โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ย้อนเวลามาเปลี่ยนชะตารัก ยุค80 (มีอีบุ๊ค)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 พ.ค. 2567 เวลา 02.25 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2567 เวลา 02.25 น. • ฉู่เฉียว
โจวซิ่วหลันหญิงสาวผู้มีชะตาอาภัพรัก เมื่อมีโอกาสได้ย้อนกลับไปในชาติอดีตของตัวเองที่เป็นสาเหตุของทุกอย่าง เธอจึงขอชดใช้ให้กับทุกคน เปลี่ยนความเกลียดชังของคนผู้นั้น เป็นการผูกชะตารักกับเขาแทน

ข้อมูลเบื้องต้น

โจวซิ่วหลัน หญิงสาวในยุคปัจจุบันผู้ที่มีชะตาอาภัพรัก ชีวิตของเธอต้องคำสาป คนที่เธอรักทุกคนล้วนตายจากไป เพราะการกระทำอันเลวร้ายในอดีตชาติของเธอเอง เธอในอดีตทำลายชีวิตของคนผู้หนึ่งจนพังทลาย เป็นสาเหตุให้คนในครอบครัวของเขาตายจากเขาไปจนหมด จนผู้ชายคนนั้นผูกใจเจ็บตามล้างแค้นเธอ และกล่าวคำสาปแช่งเธอ

จนเมื่อเธอได้ย้อนกลับมาในชาติอดีต เธอจึงขอเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตัวเอง ชดใช้ในสิ่งที่เคยทำกับทุกคน เปลี่ยนความเกลียดชังของชายคนนั้นชดใช้ทุกอย่างให้กับเขา และผูกชะตารักกับเขาแทน แต่กว่าจะผูกชะตารักกับเขาได้ก็เล่นเอาเธอสะบักสะบอม

โจวซิ่วหลัน

นับตั้งแต่อายุครบ 35 ปีบริบูรณ์ โจวซิ่วหลัน ก็มักจะฝันเห็นหญิงสาวที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเธอและมีชื่อแซ่เดียวกันกับเธออยู่เสมอ

เพียงแต่โจวซิ่วหลันคนนั้นดูอ่อนเยาว์กว่า เป็นเด็กสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้น เธอสวมใส่เสื้อผ้าล้าสมัย การแต่งกายบ่งบอกว่าหญิงสาวนั้นอยู่ในยุคอดีตของจีนที่ยังมีความเป็นอยู่ยากลำบาก

ครั้งแรกที่ฝันเช่นนั้น ซิ่วหลันยังอดที่จะรู้สึกขำไม่ได้ คิดไปว่าเพราะช่วงนี้เธออ่านนิยายที่เกี่ยวกับยุค70 80 และอินกับมันมากเกินไป จึงได้เก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะ

เธอเป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่นชอบการอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจ แม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานในแต่ละวันมากแค่ไหน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอเป็นต้องเปิดเข้าไปอ่านนิยายที่กดติดตามเอาไว้ก่อนเสมอ เพราะการได้อ่านนิยายที่ชื่นชอบช่วยเยียวยาชีวิตอันเงียบเหงาของเธอได้ดีที่สุด

แต่ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวน่าอัศจรรย์ที่มีอยู่เพียงในนิยายจะเกิดขึ้นกับตัวเธอ

หลังจากความฝันครั้งนั้น เธอก็พบว่า ทุกครั้งที่หลับตาลงเรื่องราวของโจวซิ่วหลันคนนั้นก็จะปรากฏขึ้นในฝันเสมอ แม้ภายในฝันจะดูลางเลือน สับสนวุ่นวายจนแทบจะจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่มันกลับชัดเจนในความรู้สึก นั่นทำให้เธอรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล แม้เธอจะไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่ก็ไม่อาจคิดหาเหตุผลมาหักล้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้

นานวันเข้าเธอก็รู้สึกได้ว่า เธอและโจวซิ่วหลันคนนั้นคือคนคนเดียวกัน แต่ในความฝัน เธอตอนนั้นกับเธอในตอนนี้นิสัยใจคอและการใช้ชีวิตช่างแตกต่างกันเหลือเกิน

โจวซิ่วหลันในตอนนี้มีชีวิตที่เรียกได้ว่าเรียบง่าย เวลาทั้งหมดของเธอทุ่มเทไปกับการทำงานและการอ่านนิยายที่ชื่นชอบ

เพราะชีวิตของเธอไร้ครอบครัวให้กลับไปหา ไร้พ่อแม่และคนที่รักให้ใช้เวลาด้วยกัน

เธอสูญเสียทุกคนในครอบครัวไปตั้งแต่ที่เธอมีอายุได้ 12 ขวบ พ่อแม่ น้องชายและน้องสาว ทุกคนจากเธอไปพร้อมกันเพราะอุบัติเหตุ เธอกลายเป็นคนที่สูญเสียทุกอย่างไปเพียงชั่วข้ามคืน กลายเป็นเด็กกำพร้าไร้ญาติขาดมิตรต้องใช้ชีวิตในสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าอย่างเดียวดาย

ชีวิตของเธอคล้ายจะจบสิ้นลงตั้งแต่ตอนนั้น แต่เพราะเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีในระดับหนึ่งจึงกลายเป็นหนึ่งในเด็กที่โชคดีได้รับความเมตตาจากเศรษฐีหม้ายตระกูลเฉิน หญิงวัยกลางคนผู้ใจดีแต่กลับไร้ซึ่งทายาทสืบทอดวงศ์ตระกูล

เศรษฐีหม้ายผู้นั้นอยากจะสร้างบุญกุศลกับเด็กด้อยโอกาส จึงได้มอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กกำพร้าหลายสิบชีวิตให้ได้เล่าเรียนหนังสือจนจบการศึกษาระดับปริญญา

เมื่อเธอได้รับโอกาสจึงตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หลังจากเรียนจบก็ได้เข้าทำงานเป็นนักสาธารณสุขในสถานพยาบาลที่ห่างไกลความเจริญ อุทิศตัวเองทำงานเพื่อสังคม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ยากไร้ตลอดมา

โจวซิ่วหลัน คุณหมออนามัยคนสวย ผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารีและอุทิศตนทำเพื่อส่วนรวม แม้ตอนนี้จะมีอายุ 35 ปีแล้ว แต่หญิงสาวกลับยังไร้คู่ครอง

ภาพที่เพื่อนร่วมงานและเหล่าชาวบ้านเห็นจนชินตา คือภาพคุณหมออนามัยคนสวยที่ขับรถจักรยานยนต์คันเก่งคู่ใจ ข้ามแม่น้ำ ขึ้นเขา ลงห้วย ทำทุกอย่างเพื่อคนไข้ด้วยความตั้งใจ

มองจากรูปลักษณ์ภายนอกคุณหมออนามัยสาวสวยผู้นี้เป็นหญิงสาวที่บอบบางน่าทะนุถนอมยิ่งนัก แต่ใครจะรู้ว่าเธอเป็นหญิงสาวที่มีใจนักสู้ จิตใจของเธอทั้งสูงส่งและแข็งแกร่ง ทุ่มเทให้กับหน้าที่ของตนอย่างที่สุด

หน้าฝนช่วงอุทกภัยเธอถึงกับใช้โซ่พันล้อรถจักรยานยนต์ ลุยโคลนออกพื้นที่ ไม่ว่าจะมีความเสี่ยงในด้านสภาพภูมิประเทศแบบใด โคลนตม หุบเหว แม่น้ำ หรือโรคระบาดต่างๆ เธอก็ไม่เคยถอย เพื่อสุขภาพและความสุขของชาวบ้าน ความลำบากเสี่ยงอันตรายเหล่านี้จึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ

ภายนอกอาจจะดูเหมือนชีวิตของเธอนั้นดูมีความสุขและสนุกกับงานที่ทำ แต่ไม่ใช่เลย ภายในใจของเธอนั้นมีแผลเป็นขนาดใหญ่และเป็นความทุกข์ที่ตามหลอกหลอนเธอตลอดมา

เธอประสบความสำเร็จในชีวิตทุกอย่างแต่กลับไร้ซึ่งคนที่รัก ความสูญเสียในอดีตยังคงเจ็บปวด คิดอยากมีคนเคียงข้างชดเชยความว่างเปล่าเธอกลับอาภัพเรื่องความรัก

หญิงสาวเคยมีความรักถึงสามครั้ง แต่ทุกครั้งที่เธอมีความรัก คนรักของเธอเป็นอันต้องมีอันเป็นไป ชีวิตของเธอคล้ายดังต้องคำสาป นั่นจึงทำให้เธอไม่กล้าที่จะรักใครอีก จึงทุ่มเทเวลาชีวิตไปกับการทำงาน อุทิศตนทำเพื่อส่วนรวม

แต่สำหรับ โจวซิ่วหลัน ที่อยู่ในความฝันนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกิน

หากโจวซิ่วหลันในชีวิตจริงคือสีขาว โจวซิ่วหลันในโลกแห่งความฝันก็เปรียบดังสีดำ

หญิงสาวผู้นั้นคือคนที่ร้ายกาจและเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด จิตใจนั้นมืดดำ อยากได้อยากมี ทำได้ทุกอย่างเพื่อความสุขสบายของตัวเอง

โจวซิ่วหลัน หญิงสาวที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านหวงหลิง มณฑลเจ้อเจียง แม่ดอกบัวขาวจอมเสแสร้งผู้มีความทะเยอทะยานและไร้ยางอายอย่างที่สุด

โจวซิ่วหลันคนนั้นมีคู่หมั้นคู่หมายที่แสนดีอยู่แล้วและอีกฝ่ายก็รักเธอมาก แต่เพราะอีกฝ่ายอยู่ในครอบครัวที่ยากจน เธอจึงไม่ปรารถนาจะแต่งให้เขา เธออยากเป็นคุณนายนายทหารเหมือนเช่นดังลูกพี่ลูกน้องที่มักจะมาโอ้อวดและพูดจาทับถมเธอเสมอ ดังนั้นเธอจึงใช้เล่ห์กล วางอุบายฉวยโอกาสแย่งชิงคนรักของผู้อื่น จนได้แต่งเป็นภรรยาของนายทหารสมใจ

เฉินห่าวซวน นายทหารหนุ่มอนาคตไกลที่อาศัยอยู่หมู่บ้านอู้หยวน หมู่บ้านข้างเคียง เขาคือชายหนุ่มผู้โชคร้ายคนนั้น

เฉินห่าวซวน ชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนที่มีความสามารถและสู้ชีวิตมาก แต่ชะตาชีวิตของเขานั้นกลับพบเจอแต่ความยากลำบาก เขาเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเฉิน เสียสละตนเองเข้ากองทัพตั้งแต่อายุสิบแปด เพื่อให้บ้านเฉินมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อยากให้ผู้เป็นมารดาและน้องสาวที่สุขภาพไม่ค่อยจะดี น้องชายที่อายุยังน้อยได้อยู่อย่างสุขสบาย ไม่ต้องทนกับความหิวโหยเช่นในอดีต

ครอบครัวเฉินสูญเสียหัวหน้าครอบครัวไปเพราะอุบัติตั้งแต่ที่เฉินห่าวซวนมีอายุได้เพียงสิบสองปี นับจากนั้นเขาซึ่งเป็นบุตรชายคนโตจึงต้องรับหน้าที่ทำงานหาเลี้ยงมารดาที่มีร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรงหลังจากที่ให้กำเนิดน้องสาวคนเล็กก่อนกำหนด เมื่อผู้เป็นพ่อเสียชีวิตลงก็ดูเหมือนว่าอาการเจ็บป่วยของมารดานั้นจะทรุดลงด้วย ยังมีน้องชาย เฉินสือฮัน ที่ในตอนนั้นอายุ 2 ขวบและน้องสาวคนเล็ก เฉินซินยี่ ที่ร่างกายไม่แข็งแรงเช่นกันเนื่องจากคลอดก่อนกำหนด ซึ่งมีอายุเพียงแค่ 1 ขวบ ทั้งสองยังเด็กเกินกว่าที่จะทำงานได้ เขาจึงเป็นผู้เดียวที่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดหาเลี้ยงทั้งสี่ชีวิต

บ้านเฉินใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก จนกระทั่งเขาอายุครบ 18 ปีก็ตัดสินใจเข้าร่วมกองทัพ ส่งเงินกลับมาให้ครอบครัว ภายในเวลาเพียงสองปีบ้านเฉินก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

เด็กหนุ่มในวันนั้น ตอนนี้กลายเป็นนายทหารหนุ่มรูปร่างกำยำและหล่อเหลา เขาเป็นชายในฝันของหญิงสาวหลายคน แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นเฉินห่าวซวนก็ไม่ได้ให้ความสนใจหญิงสาวคนใด เพราะเขานั้นมีคู่หมายอยู่แล้ว เธอเป็นบุตรสาวของสหายสนิทของบิดา และเขาตกลงที่จะแต่งงานกับอีกฝ่ายในปีหน้า เพราะอยากที่จะสร้างฐานะและเลี้ยงดูทุกคนให้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ก่อน

แต่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นในตอนที่เขากลับมาเยี่ยมบ้านในปีที่สองของการเป็นทหาร ทำให้ชายหนุ่มจำต้องแต่งภรรยาอย่างกะทันหัน

แม้ว่าเฉินห่าวซวนจะรู้สึกอึดอัดและไม่พอใจกับการแต่งงานในครั้งนี้ เพราะเขาต้องทำผิดต่อคู่หมายที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก และยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบชีวิตของใคร แต่ก็ไม่อาจปัดความรับผิดชอบที่ได้ล่วงเกินหญิงสาวผู้นั้นได้

เหตุการณ์ในวันนั้นเกิดจากการที่เขาวิ่งไล่ตามจับโจรขโมยกระเป๋าที่วิ่งหนีขึ้นไปยังท่าเรือ เพียงแค่อึดใจเดียวเขาก็จะสามารถจับโจรผู้นั้นได้แล้ว จู่ๆ ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งทะเล่อทะล่าเดินออกมาขวางทางเขา เขาที่วิ่งมาด้วยความเร็วสุดฝีเท้าคิดว่าคงไม่อาจยั้งตัวได้ทันอย่างแน่นอน หากชนเข้ากับเจ้าของเรือนร่างบอบบางนั้น แน่นอนว่าหล่อนคงจะได้รับบาดเจ็บ เขาจึงตัดสินใจในวินาทีนั้นเบี่ยงกายหลบการปะทะที่รุนแรง ใช้ลำแขนแข็งแรงตวัดร่างที่ซวนเซเข้ามาแนบอกก่อนทั้งสองจะพลัดตกลงไปในแม่น้ำด้วยกัน

ถึงแม้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะอุบัติเหตุและเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะล่วงเกินอีกฝ่าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นั้นทำให้ชื่อเสียงของหญิงสาวเสียหาย เพราะทั้งสองกอดก่ายกันอยู่ในน้ำ เรือนร่างของทั้งสองแนบชิดกันท่ามกลางสายตาผู้คนที่เข้ามามุงดูเหตุการณ์ นั่นจึงเป็นเหตุให้ทุกอย่างลงเอยด้วยการแต่งงาน

และนั่นคือการตัดสินใจที่ผิดอย่างมหันต์ของเฉินห่าวซวน เพราะการแต่งงานกับสตรีผู้นั้นคือหายนะสำหรับบ้านเฉินอย่างแท้จริง

โจวซิ่วหลันแต่งให้เฉินห่าวซวนในตอนที่เธออายุได้ 17 ปี ซึ่งอายุของเธอห่างจากอีกฝ่าย 3 ปี

หลังจากที่แต่งเข้ามาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีกลับไม่ยอมแตะต้องเธอ นั่นสร้างความไม่พอใจให้เธอเป็นอย่างมาก แต่ใบหน้าเย็นชา กลิ่นอายกดดันรอบกายของเขา สายตาที่จ้องมองมาอย่างจับผิด รู้ทัน ทำให้เธอไม่กล้าเข้าใกล้ กลัวว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะถูกจับได้ ได้แต่กดข่มความไม่พอใจเอาไว้ แสร้งทำตัวเป็นสตรีหัวอ่อนแสนดี ดูแลแม่สามีและน้องๆ ของสามี เพื่อให้อีกฝ่ายวางใจได้ว่าจะมีคนช่วยดูแลครอบครัวของเขายามที่เขานั้นต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่ยังกองทัพ

แต่หลังจากที่เฉินห่าวซวนกลับไปยังกองทัพ ท่าทางที่ดูหัวอ่อนเรียบร้อยอ่อนหวาน แสนดีมาตลอดก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

นิสัยที่แท้จริงของโจวซิ่วหลันเริ่มปรากฏ เธอกลายเป็นตัวเกียจคร้านที่ไม่หยิบจับสิ่งใด มักจะมีข้ออ้างหลีกเลี่ยงการทำงานอยู่เสมอ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับเจ้านาย ปล่อยให้แม่สามีที่มีร่างกายอ่อนแอและน้องสามีวัย 11 ขวบและ 9 ขวบทำงานทุกอย่างภายในบ้าน ส่วนตัวเธอนั้นใช้เงินที่สามีส่งกลับมาปรนเปรอตัวเองอย่างสุขสำราญ และหากเกิดไม่พอใจสิ่งใดก็จะลุกขึ้นมาด่าทอต่อว่าด้วยความเกรี้ยวกราด

จนกระทั่งแม่เฉินที่ร่างกายอ่อนแอเกิดเป็นลมล้มลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถลุกเดินได้ ทั้งยังได้รับการรักษาล่าช้าเพราะลูกสะใภ้ของนางไม่อยากสูญเสียเงินหยวนจ่ายค่ารักษา ทั้งโจวซิ่วหลันยังไม่คิดส่งข่าวบอกผู้เป็นสามี นั่นจึงทำให้แม่เฉินกลายเป็นคนพิการไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ งานหนักทุกอย่างจึงตกอยู่ที่น้องชายหญิงทั้งสองของเฉินห่าวซวน

เด็กชายหญิงทั้งสองต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากทั้งยังถูกพี่สะใภ้ทุบตี

ภายหลังโจวซิ่วหลันยังส่งเด็กทั้งสองไปทำงานรับจ้างในแปลงนาของชาวบ้าน ด้วยเหตุผลที่ว่ามีอาหารไม่เพียงพอ หากไม่ทำงานแม่ที่พิการก็จะไม่มีอาหารกิน ส่วนอาหารที่พวกเขาได้รับก็มีเพียงข้าวต้มที่มีเมล็ดข้าวนับเม็ดได้กับผักป่าที่พวกเขาเก็บมาเท่านั้น

ชาวบ้านที่รู้เห็นก็ไม่อาจที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ได้แต่ภาวนาให้เฉินห่าวซวนรีบกลับมาก่อนที่แม่และน้องจะต้องทุกทรมานไปมากกว่านี้

แล้ววันหนึ่งก็มีจดหมายส่งมายังบ้านเฉินพร้อมด้วยเงินก้อนใหญ่ ในจดหมายแจ้งข่าวการบาดเจ็บของเฉินห่าวซวน เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสในขณะปฏิบัติหน้าที่และไม่สามารถลุกเดินได้ ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ จึงส่งเงินชดเชยก้อนใหญ่ที่ได้รับมาให้ครอบครัวซ่อมแซมบ้านและใช้จ่ายในช่วงฤดูหนาวที่กำลังมาเยือน

โจวซิ่วหลันที่คิดว่าสามีคงต้องกลายเป็นคนพิการและคงต้องออกจากการเป็นทหารอย่างแน่นอน เธอจึงไม่คิดที่จะรอให้อีกฝ่ายกลับมา และตอนนี้เธอก็ตกหลุมรักชายหนุ่มหน้าตาดีในเมือง เขาคนนั้นพูดจาดีเอาอกเอาใจเธอทุกอย่าง และเธอได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอีกฝ่ายไปแล้ว จึงตัดสินใจหอบเอาเงินทั้งหมดหนีไปกับชายชู้ ปล่อยให้แม่สามีพิการและน้องทั้งสองของสามีเผชิญกับความอดอยากและฤดูหนาวที่แสนโหดร้าย

เมื่อเฉินห่าวซวนกลับมาทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว มารดาและน้องๆ ของเขาต้องตายอย่างอนาถ มีสภาพที่น่าเวทนา จบชีวิตลงในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา

และหลังจากที่เขาได้ฟังเรื่องราวความเป็นอยู่ของครอบครัวและการกระทำของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาจากคนในหมู่บ้าน ชายหนุ่มก็โกรธแค้นหญิงสาวเป็นอย่างมาก และเขาก็ตามไปแก้แค้นอดีตภรรยา

โจวซิ่วหลันถูกชายหนุ่มทรมานอย่างทารุณ ก่อนที่จะสังหารเธออย่างโหดเหี้ยมโดยการกรีดเนื้อเถือหนังจนเธอค่อยๆ หมดลมหายใจไปช้าๆ ตายตกตามคนในครอบครัวของเขาไปอย่างทรมาน ทั้งยังสาปแช่งเธอให้เธอต้องทนทุกข์ทรมานกับการสูญเสียคนที่รักอย่างที่เขาต้องเผชิญ อยู่อย่างโดดเดี่ยวไปทุกชาติ

มันเป็นเพียงแค่ฝันร้าย

กริ๊ง!!!!

เสียงนาฬิกาปลุกที่กรีดร้องดังขึ้น ปลุกให้โจวซิ่วหลันตื่นจากฝันร้ายที่แสนจะน่าหวาดหวั่นนั้น หัวใจของเธอยังคงเต้นกระหน่ำราวกับจะหลุดออกมาจากอกกับภาพอันน่ากลัวและสยดสยอง ขนอ่อนบนกายลุกชันทั่วร่าง รับรู้ถึงความเจ็บปวดยามเมื่อคมมีดกรีดลึกลงมาบนผิวกาย เธอรู้สึกทั้งหวาดกลัวและรู้สึกผิดกับชายหนุ่มในฝัน

ซิ่วหลันสะบัดศีรษะที่หนักอึ้งอย่างแรง ขับไล่ความหวาดกลัวที่แล่นจับขั้วหัวใจของเธอ ยกสองมือที่สั่นเทาลูบใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ ลำคอของเธอแห้งผากจนต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ริมฝีปากซีดเผือดสั่นระริกจนต้องขบเม้มเข้าหากันแน่น

ความฝันในครั้งนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน

หญิงสาวพยายามรวบรวมสติ พร่ำบอกกับตนเองว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน แววตาที่ยังคงสั่นไหวเหลือบมองนาฬิกาที่บ่งบอกเวลาห้าโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่เธอจะต้องลุกขึ้นเตรียมตัวเพื่อที่จะออกไปทำงานเช่นดังทุกวัน

แม้จิตใจจะยังไม่สงบ แต่ซิ่วหลันก็บังคับตัวเองให้ลุกขึ้น ทำทุกอย่างเช่นดังปกติแม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก วันนี้เธอจะไปทำงานเป็นวันสุดท้าย ก่อนที่จะได้หยุดพักแบบยาวๆ หลังจากที่ต้องทำงานอย่างหนักติดต่อกันอยู่หลายเดือน

หลายเดือนมานี้เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดโรคระบาด ในแต่ละวันแทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรง กลับมาแทนที่จะได้พักผ่อน เธอกลับเอาแต่ฝันถึงเรื่องราวเดิมๆ ซ้ำๆ และความฝันนั้นคล้ายจะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ

เธอต้องเผชิญกับความฝันนั้นทุกครั้งที่หลับตา

แม้ตอนนี้เรื่องของโรคระบาดจะคลี่คลายลงแล้ว แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอในตอนนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกอ่อนล้าเป็นอย่างมาก จนต้องยื่นเรื่องขอลาพักเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม

เธอรู้ตัวเองดีว่าตอนนี้เธอกำลังตกอยู่ในสภาวะตึงเครียด ตลอดวันซิ่วหลันเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนเอง แต่จิตใจของเธอกลับวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องราวในความฝัน จนอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเธอสามารถ ระลึกชาติได้

และนั่นเป็นสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด

แล้วอีกหนึ่งวันที่แสนหนักอึ้งของโจวซิ่วหลันก็ผ่านพ้นไป หญิงสาวทิ้งกายลงนอนแผ่หลาบนเตียงหลังจากที่กลับมาถึงบ้าน ในที่สุดเธอก็ได้หยุดพักเสียที แต่กว่าจะผ่านวันนี้มาได้ก็หนักหนาไม่น้อย ตอนนี้หัวของเธอกำลังปวดตุบตุบ จนต้องฝืนกายลุกขึ้น เร่งทำความสะอาดร่างกาย แล้วหาอาหารง่ายๆ และยาแก้ปวดกิน จากนั้นจึงทิ้งกายลงนอนอีกครั้ง ถึงแม้ว่าไม่อยากที่จะหลับตา แต่เธอก็ไม่อาจฝืนร่างกายเอาไว้ได้ ในที่สุดก็หลับไปอย่างเหนื่อยล้า

โจวซิ่วหลันรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงอากาศที่หนาวเย็น แต่เธอกลับไม่ยอมลืมตา เพราะรู้สึกหวงแหนช่วงเวลานี้ เธอรับรู้ได้ว่าตัวเองได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ จนอดที่จะรู้สึกยินดีไม่ได้ที่ค่ำคืนนี้เธอไม่ได้ฝันเช่นนั้นอีก นานมากแล้วที่ไม่ได้นอนเต็มอิ่มเช่นนี้

หรือจะเป็นเพราะสร้อยข้อมือปี่เซียะที่เธอสวมอยู่

คิดได้เช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะลูบไล้สร้อยปี่เซียะบนข้อมือ สร้อยข้อมือเส้นนี้คุณยายวัยเก้าสิบ คนไข้ที่คุ้นเคยกันดีได้มอบให้เธอเมื่อวานนี้เป็นของขวัญวันจากลา เพราะท่านจะเดินทางไปอยู่กับลูกหลานอีกเมืองหนึ่ง และเป็นของตอบแทนที่เธอดูแลท่านเป็นอย่างดีมาตลอด

สร้อยเส้นนี้เป็นปี่เซียะที่ล้อมรอบด้วยเม็ดลูกปัดเม็ดเล็กๆ สีเขียวเหมือนกับหยก ให้ความรู้สึกสงบ เย็นสบายเมื่อสวมใส่

คุณยายบอกว่าเป็นวัตถุมงคลที่ท่านพกติดตัวช่วยป้องกันสิ่งชั่วร้าย เรียกทรัพย์สินเงินทองให้ไหลมาเทมา และกักเก็บทรัพย์ อยากให้เธอสวมติดตัวเอาไว้

ไม่คิดเลยว่ามันจะช่วยให้เธอไม่ฝันร้ายอีกด้วย

สายลมเย็นที่พัดวูบเข้ามาทำให้โจวซิ่วหลันสะดุ้ง อากาศคืนนี้ก็ช่างหนาวเย็นนัก เธอคงจะลืมปิดหน้าต่างอีกเป็นแน่จึงได้รู้สึกถึงลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามากระทบผิวกาย และเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่ารอบตัวมีเพียงความมืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใด

"ไฟดับหรือนี่"

มือเล็กคลำไปรอบตัวเพื่อหาโทรศัพท์มือถือที่จำได้ว่าวางเอาไว้ข้างกายก่อนที่จะหลับไปเพื่อดูว่าตอนนี้เวลาเท่าไรแล้ว แต่กลับพบว่าที่ที่เธอนอนอยู่ทั้งแข็งและเย็น ฟูกนอนหนานุ่มหอมกรุ่นกลายเป็นเบาะบางๆ เหม็นกลิ่นอับ คิ้วเรียวพลันขมวดมุ่น เธอตื่นเต็มตาในทันที

ร่างบอบบางผุดลุกขึ้นนั่งด้วยความหวาดหวั่นที่กัดกินใจ และตอนนี้ก็รู้สึกชาไปทั้งร่าง เมื่อสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง บรรยากาศรอบกายที่ไม่คุ้นเคยและกลิ่นที่สัมผัสได้บอกเธอว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องนอนของเธอ

หรือว่าเธอกำลังฝันอีกแล้ว แต่ความรู้สึกกลับบอกเธอว่านี่ไม่ใช่ความฝัน และเธอก็มั่นใจเช่นเดียวกันว่าในขณะนี้เธอไม่ได้กำลังฝันอยู่เป็นแน่

โจวซิ่วหลันพยายามปรับสายตามองฝ่าความมืด หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นอย่างโง่งมคิดไปต่างๆ นานา แต่ก็ไม่อาจที่จะทำสิ่งใดได้ เธอคงต้องรอให้ถึงเช้าวันใหม่

เพียงไม่นานความมืดมิดที่โรยตัวอยู่รอบกายก็เริ่มที่จะจางหาย บ่งบอกว่าเวลานี้อยู่ในช่วงย่ำรุ่ง เมื่อมองเห็นทุกอย่าง แม้มันจะเลือนราง แต่ก็ทำให้หัวใจของโจวซิ่วหลันเต้นแรงขึ้นอย่างยากที่จะระงับ

หญิงสาวนั่งมองรอบกายด้วยความหวาดหวั่นและหวาดกลัว เธอไม่กล้าที่จะหายใจแรงเลยด้วยซ้ำ ได้แต่ภาวนาขออย่าให้เป็นเช่นดังที่เธอคิด จนกระทั่งแสงแรกของเช้าวันใหม่สาดส่องเข้ามา ร่างกายของหญิงสาวแข็งทื่อในทันทีเมื่อพบว่า ภายในห้องแห่งนี้ดูคุ้นตาเป็นอย่างมากและเธอจำได้ว่าเธอเคยเห็นมันในความฝัน นั่นย่อมแสดงว่าเธอได้ย้อนกลับมาอยู่ในยุคอดีตและเป็นโจวซิ่วหลันที่แสนจะร้ายกาจคนนั้น โจวซิ่วหลันที่เป็นตัวเธอในอดีต

แม้จะรู้สึกตกใจ แต่เรื่องเหนือธรรมชาติได้เกิดขึ้นกับเธอแล้ว แน่นอนว่าเธอไม่ยอมที่จะเดินตามเส้นทางเดิมเช่นดังในอดีตชาติอีกเด็ดขาด การที่เธอย้อนกลับมาเช่นนี้สวรรค์ย่อมต้องการให้เธอเปลี่ยนแปลงอดีตที่ผิดพลาดของตัวเอง เธอในอดีตนั้นช่างเลวร้ายเหลือเกิน แต่จะดีกว่านี้หรือไม่หากให้เธอย้อนกลับมาในตอนที่ยังไม่ได้แต่งงานกับเฉินห่าวซวน

เพราะเธอจำได้ว่าห้องนอนห้องนี้คือห้องของเฉินห่าวซวนในบ้านตระกูลเฉิน เมื่อได้มาอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างก็แจ่มชัดขึ้น ความทรงจำมากมายวิ่งวนอยู่ในหัว หรือว่าสวรรค์ต้องการให้เธอชดใช้ให้คนผู้นั้นและคนบ้านเฉินจึงได้ให้เธอย้อนกลับมาในตอนที่แต่งให้กับเขาแล้ว

เมื่อคิดได้เช่นนั้นโจวซิ่วหลันจึงสูดลมหายใจเข้าลึก เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากที่นอน เปิดประตูออกไปเผชิญหน้ากับทุกอย่าง ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอย้อนกลับมาในช่วงเวลาไหนกัน ได้แต่หวังว่าคงไม่ย้อนกลับมาในตอนที่เรื่องราวย่ำแย่จนเกินไป ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องใช้แรงใจแรงกายมากมายในการแก้ไขสิ่งผิดพลาดทุกอย่างที่ตัวเองก่อเอาไว้

โครม

เพียงแค่ก้าวขาออกมาจากห้อง ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะมองสำรวจสิ่งต่างๆ เลยด้วยซ้ำ ก็เกิดเสียงดังโครมครามขึ้นที่ด้านหลังบ้านที่เป็นส่วนของห้องครัว นั่นจึงทำให้ซิ่วหลันรีบสาวเท้ามุ่งตรงไปยังที่มาของเสียง ภาพตรงหน้าทำให้เธอร้องออกมาอย่างตกใจ

"คุณแม่"

ร่างผอมบางของแม่เฉินเปียกปอนไปทั้งร่าง อีกฝ่ายล้มลงจนทำให้น้ำที่ขนมาเติมใส่ตุ่มเจิ่งนองเต็มพื้นห้องครัว และท่ากึ่งนอนกึ่งนั่งที่ผิดรูปของอีกฝ่ายก็ทำให้รู้ได้ว่าแม่สามีได้รับบาดเจ็บจากการล้มในครั้งนี้

ดีจริงย้อนกลับมาไม่ทันไร แม่สามีก็ได้รับบาดเจ็บทันทีทันใดเลย เธอช่างเป็นตัวหายนะของบ้านเฉินอย่างแท้จริง

แม่เฉินเมื่อเห็นลูกสะใภ้ของตัวเองเดินเข้ามาก็ตกใจ คิดว่าตนคงทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจอีกเป็นแน่ จึงพยายามที่จะลุกขึ้น เมื่อครู่นี้เพราะเกิดหน้ามืดและรู้สึกอ่อนแรงจึงทำให้นางล้มลง

"ซิ่วหลัน แม่จะเช็ดทำความสะอาดเดี๋ยวนี้"

"อย่าพึ่งขยับค่ะ"

ซิ่วหลันรีบร้องบอกแม่สามีในทันที เห็นท่าทางลนลานของอีกฝ่ายเมื่อเห็นเธอก็รู้ว่าตนคงจะแผลงฤทธิ์เอาไว้เยอะแล้ว จากสถานการณ์ตอนนี้เธอคงจะย้อนกลับมาในตอนที่แม่สามีหกล้มได้รับบาดเจ็บจนทำให้ภายหลังอีกฝ่ายกลายเป็นคนพิการ

ซิ่วหลันรีบสาวเท้าเข้าไปหาแม่สามีด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะค่อย ๆ ประคองอีกฝ่ายให้นอนลงเช่นเดิมเพราะไม่รู้ว่าแม่เฉินได้รับบาดเจ็บตรงส่วนไหนบ้าง หากขยับซี้ซั้วแม่สามีคงได้กลายเป็นคนพิการเช่นเดิมแน่ ซึ่งซิ่วหลันไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นอีกเด็ดขาด

หลังจากที่ได้ตรวจดูแล้ว ดูเหมือนสะโพกและขาด้านขวาของอีกฝ่ายจะกระแทกลงอย่างรุนแรงจึงทำให้เกิดรอยฟกช้ำเป็นวงกว้าง แต่ถือว่าโชคดีที่ไม่มีกระดูกส่วนใดหัก เพียงแค่มีกระดูกเคลื่อนจนผิดรูปเท่านั้น แต่เพราะในอดีตไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและถูกต้องจึงทำให้แม่เฉินกลายเป็นคนพิการ

เมื่อหญิงสาวประเมินอาการข้างต้นของแม่สามีแล้ว จึงมองหาสิ่งที่พอจะใช้ได้ในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย เพราะการเคลื่อนย้ายอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความพิการและอันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ กว่าที่เธอจะพาแม่สามีเข้ามาในห้องได้ก็ทุลักทุเลอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

"คุณแม่นอนนิ่งๆ นะคะ ห้ามขยับตัวเด็ดขาด หนูจะไปตามหมอมาเดี๋ยวนี้"

เพราะการพยายามเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุด อยู่ในท่าพักและผ่อนคลายคือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ดีที่สุด เมื่อกำชับแม่สามีดีแล้วซิ่วหลันก็รีบวิ่งออกไปตามหมอที่สถานพยาบาลหมู่บ้านตามความทรงจำที่เริ่มจะชัดเจนขึ้น

แม่เฉินได้แต่มองตามแผ่นหลังบอบบางของลูกสะใภ้ที่วิ่งออกไป ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย เหตุใดจึงได้ดูเปลี่ยนไป เป็นเหมือนวันแรกที่พึ่งแต่งเข้ามาและลูกชายของนางยังคงอยู่ที่บ้าน นางรู้สึกประหลาดใจตั้งแต่ที่ลูกสะใภ้ผู้นี้ไม่เกรี้ยวกราดใส่นางเช่นที่ผ่านมา ทั้งยังเข้ามาช่วยประคองนาง ทำทุกอย่างด้วยความห่วงใยไร้การเสแสร้ง กิริยาวาจาก็นุ่มนวลอ่อนหวาน

หรือว่าหล่อนคิดจะทำสิ่งใดอีก แม่เฉินได้แต่นิ่งเงียบคิดใคร่ครวญอยู่ในใจ ไม่รู้ว่าจะรับมือกับลูกสะใภ้ผู้นี้อย่างไรดี นางไม่ใช่แม่สามีใจร้ายเช่นบ้านอื่น จึงได้ถูกลูกสะใภ้กดขี่และไร้ความยำเกรง คิดว่าตัวเองช่างอ่อนแอนัก เมื่อครั้งแต่งให้สามีนางก็ถูกแม่สามีกดขี่ข่มเหง ครอบครัวสามีเอาเปรียบ จนผู้เป็นสามีต้องพาครอบครัวย้ายมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อตัวเองกลายมาเป็นแม่สามีจึงไม่เคยคิดที่จะทำเช่นนั้นกับลูกสะใภ้ แต่กลับกลายเป็นว่าลูกสะใภ้ไม่เห็นหัวของนาง

แม่เฉินทำได้เพียงหลับตาลง นางคงจะคิดมากเกินไป อีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะต้องการทำสิ่งใดขอเพียงไม่เป็นการทำร้ายลูกๆ ของนาง เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว

คุณหมอลู่เฉิง

หลังจากที่มาถึงสถานพยาบาลของหมู่บ้าน โจวซิ่วหลันก็ตรงเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในสถานพยาบาลทันที ความจริงเพียงแค่กระดูกเคลื่อนเธอก็สามารถที่จะรักษาแม่สามีเองได้ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นเพียงหมออนามัยไม่ใช่หมอเฉพาะทางที่จบหลักสูตรทางการแพทย์โดยตรง แต่เธอก็มีประสบการณ์การทำงานมาเกือบสิบห้าปี สามารถรักษาคนป่วยที่มีอาการป่วยทั่วไป บาดเจ็บเล็กน้อยและไม่มีอาการรุนแรงได้ แต่ปัญหาคือเธอไม่มีอุปกรณ์และตัวยาที่ใช้ในการรักษาเลยสักอย่าง

"สวัสดีค่ะคุณหมอซู"

ซูเหมย เป็นพยาบาลที่ประจำอยู่ที่สถานพยาบาลแห่งนี้ และชาวบ้านก็มักจะเรียกคนที่ทำงานในสถานพยาบาลว่าหมอถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่หมอก็ตาม

โจวซิ่วหลันเคยพูดคุยกับอีกฝ่ายอยู่สองสามครั้งในตอนที่พึ่งจะแต่งให้กับเฉินห่าวซวน นับดูแล้วตอนนี้เธอแต่งให้เฉินห่าวซวนได้เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น โชคดีเหลือเกินที่เธอย้อนกลับมาในตอนที่ชื่อเสียงความร้ายกาจของเธอยังไม่เป็นที่โจษจัน เธอยังทำตัวร้ายกาจแค่กับคนในบ้านของสามีเท่านั้น แต่หลังจากที่แม่สามีกลายเป็นคนพิการ ความร้ายกาจของเธอก็มีคนรู้เห็นมากขึ้น ก่อนที่จะเหม็นโฉ่ไปทั้งหมู่บ้าน กลายเป็นคนที่น่ารังเกียจไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย

"สะใภ้เฉิน สวัสดีค่ะ เกิดอะไรขึ้นคะ"

ซูเหมยที่สังเกตเห็นความร้อนรนของอีกฝ่าย ทั้งยังมีเม็ดเหงื่อผุดซึมไปทั่วใบหน้า บ่งบอกว่าหญิงสาวคงจะรีบร้อนมาที่นี่ จึงเอ่ยถามขึ้นในทันที

"คือว่าแม่สามีของฉันท่านหกล้มน่ะค่ะ ฉันคิดว่ากระดูกของท่านน่าจะเคลื่อน จึงอยากจะรบกวนคุณหมอช่วยไปดูอาการให้ที่บ้านน่ะค่ะ"

"กระดูกเคลื่อนหรือคะ โชคดีจริงๆ ที่วันนี้คุณหมอลู่ยังไม่ได้ออกไปตรวจคนไข้ด้านนอก คุณรอสักครู่นะคะฉันจะไปเรียนคุณหมอลู่ให้เดี๋ยวนี้"

ซูเหมยเอ่ยบอกอีกฝ่าย ก่อนจะเดินออกไปทันที

คุณหมอลู่ที่อีกฝ่ายพูดถึง คือคุณหมอลู่เฉิง เขามาประจำการที่สถานพยาบาลแห่งนี้ได้สามเดือนแล้ว เขาเป็นหมอจากโรงพยาบาลในเมืองเพียงคนเดียวที่เลือกมาประจำอยู่ที่สถานพยาบาลของหมู่บ้านอู้หยวนแห่งนี้ โจวซิ่วหลันไม่เคยเจออีกฝ่ายมาก่อน เพียงแค่ได้ยินชื่อเสียงของคุณหมอหนุ่มที่หญิงสาวในหมู่บ้านมักจะพูดถึง เขาคือชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่หญิงสาวในหมู่บ้านอู้หยวนและหมู่บ้านข้างเคียงใฝ่ฝันถึง

โจวซิ่วหลันยืนรออีกฝ่ายอยู่เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น ซูเหมยก็เดินออกมาพร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาดีมากคนหนึ่ง เขาสะพายกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ใบใหญ่เอาไว้ข้างกาย โจวซิ่วหลันจ้องมองอีกฝ่ายอย่างตื่นตะลึง ลมหายใจของเธอสะดุดจนแทบจะสำลักลมหายใจ ไม่ใช่ว่าเธอตกตะลึงในความหล่อเหลาของคุณหมอหนุ่ม แต่เป็นเพราะภาพของใครอีกคนซ้อนทับเข้ามาในความทรงจำ คนผู้นี้ช่างคล้ายคลึงกับอดีตคนรักของเธอในอีกชาติภพหนึ่งเหลือเกิน เพียงแต่ต่างชื่อแซ่กันเท่านั้น ซึ่งอีกฝ่ายก็เป็นหมอเช่นเดียวกัน เขา เป็นรักครั้งสุดท้ายของเธอ

สวรรค์เล่นตลกกับเธออีกแล้ว

โจวซิ่วหลันเดินตามคุณหมอหนุ่มออกมาจากสถานพยาบาลอย่างเหม่อลอย เธอไม่ได้ฟังที่หมอซูกับชายหนุ่มพูดคุยกันแม้แต่น้อย รับรู้เพียงว่าหมอซูต้องอยู่เฝ้าสถานพยาบาลเผื่อว่าจะมีคนไข้คนอื่นเข้ามารับการรักษา

"คุณโจวมาที่นี่ยังไงหรือครับ"

ลู่เฉิงเอ่ยถามหญิงสาวที่เดินตามหลังเขาออกมา พร้อมทั้งเดินไปจูงจักรยานคู่ใจของเขาที่จอดเอาไว้ตรงต้นมะม่วงต้นใหญ่เตรียมพร้อมที่จะเดินทางไปยังบ้านของหญิงสาว

"เอ่อ ฉันเดินมาน่ะค่ะ"

"อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็กลับพร้อมกันกับผมเลยแล้วกันนะครับ"

ลู่เฉิงกล่าวพร้อมกับส่งยิ้มให้กับหญิงสาวที่ดูเหมือนว่าจิตใจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เธอคงจะยังตกใจและเป็นห่วงคนเจ็บ

"เอ่อ ค่ะ"

โจวซิ่วหลันพยักหน้าตอบรับอีกฝ่าย พร่ำบอกกับตัวเองว่าหมอลู่ผู้นี้แค่เหมือนเท่านั้นแต่ไม่ใช่ เขาคนนั้นไร้วาสนาต่อกันไปแล้ว เธอไม่ควรที่จะหวั่นไหว เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ ตอนนี้เธอเป็นผู้หญิงที่มีสามีแล้ว ถึงแม้ว่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีจะไม่สนใจไยดีเธอก็ตาม แต่เขาคงจะไม่ชอบใจนัก หากเธอแสดงท่าทีอาวรณ์ต่อบุรุษอื่นทั้งที่ยังได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเขาอยู่

หญิงสาวเดินไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานที่คนขี่พร้อมที่จะออกเดินทาง เธออาสาถือกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ใบใหญ่ให้เขา เพื่อที่เขาจะได้ขี่จักรยานได้สะดวก มือหนึ่งเธอกอดกระเป๋าเครื่องมือของเขาเอาไว้แน่น อีกมือนั้นยื่นจับชายเสื้อของชายหนุ่มไม่กล้าที่จะสัมผัสตัวเขาแม้แต่น้อย

ระหว่างทางนั้นก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงช่วงเวลาในอีกชาติภพหนึ่งของตัวเอง ตอนที่อดีตคนรักของเธอยังมีชีวิตอยู่ เราสองคนก็มักจะพากันซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คู่ใจของเธอออกไปตรวจคนไข้ด้วยกันเสมอ ถึงแม้ว่าการที่เธอคบหากับเขาก็เพื่อชดเชยความเงียบเหงาว่างเปล่าในชีวิต ไม่ได้มีรักลึกซึ้งให้อีกฝ่าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่กับเขาแล้วเธอรู้สึกดีมาก

เพียงแค่คิดถึงช่วงเวลานั้นก็รู้สึกแสบร้อนตรงกระบอกตาจนต้องรีบกะพริบตาขับไล่ความอ่อนแอและความรู้สึกผิดที่ก่อตัวขึ้น หญิงสาวโทษตัวเองมาตลอดว่าเป็นเพราะเธอจึงทำให้เขาต้องตาย เป็นเธอที่ดึงดันจะมีความรักอีกครั้ง เป็นเธอที่ไม่เชื่อว่าตัวเองจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องมีอันเป็นไป ทั้งที่มันเกิดขึ้นแล้วถึงสามครั้งสามครา หมอหนุ่มที่ร่างกายแข็งแรงมาตลอดเมื่อคบหากับเธอกลับล้มป่วยด้วยโรคร้ายจนเสียชีวิต เธอ เป็นตัวหายนะของทุกคน

"ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วนะครับ โชคดีมากที่ให้การช่วยเหลือเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง และคนไข้ไม่ได้ฝืนขยับตัว ไม่อย่างนั้นคงจะเจ็บหนักกว่านี้เป็นแน่"

และอาจจะถึงขั้นพิการเลยด้วยซ้ำ

ลู่เฉิงเอ่ยกับคนที่เดินออกมาส่งเขาหลังจากที่ตรวจรักษาคนไข้เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าประโยคหลังนั้นเขาไม่ได้พูดออกมา แต่คาดว่าอีกฝ่ายก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว

ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมอย่างปิดไม่มิด เขาไม่คิดเลยว่าหญิงชาวบ้านจะมีความรู้ความสามารถที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ เพราะน้อยคนนักที่จะรู้วิธีช่วยเหลือผู้ป่วยเบื้องต้น และปฏิบัติทุกอย่างได้อย่างถูกต้อง

ตอนที่เขาตรวจรักษาคนไข้ เธอก็สามารถช่วยเหลือเขาได้อย่างคล่องแคล่วโดยที่ไม่ต้องบอกเลยด้วยซ้ำ และยังสามารถหยิบจับอุปกรณ์และตัวยาที่ล้วนเป็นภาษาต่างประเทศได้อย่างถูกต้อง นั่นย่อมหมายความว่าเธอมีความรู้และความสามารถทางด้านการแพทย์ที่ไม่ธรรมดาเลย หากว่าเธอมีเครื่องมือการรักษา เห็นทีว่าคงไม่ต้องถึงมือของเขา

ส่วนกิริยามารยาทการวางตัวของเธอก็ดูโดดเด่น การพูดการจาเป็นเช่นดังคนที่ได้รับการศึกษา ทุกอย่างในตัวหญิงสาวผู้นี้ราวกับถูกขัดเกลามาเป็นอย่างดี แตกต่างจากหญิงชาวบ้านทั่วไป ยอมรับว่าหญิงสาวสร้างความประหลาดใจให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า

โจวซิ่วหลันส่งยิ้มบางเบาให้อีกฝ่าย ระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่การรักษาแม่สามีผ่านไปได้ด้วยดี

ใช่ โชคดีมากที่กระดูกเข่าแค่เคลื่อนเล็กน้อยและมีเพียงรอยแผลฟกช้ำที่หมั่นทายา กินยาที่หมอจัดไว้ให้ไม่กี่วันก็หาย ส่วนกระดูกเข่าที่เคลื่อนเพียงใช้อุปกรณ์พยุงและกายภาพบำบัดไม่นานก็สามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติ แต่หากกระดูกสะโพกเคลื่อนแม่สามีคงต้องถูกส่งเข้าห้องผ่าตัดที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมือง

ในอดีตก็ควรจะเป็นเช่นนี้ แต่เป็นเธอที่เกรี้ยวกราดใส่แม่สามี ด่าทอที่อีกฝ่ายทำน้ำหกเลอะเทอะ เธอไม่ให้การช่วยเหลือแล้วยังปล่อยให้แม่สามีฝืนร่างกายที่เจ็บปวดทำความสะอาดพื้นห้องครัวจนสะอาด ทั้งยังไม่ยอมให้หมอมารักษาอาการบาดเจ็บของอีกฝ่าย จากที่ไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรงจึงกลายเป็นว่าการเคลื่อนไหวร่างกายทำให้กระดูกสะโพกเคลื่อนจนส่งผลให้อีกฝ่ายพิการ

เธอในอดีตเหตุใดจึงเป็นคนร้ายกาจได้ถึงขนาดนั้นกัน ได้ย้อนกลับมาในครั้งนี้คนที่เธอจะต้องชดใช้ให้เป็นคนแรกคงจะเป็นแม่สามีผู้นี้

"ขอบคุณนะคะคุณหมอลู่ นี่ค่ารักษาค่ะ"

เมื่อเดินมาถึงรถจักรยานโจวซิ่วหลันจึงส่งค่ารักษาพยาบาลให้อีกฝ่าย ซึ่งถือว่าเงินจำนวนนี้ไม่ได้มากมายอะไรเลยหากเทียบกับเงินที่เฉินห่าวซวนส่งมาให้ในทุกๆ เดือน แต่เธอกลับตระหนี่จนทำให้ชีวิตของคนคนหนึ่งพังทลาย หลังจากนี้เธอคงต้องดูแลแม่สามีให้ดีที่สุดชดเชยในสิ่งที่เธอทำในอดีต

"ขอบคุณครับ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ผมจะมาดูอาการให้อีกทีนะครับ"

"ค่ะ"

แม้ว่าการดูแลต่อจากนี้จะไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวลเพราะเพียงแค่ดูแลคนป่วยไม่ได้เกินความสามารถของเธอ แต่หากมีหมอที่เชี่ยวชาญมาติดตามอาการก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากจะได้ไม่มีสิ่งใดผิดพลาด หญิงสาวจึงตอบรับอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มกว้าง รู้สึกชื่นชมกับความใส่ใจคนไข้ของเขา

ซึ่งรอยยิ้มนั้นทำให้คนมองถึงกับตาพร่าลมหายใจสะดุด ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่ยิ้มแล้วสวยมาก เขารู้สึกชอบรอยยิ้มของเธอ

ลู่เฉิงรู้สึกตกใจกับความคิดของตัวเองจนต้องรีบเก็บอาการ เมื่อคิดว่าตนเองกำลังมีความคิดที่ไม่สมควรต่อภรรยาของผู้อื่น

"เอ่อ คุณเข้าบ้านไปดูคนเจ็บเถอะครับ ผมก็จะกลับแล้วเหมือนกัน"

"ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ กลับดีๆ ค่ะ"

คุณหมอหนุ่มมองตามแผ่นหลังบอบบางที่ตั้งตรงของคนที่หมุนกายเดินเข้าไปในบ้านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ก่อนจะปั่นจักรยานออกไปด้วยจิตใจที่ไม่ค่อยจะสงบนัก เขาเฝ้าย้ำกับตัวเองมาตลอดทางว่าเขาเพียงแค่ชื่นชมความสามารถของเธอ และ เธอ มีสามีแล้ว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...