โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มอง ‘ธุรกิจการแพทย์ความงาม’ 7 หมื่นล้าน ที่กำลังกลายเป็นสมรภูมิของผู้เล่น 'เจ้าใหญ่' เต็มตัว

Positioningmag

อัพเดต 12 เม.ย. 2567 เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2567 เวลา 06.11 น.

ต้องยอมรับว่ายุคนี้ผู้บริโภคจะเปิดกว้างมากขึ้นต่อการทำศัลยกรรมและเสริมความงาม ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยเป็น 1 ในประเทศที่มีการเสริมความงามมากที่สุดในปี 2563 และภาพรวมของอุตสาหกรรมเสริมความงามในประเทศนั้นพบว่ามีการเติบโตขึ้นทุก ๆ ปี

ตลาด 7 หมื่นล้าน โตเฉลี่ยเกือบ 10%

จากการศึกษาของ Grand View Research พบว่า ระหว่างปี 2565-2573 จะมีการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ร้อยละ 9.70% โดยในปี 2566 มีมูลค่า 6.4 หมื่นล้านบาทและปี 2567 จะมีมูลค่า 7 หมื่นล้านบาทโดยคาดการณ์จนถึงปี 2573 จะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1.2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ตลาดในปัจจุบันเป็นตลาดที่ผู้เล่น รายเล็ก อยู่ยาก (มี 1-3 สาขา) เพราะลูกค้าจะมองที่ แบรนด์เป็นหลัก เนื่องจากต้องการ ความเชื่อถือซึ่งผู้เล่นรายใหญ่ (มีมากกว่า 10 สาขาขึ้นไป) นั้นมีเงินลงทุนมากกว่า มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับความสบายใจ ทำให้ต่อไปตลาดจะเป็นของเจ้าใหญ่มากขึ้น
ปัจจุบัน คลินิกความงามคาดว่ามีประมาณ 5 พันแห่ง ทั่วประเทศไทย แบ่งเป็นกลุ่มไฮเอนด์ พรีเมียม และแมส โดยหากวัดจากราคาและนวัตกรรมที่ใช้ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ พรีเมียมแมส และแมสเป็นหลัก
“ธุรกิจนี้ไม่ได้เข้ามาง่าย มันมีกำแพงในการเข้ามาระดับหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีแพทย์ มีนวัตกรรมที่ดี แน่นอนว่ามีกลุ่มลูกค้าที่มองเรื่องราคา แต่มีลูกค้าที่ยอมจ่ายแพงขึ้น 20% แลกความน่าเชื่อถือ” นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) อธิบาย


คลินิกในต่างจังหวัดกำลังเติบโต

ในส่วนของตลาดต่างจังหวัด ปัจจุบันมีโอกาสมากขึ้น เพราะมีความ เป็นคนเมืองมากขึ้นเนื่องจากการมาของโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ กำลังซื้อก็ใกล้เคียงกับคนกรุงเทพฯทำให้ปัจจุบันเซอร์วิสของคลินิกมีความใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ ดังนั้น การขยายสาขาของ เดอะคลีนิกค์ จะแบ่งเป็นกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอย่างละครึ่ง โดยปีนี้คาดว่าจะขยายสาขารวม 15-20 สาขา ใช้งบลงทุน 300ล้านบาท เฉลี่ย 25-30ล้านบาทต่อสาขา
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ที่จะขยายไปต่างจังหวัดจะต้องมีความแข็งแรง น่าเชื่อถือ อีกทั้งต้องคุมคุณภาพให้ได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นความท้าทายของการขยายธุรกิจไปต่างจังหวัด
“ถ้าขยายไปต่างจังหวัดได้ แบรนด์ก็จะยิ่งเป็นที่รู้จัก นอกจากนี้ การขยายไปต่างจังหวัดยังดีกับธุรกิจศัลยกรรม เพราะลูกค้าสามารถไปรับการดูแลที่สาขาใกล้บ้านได้ ไม่ต้องมาอยู่กรุงเทพฯ”


เทรนด์ปีนี้เน้นสวยแบบธรรมชาติ

ปัจจุบัน ลูกค้าที่ใช้บริการราว 75% เป็นเพศหญิง อีก 25% เป็นเพศชาย จากในอดีตกว่า 90% เป็นเพศพญิง แสดงให้เห็นว่าผู้ชายก็หันมาใช้บริการเสริมความงามมากขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการยัง เด็กลงเรื่อย ๆ
ขณะที่เทรนด์ตลาดความงามในปีนี้ ในส่วนของการดูแลผิวจะเน้นให้เหมือนดูแลจากภายใน จากเมื่อก่อนฉีดโบท็อกซ์, ฉีดฟีลเลอร์ แต่ตอนนี้เน้นฟื้นฟูจากภายใน และไม่ต้องการให้เปลี่ยนแปลงเยอะจนดูไม่เหมือนเดิม
“คนต้องการอะไรเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ได้ปากฉ่ำแบบดาราฮอลลีวูด ไม่ได้ตะโกนว่าทำมา”


ปักเป้า 3,000 ล้าน เติบโตเหนือตลาด

ในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 2,285ล้านบาท เติบโต 39%สำหรับปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้ 3,000ล้านบาท โดยนอกเหนือจากการขยายสาขาเพิ่มแล้ว บริษัทได้วางงบลงทุนอีก 200 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องมือใหม่ ๆ และเน้นการเข้าถึงลูกค้าแบบ Omnichannel สร้างการรับรู้แบรนด์และ Engagement กับลูกค้า ทั้งไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะ จีนและประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
“เรามีสัดส่วนลูกค้าคนไทยประมาณ 90%ต่างชาติ 10%ซึ่งลูกค้าจีนและ CLMV จะชอบมาที่ไทยมากกว่าไปประเทศอื่น ๆ เช่น การดูแลผิวประเทศไทยจะเน้นใช้เทคโนโลยีจากอเมริกากับยุโรป ส่วนเกาหลีจะเน้นจับตลาดบนมาก ราคาต่างจากไทยเท่าตัว”
ปัจจุบัน เดอะคลีนิกค์มีสาขารวมทั้งหมดกว่า 60สาขา ทั่วประเทศ แบ่งเป็น 5แบรนด์ ได้แก่

  • THE KLINIQUE: จับกลุ่มลูกค้า Gen X หรือกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงในระดับ Luxury และ Hi-End

  • L.A.B.X: จับลูกค้ากลุ่มพรีเมืยม

  • L'Clinic: จับกลุ่มลูกค้าอายุน้อยในระดับพรีเมียม แมส

  • THE KLINIQUE SURGERY CENTER: ให้บริการด้านศัลยกรรมเฉพาะทาง

  • KLINIQ Wellness Spa: ให้บริการด้านเวลเนส ซึ่งถือเป็น Mega Trend สำคัญตอบโจทย์กลุ่มสังคมผู้สูงอายุ ที่ต้องการมีชีวิตยืนยาว อย่างมีสุขภาพดี

เรามีฐานลูกค้ารวมกว่า 2-3 แสนราย และ 70% เป็นลูกค้าเก่า สะท้อนให้เห็นว่าเขามั่นใจกับแบรนด์ของเรา ซึ่งเราเชื่อว่าเรายังมีโอกาสขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาด 5% ภายใน 5 ปี”นายแพทย์อภิรุจ ทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...