แห่เทขายทอง-หุ้นเทค-บิตคอยน์ ปรับฐานครั้งใหญ่แนะถือเงินสด
ตลาดสินทรัพย์ปั่นป่วนทั่วโลก นักลงทุนแห่เทขายทุกประเภท “ทองคำ-แร่เงิน-หุ้นบิ๊กเทค-บิตคอยน์” ราคาดิ่งหนัก “ฟินโนมีนา” ชี้ตลาดเปลี่ยนความหวังเป็นความกลัว เจอแรงเทขายกลุ่มเก็งกำไร “หุ้นเทค-ทองคำ” ปรับฐานครั้งใหญ่ผวาฟองสบู่ AI แนะถือเงินสดจนกว่าแรงเก็งกำไรจะลดลง “ฮั่วเซ่งเฮง” เผยทองเสี่ยง “ขาลง” สมาคมค้าทองกุมขมับราคาปรับทุก 1-2 นาที-ผันผวนหนัก กระทบต้นทุน หวั่นร้านรายย่อยปิดตัวเพิ่มขึ้น เตรียมปรับระบบประกาศราคาซื้อขายใหม่
แห่เทขายสินทรัพย์ทั่วโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์ในทุกประเภท โดยทองคำและโลหะเงิน (Silver) ยังคงมีการปรับลงแรงต่อเนื่อง แม้พยายามปรับขึ้นมาสองวัน หลังจากเกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ในตลาดโลหะมีค่าที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางการแกว่งตัวแรง นักลงทุนและธนาคารเริ่มระมัดระวังมากขึ้น
ตลาดหุ้นสหรัฐถูกแรงเทขายอย่างหนัก แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทเทคที่ออกมาดีกว่าคาด เพราะนักลงทุนกังวลว่าบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ที่ทุ่มเงินมหาศาลกับ AI โดยที่ยังไม่เห็นผลตอบแทนจริง
โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด วิเคราะห์ว่า ความกังวลฟองสบู่ AI กดดันสินทรัพย์เสี่ยง นับตั้งแต่เข้าสู่เดือน ก.พ. 2569 ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนัก โดยสินทรัพย์ที่เคยปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้านี้ถูกเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบิตคอยน์ที่ร่วงลงกว่า -24.3%, โลหะเงิน -17.7% ในเดือน ก.พ.นี้ และดัชนี NASDAQ -3.9% ซึ่งแรงเทขายนี้สะท้อนเม็ดเงินที่ไหลออกจากกลุ่มเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนมีแผนใช้จ่ายด้าน AI สูงขึ้น แต่รายได้ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน
บล.เอเซีย พลัส มองว่าตลาดหุ้นโลกกำลังเข้าสู่ภาวะหมี โดยเม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Defensive Assets) สังเกตได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวลง
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุว่าราคาบิตคอยน์แตะระดับ 60,000 เหรียญสหรัฐ (ช่วงเช้า 6 ก.พ.) รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก โดยหุ้นเทคโนโลยีกดดันตลาด หลังจากข้อมูลแรงงานของสหรัฐออกมาอ่อนแอซ้ำเติมบรรยากาศลงทุน ขณะเดียวกัน ราคาทองคำ เงิน และน้ำมัน ก็ปรับตัวลดลง
เก็งกำไรสูง-เจอบังคับขาย
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่สินทรัพย์ทุกสินทรัพย์ราคาร่วงลงมากในช่วงนี้ สาเหตุเป็นเพราะว่าตลาดที่มี Leverage Assets (ใช้เงินกู้ยืมในการลงทุน) สูงทั้งบิตคอยน์ ทองคำ และ Silver เมื่อมีประเด็นทำให้มีแรงขายจากกลุ่มนักเก็งกำไรออกมา เมื่อราคาร่วงก็ทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call)
“ตอนนี้สินทรัพย์ที่มี Leverage สูง ๆ ไม่ได้จำกัดแค่หุ้น หรือคริปโตเคอร์เรนซี แต่ยังรวมถึงทองคำ และ Silver ลามไปที่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) ด้วย จากเดิมที่ทองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่สัปดาห์ก่อนก็จะเห็นว่าทองคำราคาปรับขึ้นลงรุนแรงมาก เพราะมีการเข้าไปเก็งกำไรด้วยการใช้มาร์จิ้น แต่พอมาเจอเรื่องซ้ำพวกหุ้น Hyperscaler ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ อย่าง Google, Amazon ประกาศงบฯออกมาไม่ได้แย่ แต่นักลงทุนกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ก็มีคำถามจากตลาดว่า บริษัทจะยังมีแผนใช้งบฯลงทุนมหาศาลเพื่อลงทุน AI อีกอยู่เหรอ เพราะกังวลกันว่ากำไรจะโตยาก นักลงทุนจึงเทขายหุ้นกันออกมา ตอนนี้ตลาดจึงอยู่ในภาวะเปลี่ยนความหวังเป็นความกลัวอย่างรวดเร็ว”
“หุ้นเทค-ทอง” ปรับฐานใหญ่
นายชยนนท์กล่าวว่า ปกติแล้วพอขายหุ้นเทคโนโลยี แล้วก็จะมาซื้อทอง แต่กลายเป็นว่าทองอยู่ในจังหวะขาลง เลยไม่มีอะไรให้ซื้อ ก็กลับไปที่ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นมา ประจวบกับกรณีที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ คือนายเควิน วอร์ช ซึ่งหากไปดูประวัติการทำงาน วอร์ชไม่ใช่สายพิราบอย่างที่ทรัมป์ต้องการ แต่จริง ๆ แล้วเป็นสายเหยี่ยว ทำให้ตลาดกังวลว่าจะซ้ำรอยเหมือนที่ทรัมป์ก็แต่งตั้งนายเจอโรม พาวเวลล์ เป็นประธานเฟดมาก่อน แต่สุดท้ายก็มีปัญหากัน
“ตลาดคิดว่า เควิน วอร์ช ไม่น่าจะทำให้เงินเฟ้อลง และไม่น่าจะกดดอกเบี้ยลงด้วย ก็เลยทำให้บอนด์ยีลด์ (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล) ของสหรัฐมีแรงซื้อกลับ ส่งผลดอลลาร์กลับมาแข็ง ก็ส่งสัญญาณไม่ดีกับหุ้นเทคและหุ้นสหรัฐทั้งหมด เพราะสหรัฐเป็นหุ้นส่งออกตัวยง ขณะที่หุ้นกลุ่ม Hyperscaler ถูกตั้งคำถามว่าทุ่มเงินลงทุน AI มากเกินไป และ Valuation ตึงมาก่อนหน้านี้ระดับหนึ่ง จึงคาดว่าการปรับฐานจะยังไม่จบ”
สำหรับแนวโน้มราคาทองกับ Silver นายชยนนท์กล่าวว่า ทองคำมีโอกาสย่อลงอีก มีโอกาสลงมาถึง 4,400 เหรียญ หรือต่ำกว่า เนื่องจากต้องรอให้ภาวะการเก็งกำไรลดลงก่อน หรือเคลียร์นักลงทุนที่เก็งกำไรออกไปก่อน
“ภาวะตอนนี้แนะนำให้ Wait & See ไปก่อน ถือเงินสด หรือถือพันธบัตรไปก่อน อาจภายใน ก.พ. หรือช้าสุดไม่เกินปลาย มี.ค. คิดว่าการปรับฐานรอบนี้จะเห็นภาพชัดขึ้น โดยมองว่าราคาทองที่เคยเห็นระดับ 5,400-5,500 เหรียญ อาจจบรอบไปแล้ว ส่วนบิตคอยน์มีโอกาสลงไปแถว 40,000 เหรียญ ซึ่งกว่าจะขึ้นอีกน่าจะต้องใช้เวลาสะสมนาน ดังนั้น ไม่ต้องรีบ รอไปก่อน ส่วนหุ้นเทคตลาดก็รอดูงบฯ แต่โอกาสเด้งสูง ๆ คงมีแค่บางตัว”
ขายหุ้นเทค-SET รับอานิสงส์
นายชยนนท์กล่าวว่า หุ้นกลุ่มที่เริ่มลงทุนได้ตอนนี้จะเป็นกลุ่ม Value (หุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง) หรือกลุ่มที่ราคาอืดอาดไม่ค่อยไปไหน เรียกว่ากลุ่ม Defensive อย่างพวกสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มเฮลท์แคร์ กลุ่ม Utility (สาธารณูปโภค) เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้นปีมา Outperform มากกว่ากลุ่มเทค
“พอกลุ่มเทคโดนเทขาย ก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังไงก็ไม่อยากถือเงินสด ก็จะมาอยู่ในเซ็กเตอร์พวกนี้แทน ซึ่งข้อดีคือ หุ้นไทยเราอยู่ในนี้ด้วย เพราะว่าหุ้นไทยไม่มีหุ้น Growth อยู่ในดัชนีเลย สะท้อนว่าหุ้นไทยถ้ายืนอยู่ 1,340-1,350 จุดได้ แล้วถ้าผลเลือกตั้งออกมาเข้าทาง ไทยกับญี่ปุ่นอาจจะเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจ เพราะว่าตลาดน่าจะให้ความหวังกับประเทศที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ในกรณีว่าถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้”
ลุ้น Election Rally-ครม.โดนใจ
ทั้งนี้ ฟินโนมีนาคาดการณ์หุ้นไทยปีนี้มีโอกาสจะขึ้นไปที่ 1,500 จุดได้ โดยอาจจะเห็นได้ตั้งแต่ช่วงกลางปี หรือราวไตรมาส 3 โดยเชื่อว่าหลังเลือกตั้งจะมี Election Rally คือแรงซื้อกลับมาได้
ส่วนจะไปได้ไกลกว่านั้นหรือไม่ ขึ้นกับว่าเราดันจีดีพีขึ้นไปทะลุ 2% ได้หรือเปล่า และถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ตามกรอบเวลา แล้วมีมาตรการกระตุ้นที่ชัดเจน รวมถึงนักลงทุนและผู้ประกอบการได้เห็นตัวรัฐมนตรีแล้วมีความเชื่อมั่น ไม่ใช่รัฐมนตรีตามโควตา เพราะกระทรวงเศรษฐกิจต้องให้มืออาชีพเข้ามาจัดการถ้าทำไม่ได้หุ้นก็คงลงต่อ
“ทอง” ยืนไม่อยู่เสี่ยง “ขาลง”
รายงานข่าวจากบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง ผู้ค้าทองรายใหญ่ ระบุว่าทองคำและซิลเวอร์ร่วงต่อเนื่อง หลังไม่สามารถยืนเหนือแนวรับสำคัญได้ ส่งผลให้เกิดแรงขายเพิ่มเติมในตลาดที่เปราะบางอยู่แล้ว โดยการที่ซิลเวอร์ไม่สามารถทวงคืนระดับ 90 เหรียญ และทองคำไม่สามารถกลับไปเหนือ 5,000 เหรียญต่ออนซ์ได้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคนิคที่บ่งชี้ว่ายังมีความเสี่ยง “ขาลง” ต่อเนื่อง
การปรับลงรายวันที่เลวร้ายที่สุดของทองคำและแร่เงินในรอบหลายทศวรรษ ความเร็วและความรุนแรงของการกลับทิศ “ฮั่วเซ่งเฮง” ชี้ว่าในระยะสั้นภาพเทคนิคยังเป็นตัวนำตลาด และจนกว่าจะเห็นสัญญาณการทรงตัวที่ชัดเจน รวมถึงการยืนเหนือแนวรับสำคัญ เส้นทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดยังคงเป็น “ขาลง”
ร้านทองเสี่ยงสูง-ตู้แดงปิดตัว
นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำช่วงนี้ผันผวนหนักมาก บางช่วงเวลามีการปรับราคาทุก 1-2 นาที ในอดีตไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ทำให้บริหารจัดการยาก และมีผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ค้าทองที่เพิ่มขึ้น หากบริหารจัดการไม่ดีจะลำบาก โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย (ร้านทองตู้แดง) ที่ขายเฉพาะทองรูปพรรณ อาจมีการปิดตัวกันมากขึ้นในปีนี้ เนื่องจากทองรูปพรรณขายไม่ได้ ช่วงนี้คนนิยมซื้อขายทองแท่งกันเป็นหลัก
“ทองผันผวนอย่างนี้ บริหารไม่ดี ขาดทุนหนักเลย อย่างเมื่อวันที่ 5 ก.พ. มีการปรับราคาทุก 1-2 นาที ถ้าร้านค้าปรับไม่ทันก็ขาดทุน ตอนนี้กรรมการสมาคมทุกคนก็เครียดมาก เดือดร้อนกันหมด เหตุการณ์อย่างนี้ไม่เคยมี ก็ขอให้เป็นระยะสั้น ๆ คือตอนนี้พวกเก็งกำไรกันจนน่ากลัว”
นายจิตติกล่าวด้วยว่า สมาคมกำลังหารือกันว่าจะต้องปรับระบบการประกาศราคาซื้อขายใหม่ จากเดิมกรรมการต้องยกหูโทรศัพท์หารือกันก่อน โดยจะนำระบบไอที คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เพื่อให้สามารถประกาศราคาได้เร็วขึ้น ทำให้เป็นอัตโนมัติ พอราคาเปลี่ยนก็ขึ้นที่ร้านทองแบบอัตโนมัติไปเลย แต่การปรับระบบก็คงต้องใช้เวลา ยังไม่สามารถทำได้ทันที กำลังประสานกันอยู่
“คลังบิตคอยน์” เสี่ยงแตก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคา Bitcoin (BTC) ร่วงหนักจากระดับ 70,000 เหรียญสู่ 60,000 เหรียญภายในวันเดียว โดยราคาที่ร่วงลงรวดเร็วมีการเรียกมาร์จิ้น และบังคับขายสินทรัพย์ทั่วโลก นอกจากนี้ แรงซื้อ BTC จากกองทุนขนาดใหญ่ผ่าน ETF ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ความเสี่ยงสำคัญที่สุดคือ ความเชื่อมั่นต่อตลาด โดยรายงานทุกฉบับระบุตรงกันว่า การเลเวอเรจที่หนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลถล่มและลุกลามรวดเร็ว ดังนั้น ทุกสายตาจึงมองไปที่ “คลังบิตคอยน์” ที่ใหญ่ที่สุดของ MicroStrategy (MSTR) บริษัทซอฟต์แวร์ที่เปลี่ยนตัวเองมาเป็น “คลังบิตคอยน์” ซึ่งตอนนี้ถือครอง Bitcoin มากที่สุดในโลก เกินกว่า 7.13 แสน BTC และจากรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2025 ประสบภาวะขาดทุนสุทธิสูงถึง 1.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 4 แสนล้านบาท
ขณะที่ราคาต้นทุน BTC เฉลี่ยของ MSTR อยู่ที่ 76,000 เหรียญสหรัฐ ส่งผลให้บริษัทต้องแบกรับการขาดทุนทางบัญชีเกือบหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้หุ้น MSTR ร่วง 17% ในรอบ 24 ชม.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่ราคา BTC ทำ All Time High เมื่อเดือน ต.ค. 2025 ที่ผ่านมา ราคาหุ้น MSTR ร่วงไปแล้วกว่า 70%
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แห่เทขายทอง-หุ้นเทค-บิตคอยน์ ปรับฐานครั้งใหญ่แนะถือเงินสด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net