โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศึกพระพุทธสิหิงค์ (9) : ชาวกรุงรัตนโกสินทร์ยืนยัน พระพุทธสิหิงค์นั่งขัดสมาธิราบ?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 เม.ย. 2566 เวลา 16.05 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2566 เวลา 16.02 น.

สัปดาห์ที่แล้ว เราเพิ่งจะเอาหลักฐานมาแสดงกันจะจะว่าชาวกรุงศรีอยุธยายืนยันว่าพระพุทธสิหิงค์ของแท้ต้อง “นั่งขัดสมาธิเพชร” ไปหยกๆ นี่นา

แล้วก็เป็นที่การันตีของทุกฝ่ายด้วยเช่นกัน เห็นได้จากการสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลองจากเหนือจรดใต้ ตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ ลงไปสู่ดินแดนภาคกลางแถบกำแพงเพชร ลพบุรี ชัยนาท โคกขาม สมุทรสาคร ยันนครศรีธรรมราช จนถึงเมืองตรัง

คนเมื่อ 600 ปีก่อนจนถึง 200 ปีที่ผ่านมา เมื่อคิดจะจำลององค์พระพุทธสิหิงค์มากราบไหว้บูชาคราใด ต่างล้วนมีภาพในใจว่า พระพุทธสิหิงค์ต้องนั่งขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัยทั้งสิ้น

แล้วเกิดอะไรขึ้นเล่า ที่อยู่ๆ ชาวกรุงรัตนโกสินทร์กลับมายืนยันว่า พระพุทธสิหิงค์ของแท้ควร “นั่งขัดสมาธิราบและปางสมาธิ” ต่างหากเล่า!

นี่คืออีกหนึ่งปริศนาที่หนักหนาสาหัส รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้คร่ำหวอดเชี่ยวชาญด้านพระพุทธปฏิมาในสยาม ยอมรับว่า นักวิชาการกี่รุ่นๆ ก็ขบประเด็นนี้ไม่แตกกันสักที

พระพุทธสิหิงค์เมื่อครั้งกรุงเก่า

ศักดิ์สิทธิ์ถึงขั้นถือน้ำพิพัฒน์สัตยา

ย้อนกลับไปมองความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธสิหิงค์สมัยยังประดิษฐานที่กรุงเก่า หรือกรุงศรีอยุธยาช่วงก่อนจะถูกพม่ายึดครอง ต่อมาชาวเชียงใหม่ที่เป็นทหารร่วมรบให้พม่าจักนำพระพุทธสิหิงค์กลับคืนสู่เชียงใหม่อีกครั้งนั้น

รศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวว่า ช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พระพุทธสิหิงค์ได้กลายเป็น 1 ใน 8 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของราชวงศ์ปราสาททองสืบต่อมายังราชวงศ์บ้านพลูหลวง จนกระทั่งเสียกรุงครั้งที่ 2 อย่างมีนัยยะสำคัญ

ทั้งที่เป็นพระพุทธปฏิมาที่อัญเชิญมาจากต่างถิ่น แต่กลับได้รับการประดิษฐานให้อยู่ในสถานะสูงส่ง (ที่อาจจะ) เป็นถึงพระประธานของหมู่พระพุทธรูปองค์อื่นๆ ด้วยซ้ำใน “มหาวิหารยอดปรางค์ปราสาท” ของหมู่พระราชมณเฑียร

ในคำให้การของขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรมได้พูดถึงพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ว่าหลังจากที่กษัตริย์อยุธยาเสด็จไป “เปลื้องเครื่อง” (เปลี่ยนเครื่องทรงภูษา) ที่ศาลาหน้าวัดหลวงแล้ว (สมัยนั้นก็คือวัดพระศรีสรรเพชญดาญาณ)

จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการ “พระพุทธสิหิงค์” บนมหาวิหารปรางค์ปราสาท และประกอบกรณียกิจ สะท้อนให้เห็นว่า จุดที่พระพุทธสิหิงค์ประทับนั้นอยู่ในที่อ่าโอ่ “มโหฬาร” มิใช่ที่ “รโหฐาน” คือมิได้นำไปซุกซ่อนแอบไว้ในหลืบซอกมุมลึกลับคับแคบก็หาไม่

นี่คือความสำคัญขั้นเอกอุของพระพุทธสิหิงค์ในกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

วังหน้าอัญเชิญพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ

กลับมายังกรุงรัตนโกสินทร์

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่กลับมาภาคกลางอีกครั้ง เนื่องจากล้านนาอยู่ในฐานะประเทศราชของสยาม

ประเด็นสำคัญก็คือ พระพุทธสิหิงค์องค์ที่เชิญมาครั้งนี้ กลับกลายเป็นคนละองค์กันกับองค์ที่เคยประทับในมหาวิหารปรางค์ปราสาท สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมาก่อน ซึ่งเอกสารคำให้การฯ ระบุชัดว่าองค์นั้นเป็นพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร

สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้า พระอนุชาของรัชกาลที่ 1 กลับนำพระพุทธรูปแบบล้านนาที่นั่งขัดสมาธิราบ (ไม่นั่งขัดสมาธิเพชร) ทำปางสมาธิ (ไม่ทำปางมารวิชัย) พระรัศมีเป็นเปลวไฟ (ไม่ใช่เกตุบัวตูม) และชายสังฆาฏิยาวลงมา (ไม่ใช่ชายสังฆาฏิสั้นๆ เหนือพระถัน ปลายตัดเป็นเขี้ยวตะขาบ) มาประทับในกรุงรัตนโกสินทร์

พุทธลักษณะของพระพุทธสิหิงค์ที่วังหน้าอัญเชิญลงมานี้ แตกต่างไปจากพระพุทธสิหิงค์ทุกองค์ทั่วแผ่นดินสยาม ซึ่งเป็นสิงห์ 1 และส่งอิทธิพลในรุ่น “พระขนมต้มที่ปักษ์ใต้” แต่องค์นี้วงการนักเลงพระเรียกกันแบบลำลองให้เข้าใจง่ายว่า “พระสิงห์ 2”

เกิดความเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า? บังเอิญ หรือเจตนา? ไฉนสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จึงยังคงยืนกรานที่จะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นั่งขัดสมาธิราบกลับมาไว้ยังกรุงรัตนโกสินทร์?

ไม่มีใครทราบว่าด้วยเหตุผลกลใดจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ฤๅดีไม่ดีเสียงลือเสียงเล่าอ้างของชาวเชียงใหม่จักเป็นเรื่องจริง ที่ว่าได้มีการนำพระพุทธสิหิงค์องค์จริงไปซ่อน สลับสับเปลี่ยนเอาองค์จำลองมาให้วังหน้าแทน

หรืออาจเกิดจากเจตจำนงของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเอง ที่ตั้งใจจะเลือกองค์นี้มา ด้วยตำนานระบุว่าพระพุทธสิหิงค์สร้างขึ้นในลังกา และเคยประทับที่สุโขทัย กำแพงเพชร ซึ่งพุทธศิลป์แบบลังกาและสุโขทัยนั้น นิยมนั่งขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ?

รศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกมากทีเดียว ในเมื่อรัชกาลที่ 1 และพระอนุชาวังหน้า ต่างก็เคยเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักอยุธยามาก่อน และแน่นอนว่าย่อมต้องเคยเห็นพระพุทธสิหิงค์องค์เดิมมาแล้ว ช่วงถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา อย่างน้อยก็น่าจะสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ ก่อนเสียกรุง

แล้วเกิดอะไรขึ้น พระพุทธสิหิงค์จึงเปลี่ยนจากนั่งขัดสมาธิเพชร กลายมาเป็นขัดสมาธิราบ? ซึ่งยังคงเป็น “ปมปริศนาใหญ่” ที่นักวิชาการมิรู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ก็ยังขบไม่แตก

พระพุทธสิหิงค์องค์นี้คือองค์จริง

ในความเชื่อคนยุคต้นรัตนโกสินทร์

ในหนังสือ “นิพพานวังน่า” (วังหน้า) เป็นหนังสือที่กล่าวถึงพระประวัติของสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ได้มีการพูดถึงพระพุทธสิหิงค์องค์นี้ว่า วังหน้าท่านได้อัญเชิญลงมาจากเชียงใหม่ และเป็นองค์จริงที่ถูกต้องตามตำนานสิหิงคนิทาน

สิหิงคนิทานได้พรรณนาว่า จุดเริ่มต้นของการสร้างพระพุทธสิหิงค์เกิดจากพระอรหันต์ชาวลังกาเป็นผู้ดำริ โดยมีคำทำนายว่า พระพุทธสิหิงค์เมื่อหล่อเสร็จ นิ้วจะแหว่งไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปจักบังเกิดผู้มีบุญญาธิการมาทำการซ่อมนิ้วใหม่ให้สมบูรณ์ (ดูรายละเอียดได้ในบทความที่ดิฉันเคยเขียนถึง “ใครต่อนิ้วพระเจ้าดับภัย” ในปริศนาโบราณคดีฉบับก่อนๆ)

หลังจากที่สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาไว้ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ วังหน้าแล้ว พระองค์นั่นเองคือบุคคลผู้กระทำการต่อนิ้วที่ชำรุดให้พระพุทธสิหิงค์ หลังจากที่เว้าแหว่งมานานเกือบ 500 ปี

ฉะนี้แล้ว ความเชื่อโดยสนิทใจ การรับรู้อย่างไร้ข้อกังขา ของชาวรัตนโกสินทร์ตอนต้นเกี่ยวกับพระพุทธสิหิงค์ ยิ่งถูกตอกย้ำให้ชัดแจ้งลงไปอีกชั้นหนึ่งว่า พระพุทธสิหิงค์องค์จริง ย่อมไม่ใช่องค์ที่นั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย แต่ต้องเป็นองค์ที่นั่งขัดสมาธิเพชร ปางสมาธิแบบลังกา แถมนิ้วมือนิ้วหนึ่งต้องมีรอยตำหนิมาก่อนด้วย

พระพุทธสิหิงค์หวนกลับมา

พบพระแก้วมรกต

เมื่อสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทถึงแก่ทิวงคตไปแล้ว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ของวังหน้าไปประดิษฐานไว้ภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อันมีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ก่อนแล้ว

ถือเป็นการโคจรมาพบกันอีกครั้ง ระหว่าง “พระแก้ว” กับ “พระสิงห์” ที่ต้องเริดร้างจากดินแดนล้านนา ที่ครั้งหนึ่งพระแก้วมรกตกับพระพุทธสิหิงค์เคยประทับอยู่ร่วมกันมาก่อน (หากเชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์องค์ที่วังหน้าอัญเชิญมาคือองค์จริงองค์ดั้งเดิม)

พระพุทธสิหิงค์ประทับในวัดพระแก้วอยู่หลายทศวรรษ จนกระทั่งสิ้นสุดสมัยรัชกาลที่ 3

รัชกาลที่ 4 โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ออกจากพระบรมมหาราชวัง กลับไปประทับที่วังหน้าอีกครั้ง ซึ่งตอนแรกตั้งใจจะให้ไปประดิษฐานที่วัดพระแก้ววังหน้า (วัดบวรสถานสุทธาวาส) ด้วยซ้ำ ถึงขนาดให้มีการวาดภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์บนผนังอุโบสถ เตรียมไว้

แต่แล้วมีเหตุให้ไม่อาจนำพระพุทธสิหิงค์ไปไว้ที่พระแก้ววังหน้าได้ ต้องเอากลับมาประทับยังพระที่นั่งพุทไธสวรรยฺตามเดิม

อย่างไรก็ดี รัชกาลที่ 4 มีความเลื่อมใสต่อองค์พระพุทธสิหิงค์เป็นอย่างมาก โปรดให้หล่อจำลองไปไว้ตามที่ต่างๆ องค์สำคัญคือที่วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม วัดประจำรัชกาลของพระองค์ โปรดพระราชนามว่า “พระพุทธสิหังคปฏิมากร”

หรือโปรดให้หล่อถวายแด่องค์พระปฐมเจดีย์ พระพุทธสิหิงค์จำลองของรัชกาลที่ 4 ประดิษฐานอยู่ในซุ้มด้านทิศตะวันออก และอีกองค์อยู่ในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระพุทธรูปประจำพระชนมวารขนาดเล็ก

ดังนั้น คำว่าพระพุทธสิหิงค์จำลองในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จักไม่ใช่รูปแบบพระสิงห์ 1 หรือแบบขนมต้มอีกต่อไป หากเป็นพระสิงห์ 2 นั่งขัดสมาธิราบ ปางสมาธิ รัศมีเปลว โดยยึดเอาพระพุทธสิหิงค์ของวังหน้าเป็นต้นแบบ

ฉบับหน้า ดิฉันในฐานะผู้เปิดประเด็นตั้งคำถามต่อวิทยากรหลากหลายท่านนานาทัศนะ จักได้มากล่าวสรุปว่าดิฉันมีมุมมองต่อพระพุทธสิหิงค์อย่างไรบ้าง •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...