแล้วจึงถามด้วยความเป็นห่วง

“นั้นนะสิยายพี แกไม่สบายหรือเปล่าเนี่ย ไปหาหมอไหม” เดือนที่เห็นอาการของเพื่อนสาวจึงถามออกมาอีกคน ข้าวที่สั่งมาก็กินไปนิดเดียวทีเหลือก็เขี่ยเล่นเหมือกับบุตรสาวไม่มีผิด เขี่ยข้าวเล่นเหมือนกันเดะเลย

พีรยามาที่ออฟฟิศด้วยตาที่ดำคล้ำเพราะกว่าจะนอนหลับก็ผ่านไปค่อนคืน เรื่องที่บริษัทของเธอนั้นได้รับงาน
ของอาร์รอน เอ็นเตอร์ไพรด์มานั้นทำให้เธอใจไม่ดีเลยจริงๆ แต่ว่าคนคนนั้นไม่น่าจะมาติดต่องานด้วยตนเองหรอก น่าจะส่งลูกน้องของตนเองมามากกว่า

“สวัสดีค่ะคุณอลงกรณ์ มาแต่เช้าเลยนะคะวันนี้” พีรยาทักมายหัวหน้างานของตนเองที่มาออฟฟิสแต่เช้า

“ต้องมาแต่เช้าแต่เช้าสิพี วันนี้คุณโจเอล อาร์รอนจะมาที่บริษัทเราด้วยนะ มาคุยงานที่เรากำลังจะทำด้วยกันไง” คำพูดของคุณอลงกรณืทำให้พีรยานิ่งไปสักพัก พีรยาได้สติเมื่อคุณอลงกรณ์เดินเข้าไปในห้องทำงานของตนเองแล้ว มือไม้ที่เคยควบคุมได้กลับสั่นขึ้นมาแต่ใจของเะอกลับสั่นมากกว่ามือของเธอเสียอีก ไม่ได้การแล้ววันนี้เธอขอลาทันไหมเนี่ย

ไม่ทันที่พีรยาจะเคาะประตูเพื่อที่จะขอคุณอลงกณณ์ลากลับบ้านคุณอลงกรณ์กลับพรวดพราดออกมจากห้องด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้นเป็นที่สุด

“ทุกคนฟังนะ ตอนนี้คุณโจเอลมาที่บริษัทเราแล้วรออยู่ด้านล่างกำลังซื้อกาแฟอยู่ ทุกคนอยู่ในความสงบและอย่าทำอะไรน่าอายออกมาล่ะ” สิ้นเสียงคุณอลงกรณ์ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาในออฟฟิศ ผู้ที่โดดเด่นที่สุดเป็นชายหนุ่มตาสีฟ้าที่พีรยาคุ้นเคยดี

ดวงตาสีฟ้ามองมาที่พีรยาด้วยสายที่ไม่อาจที่จะอ่านได้ แต่พีรยากลับก้มหน้าลงไม่มองมาเลยด้วยซ้ำ เธอจะไม่ยอมให้เขารู้ความลับของเธอหรอก ไม่มีวันเลยจริงๆ

เหตุบังเอิญที่ไม่ใช่เหตุบังเอิญ

สายตาคมมองพีรยาด้วยสายตาที่ไม่อาจที่จะคาดเดา พีรยาตัวสั่นขึ้นมาทันที ดวงหน้าหวานนั้นมีความตื่นตระหนกแฝงอยู่ข้างในและซีดเผือดขึ้นมาทันที คนที่เธอพยายามหนีมาหลายปีกลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว

“เอาล่ะผมว่าเราไปคุยกันในห้องทำงานดีกว่านะครับ” อลงกรณ์บอกกับโจเอล อาร์รอน ให้ไปคุยที่ห้องทำงานของเขาเอง โจเอลเดินผ่านพีรยาที่ตัวสั่นแล้วกดรอยยิ้มลึกขึ้นมา ยิ่งเห็นตัวของพีรยาสั่นเขาก็ยิ่งก็ยิ่งยิ้มได้ใจขึ้นมา อยากจะรู้นักว่าจะต้องร่วมงานกันเธอจะมีอาการอย่างไร

“แกเป็นอะไรหรือเปล่าไอ้พี ฉันเห็นหน้าแกซีดตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ” เดือนถามเพื่อนร่วมงานที่นั่งหน้าซีดข้างๆตนเองด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรหรอกเดือน ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อยนะ” พีรยาตอบเพื่อนสนิทของตนที่นั่งทำงานข้างๆกัน เธอเองตั้งแต่ที่เห็นโจเอลมาที่บริษัทใจของเธอก็ไม่สงบเลยสักนิด ยังดีที่ตอนนี้โจเอลกำลังคุยงานกับเจ้านายของเธอข้างในยังไม่ออกมาข้างนอก แต่ไม่ทันที่พีรยาจะวางใจแป้งเลขาของคุณอลงกรณ์ก็เปิดประตูออกมา

“พี่พี คุณอลงกรณ์เรียกเข้าไปข้างในค่ะ” เสียงเรียกของแป้งทำเอาใจของพีรยาตกลงไปที่ตาตุ่มทันที แต่ด้วยหน้าที่การงานของตนเองที่ต้องทำจึงต้องเข้าไปในห้อง

“แป้งบอกคุณอลงกรณ์ให้รอสักครู่นะคะ พี่แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อน” พีรยาบอกกับเลขาของคุณอลงกรณ์ให้รอตนเองสักครู่ ที่เธอขอเวลานั้นเธอต้องขอเวลาเตรียมใจสักพักก่อน

“ได้ค่ะพี่พี่ เดี๋ยวแป้งบอกให้”

“เอาวะไอ้พี เข้าไปก็เข้าไป” ประตูห้องทำงานของคุณอลงกรณ์ถูกพีรยาเปิดเข้าไป ในห้องทำงานนั้นนอกจากอลงกรณ์เจ้าของห้องแล้งยังมีแป้งเลขาของคุณอลงกรณ์ แล้วก็มีคนที่เธอไม่อยากที่จะเจอหน้ามากที่สุด โจเอล อาร์รอน และเลขาประจำตัวของเขาเรมี่

“ผมขอแนะนำให้รู้จักครับคุณโจเอล นี่พีรยา หนึ่งในครีเอทีฟที่เก่งที่สุดของเราครับ” อลงกรณ์แนะนำตัวครีเอทีฟคนเก่งของบริษัทของเขา โจเอลมองดวงหน้าหวานที่เขาไม่เคยลืมแล้วก็คิดถึงวันเก่าๆที่เคยได้อยู่รว่มกันมา ร่างอันแสนนุ่มนิ่มที่เขาเคยได้กอดนั้นเขายังจำได้ไม่รู้ลืม

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณพีรยา หวังว่าเราจะได้ร่วมงานกันนะครับ” โจเอลยื่นมือมาทางพีรยาเป็นเชิงขอจับมือด้วย พีรยาเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่ฏิเสธจึงจำใจยอมจับมือกับคนตรงหน้า

มือนิ่มของคนตรงหน้าทำให้โจเอลคิดถึงค่ำคืนนั้นของทั้งสอง สายตาพราวระยับของคนตรงหน้าทำให้พีรยาอดที่จะคิดถึงค่ำคืนนั้นไม่ได้ เธอรีบดึงมือกลับไปทันทีพร้อมกับแก้มที่ขึ้นซับสีเลือดเล็กน้อย

โจเอลอดที่จะเสียดายมือนุ่มนิ่มข้างนั้นไม่ได้ แต่เอาเถอะนี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเสียหน่อย ครั้งหน้ายังมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

หน้าที่ของพีรยาที่ได้รับมอบหมายมาจากอลงกรณ์นั้นก็คือครีเอทีฟที่ต้องคิดงานให้กับโจเอลนั้นเอง พีรยาเธอรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่ความบังเอิญแน่ๆ แต่เป็นความตั้งใจของคนตรงหน้าเธอต่างหาก

พีรยาออกมาจากห้องอย่างรวดเร็วแล้วไปที่ห้องน้ำทันที เมื่อออกมาจากห้องน้ำพีรยาเองก็ต้องตกใจเพราตรงหน้าเธอนั้นเป็นคนที่เธอเพิ่งจะพบหน้าในห้องทำงานเมื่อสักครู่นี่

“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะพี ทำเหมือนกับเราไม่เคยเจอกันอย่างนั้นแหละ” โจเอลพูดออกมาด้วยภาษาอังกฤษอันเป็นภาษาบ้านเกิดของเขาเอง

“ฉันว่าคุณจำคนผิดแล้วค่ะคุณโจเอล ฉันเพิ่งเคยพบคุณเมื่อสักครู่นี่เอง” พีรยาพุดออกมาเสียงสั่นๆ เพียงแค่นั้นก็ทำให้โจเอลยิ้มออกมาเพราะนิสัยของคนตรงหน้าเป็นอย่างไรทำไมเขาจะไม่รู้

“อย่างนั้นหรือ แต่ว่าฉันว่าฉันรู้จักเธอนะ นางสาวพีรยา อนันต์โชค คนที่ทิ้งฉันไปเมื่อสี่ปีก่อน” เสียงเข้มของโจเอลกระซิบข้างหูของพีรยา น้ำเสียงของเขานั้นทำเอาพีรยาขนลุกซู่ ยิ่งสายตาของเขานั้นทำให้เธอหวาดกลัวมากจริงๆ

โจเอลเดินจากไปหลังจากที่พูดจบแล้ว ปล่อยให้พีรยาหน้าซีดหมดแรงจนต้องพิงผนังเอาไว้ จะปล่อยให้โจเอลรู้ถึงตัวตนของน้องพิมไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นลูกสาวของเธอคงจะโดนแย่งไปแน่ๆ ถ้ามีวันนั้นจริงๆเธอคงขาดใจแน่ๆถ้าไม่มีลูกสาวมาอยู่ข้างๆ

เด็กหญิงพิมประภามองมารดาที่มาช้ากว่าทุกวันด้วยสายตาที่ไม่ค่อยจะพอใจมากเท่าใดนัก น้องพิมกอดอกมองมารดา สายตาของของบุตรสาวทำเอาผู้เป็นมารดาอดที่จะรู้สึกผิดขึ้นมาไม่ได้ งานที่เธอได้รับมาใหม่นั้นทำเอาเธอต้องทำความเข้าใจในตัวงานมากกว่าที่เคย เพราะงานนี้มันเป็นงานสำคัญของบริษัทมากจริงๆ

“คุณแม่มารับน้องพิมช้ามากเลยวันนี้ น้องพิมนั่งรอจนเบื่อแล้ว”

“แม่ขอโทษค่ะน้้องพิม วันนี้แม่ต้องทำงานเยอะแยะเลย เลยมารับน้องพิมช้า มาเรารีบกลับบ้านกันเถอะ” เด็กหญิงพิมประภาขึ้นไปนั่งบนรถ พีรยาที่เห็นบุตรสาวงอนจึงเอาขนมที่ให้เดือนซื้อมาให้ซึ่งเป็นขนมที่น้องพิมชอบมาให้กับบุตรสาว น้องพิมที่เห็นขนมร้านโปรดก็หายโกรธมารดาทันที

“เห็นขนมแล้วอารมณ์ดีเชียวนะน้องพิม ช่วงนี้แม่อาจจะมารับน้องพิมช้ากว่าปกตินะคะ ดังนั้นน้องพิมอาจจะต้องรอแม่มารับช้าหน่อยนะคะ” พีรยาเองก็หนักใจเช่นเดียวกัน เธอไม่อยากที่จะปล่อยให้บุตรสาวอยู่โรงเรียนตอนเย็นคนเดียวจริงๆ แต่ถ้าให้น้องพิมกลับพร้อมรถรับส่งก็ไม่ได้อีก เพราะกลับไปก็เข้าบ้านไม่ได้เพราะเธอเองก็ต้องทำงาน ดังนั้นให้น้องพิมอยู่ที่โรงเรียนกับคุณครูน่าจะดีกว่าจริงๆ

“คุณแม่เจียวไข่ให้น้องพิมหน่อยสิคะ” เด็กหญิงพิมประภาไม่ค่อยที่จะปลื้มกับข้าวสำเร็จที่คุณแม่ซื้อมาสักเท่าไหร่ ดังนั้นจึงให้มารดาเจียวไข่ให้กินดีกว่า อย่างไรคุณแม่เองก้เจียวไข่ตั้งหลายครั้งทำให้มีฝีมือมากพอที่น้องพิมไม่ต้องไปคุยแล้ว

“คุณแม่น้องพิมอยากกินแกงเขียวหวานไก่ วันหยุดเรามาทำกินกันดีไหมคะ” พีรยาชะงักเมื่อได้ยินชื่อเมนูของบุตรสาว เธอรู้จักแกงเขียวหวานไก่ แต่เธอไม่รู้วิธีทำ อาหารพวกใช้เครื่องแกงนั้นยุ่งยากมาก เธอไม่น่าจะทำได้อย่างแน่อน

“แต่ว่ามันจะยุ่งยากนะน้องพิม แม่ว่าเราทำอย่างอื่นดีกว่าไหม” แค่แกงจืดเองกว่าเธอจะทำได้ก็เกือบทำครัวไหม้ไปแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าจะให้ของพวกต้มๆแกงๆช่วงนี้ขอพักก่อนก็แล้วกัน

“แต่ว่าน้องพิมอยากทานนี่คะ ถ้าทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆแล้วกินคู่กับปลาสลิดทอดนะที่สุด อร่อยสุดยอดไปเลย” พิมกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงแกงเขียวหวานไก่ทานคู่กับปลาสลิดทอด ท่าทางน่าอร่อยนั้นทำเอาผู้เป็นมารดานั้นลังเล ยิ่งได้เจอสายตาอ้อนวอนของบุตรสาว สุดท้ายก็พยักหน้าตกลง

“เย้” เด็กหญิงพิมประภาชูมือขึ้นมาทั้งสองข้างด้วยความดีใจที่มารดารับปากแล้ว อยากให้ถึงวันหยุดเร็วๆจังเลย

“แกคิดยังไงถึงชวนฉันมาที่บ้านเนี่ย” เดือนถูกเพื่อนลากมาที่บ้านตั้งแต่เช้าเพื่อที่จะให้มาเป็นผู้ช่วยในการทำอาหารตามการวางแผนของบุตรสาว

“เอาน่า ฉันอยากให้แกช่วยสักหน่อยนะ เลยต้องลากแกมา เร็วเข้าตอนนี้น้องพิมคงจะตื่นแล้วแน่ๆ” เมื่อเข้ามาในบ้านก็เห็นบุตรสาวนั่งดูทีวีรอมารดา น้องพิมรู้อยู่แล้วว่ามารดาจะไปตามน้าเดือนมาช่วยทำอาหารวันนี้ด้วย อาหารเช้าในวันนี้จึงมีของง่ายๆอย่างไข่เจียวหมูสับกับหมูกระเทียมที่ทำง่ายได้ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่ด้วยการที่น้าเดือนเองก็เป็นมือใหม่ในการทำอาหารมากกว่าคุณแม่อีกครัวก้เลยวุ่นวายจนเกือบไหม้ไปอีกรอบ คุณแม่ถึงกับส่ายหัวออกมา ให้มาช่วยหรือมาเป็นภาระเนี่ย

“ที่แกลากฉันมาเพื่อให้ฉันช่วยทำอาหารอย่างนั้นเรอะ” น้าเดือนบ่นออกมาทันทีเมื่อรู้จุดประสงค์ของเพื่อนสนิท การทำอาหารเมื่อเช้าก็เป็นการทดสอบฝีมือของเธอไปด้วย แต่ว่าอาหารที่ทำออกมานั้นน่าอร่อยมากเลย

“อย่าเพิ่งพูดมาก กินข้าวเช้าก่อนเลยกินเสร็จแล้วไปช่วยกันเก็บครัวแล้วไปซื้อของที่ตลาดกัน” ทั้งสามคนต่างพากันกินข้าวทันที เพียงคำแรกที่เดือนตักไข่เจียวเข้าปากตาก็เบิกกว้างออกมาทันที ไข่เจียวที่เธอกับพีรยาทำออกมานั้นอร่อยมาก ความหอมกับรสชาติที่ลงตัวผสมกับความกรอบของการทอดด้วยน้ำมันที่ร้อนๆนั้นเกือบทำเดือนน้ำตาไหล

“น้าเดือนห้ามร้องไห้ออกมาเลยนะ เดี๋ยวน้ำตาไหลลงไข่เจียวของน้องพิม น้องพิมก็ไม่ได้กินหรอก” น้องพิมที่กำลังเคี้ยวข้าวแก้มตุ๋ยเหมือนกระรอกกลืนข้าวแล้วพูดออกมา ทำเอาน้าสาวถึงกับสะอึก

“ชิมหมูกระเทียมดูสิว่าอร่อยไหม” พีรยาดันจานหมูกระเทียมมาข้างหน้าเพื่อนสาว เดือนตักหมูกระเทียมเข้าปากตาก็เบิกกว้างจนโต รสชาติของหมูที่ผัดเข้ากับเครื่องปรุงและกระเทียมนั้นอร่อยมาก ยิ่งได้ทานคู่กับกระเทียมเจียวที่โรยมาด้านบนก็ยิ่งอร่อยเป็นอย่างมาก ไม่เคยกินอะไรอร่อยมากขนาดนี้เลยนะเนี่ย

“แกทำกับข้าวอร่อยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยพี ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลย” อร่อยจนกินไม่หยุด

พีรยาไม่ตอบออกมาเพียงแต่เหลือบตามองมายังบุตรสาวแล้วยิ้มออกมา กว่าจะได้รสชาติแบบนี้โดนน้องพิมว่าไปกี่รอบก็ไม่รู้ แต่พอจับจุดได้การทำอาหารก็ไม่ยากนี่หน่า

“เอามะเขือเปราะค่ะคุณยาย แล้วเอาใบโหระพา ใบมะกรูด พริกชี้ฟ้าแดง มะเขือพวงด้วยค่ะ” เด็กหญิงพิมประภาสั่งผักกับคุณยายขายผักด้วยเสียวเจื้อยแจ้วสร้างความเอ็นดูให้คุณยายแม่ค้ายิ่งนัก

“ซื้อเยอะมากขนาดนี้จะเอาไปทำอะไรล่ะแม่หนู” คุณยายถามออกมาอย่างใจดี นานๆทีจะเห็นแม่หนูตัวแค่นี้มาจ่ายตลาด ส่วนผู้ใหญ่สองคนข้างหลังได้แต่มองเด็กน้องสั่งของเองเพียงเท่านั้น

“จะทำแกงเขียวหวานไก่ค่ะคุณยาย” เด็กน้อยยิ้มหวานๆให้กับคุณยายหนึ่งทีคุณยายถึงกับหัวเราะออกมา เด็กตัวแค่นี้เก่งเสียจริงๆ

“ถ้างั้นยายแถมผักให้”

ทั้งแม่ทั้งน้าเดือนต่างหอบของพะรุงพะรังกลับมาที่บ้านหลังน้อย ของที่อยากได้จริงๆนะไม่เยอะมากขนาดนี้หรอก แต่ด้วยความน่ารักของบุตรสาวของพีรยาก็เลยได้ของแถมมาเต็มเลย

“ทำอะไรก่อนดีน้องพิม” พีรยาหันมาถามบุตรสาว เด็กน้อยจึงบอกให้มารดากับน้าไปล้างผักก่อนเลย

“มะเขือเปราะล้างเสร็จแล้วหั่นสี่เลยค่ะ แล้วเอามาแช่น้ำเหลือเอาไว้มะเขือจะได้ไม่ดำ” น้องพิมเห็นน้าเดือนทำท่าจะหั่นนิ้วตัวเองก็บอกน้าให้เปลี่ยนท่าหั่นใหม่ กว่าจหั่นมะเขือเปราะเสร็จน้องพิมต้องลุ้นเอาว่าจะได้กินเลือดด้วยไหม

กลิ่นหอมของอาหารนั้นโชยออกไปถึงหน้าบ้านทำเอาคนที่กำลังมาที่บ้านหลังนี้ถึงกับชะงักเท้าลง โจเอลมองไปที่บ้านหลังน้อยของพีรยาด้วยความแปลกใจ ผู้หญิงคนนี้ทำอาหารได้ด้วยน่าแปลกใจเสียจริงๆ

ร่างสูงสั่งให้เรมี่กดกริ่งหน้าบ้าน เสียงกดกริ่งทำให้พีรยาต้องล่ะออกมาจากหม้อแกงเขียวหวานที่กำลังส่งกลิ่นหอมแล้วเดินออกไปหน้าบ้าน

ประตูรั่วบ้านถูกเปิดออกมาโดยที่เจ้าของบ้านยังไม่ทันได้มองคนที่มากดกริ่ง เมื่อพีรยาเงยหน้าขึ้นมาก็ตกตะลึงออกมาทันทีเพราะไม่นึกเลยว่าเขาคนนั้นจะมาที่บ้านของเธอในวันนี้

“คุณมาทำอะไรที่นี่คุณโจเอล”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...