Binance เปิดผลวิจัย ตลาดคริปโทฯ ปี 2026 เตรียมรีบูตสู่โครงสร้างการเงินสถาบัน
Binance Research เปิดผลวิจัยตลาดคริปโทฯ 2026 จะเป็นปีแห่งการรีบูตความเสี่ยง (Risk Reboot) และการเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างการเงินระดับสถาบัน
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 - Binance Research นำเสนอรายงานการติดตามและวิเคราะห์ตลาดคริปโทฯ FULL-YEAR 2025 & THEMES FOR 2026 โดยระบุว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ตลาดเข้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนจากแรงขับเคลื่อนของนโยบายการเงินและการคลัง โลกการเงินดิจิทัลกำลังออกจากภาวะ “Data Fog” ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาด “ขุ่นมัว มองไม่ชัด” คือสภาวะที่ข้อมูลข่าวสารในตลาดคริปโทฯ มีจำนวนมหาศาลและซับซ้อนเกินกว่าที่นักลงทุนทั่วไปจะประมวลผลได้ทันจากหลากหลายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
สภาวะนี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือผิดพลาดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปี 2025 และเข้าสู่ภาวะ "Risk Reboot" ล้างกระดานความเสี่ยงใหม่หรือการเริ่มต้นใหม่ของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ รายงานชี้ให้เห็นว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่การเก็งกำไรโดยนักลงทุนรายย่อยถูกแทนที่ด้วยกระแสเงินทุนมหาศาลจากสถาบันการเงินและระดับรัฐบาล (Sovereign-scale Liquidity)
สำหรับทิศทางตลาดในปีนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Policy Triumvirate ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยขับเคลื่อนทางมหภาค 3 คือการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลก, มาตรการกระตุ้นทางการคลัง และการผ่อนปรนกฎระเบียบ ที่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันจะช่วยกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Appetite) และเป็นแรงส่งมหาศาลให้ตลาดคริปโทฯ ดังนี้:
1.นโยบายมหภาค: เมื่อสภาพคล่องทั่วโลกกลับมาประสานกัน หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดคริปโทฯ ในปี 2026 คือการที่เงินทุนทั่วโลกจะเปลี่ยนจาก การรอเลือกเหรียญพื้นฐานดีแต่ราคายังถูก (Potential Energy - สะสม) มาเป็นเหรียญที่ราคากำลังวิ่ง โมเมนตัมมาเต็ม (Kinetic Energy - วิ่ง) ผ่านกลไกหลักดังนี้
- การผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Monetary Easing): ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับ Neutral Rate ที่ประมาณ 3% พร้อมกลับมาขยายงบดุล (Balance Sheet) ซึ่งคาดว่าจะฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบราว 5-6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประจวบเหมาะกับการผ่อนคลายเชิงนโยบายจากธนาคารกลางจีน (PBoC) และยุโรป (ECB)
- มาตรการกระตุ้นการคลัง (Fiscal Stimulus): การเริ่มใช้กฎหมาย OBBBA ในสหรัฐฯ จะส่งคืนเงินภาษีให้ภาคครัวเรือนกว่า 1-1.5 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว เม็ดเงินไหลตรงสู่ครัวเรือนเช่นนี้มักไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงได้เร็วกว่าสภาพคล่องจากธนาคารกลาง
- การผ่อนปรนกฎระเบียบ (Deregulation): รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดข้อจำกัดด้านเงินทุนใน Wall Street ซึ่งจะช่วยปลุก "จิตวิญญาณแห่งสัตว์ป่า" (Animal Spirits) ให้กิจกรรมการควบรวมกิจการ (M&A) และการขายหุ้น IPO กลับมาคึกคักอีกครั้ง
2.Bitcoin: จากเครือข่ายธุรกรรมสู่ "สินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์" ในปี 2026 บทบาทของ Bitcoin (BTC) จะชัดเจนยิ่งขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินระดับมหภาคมากกว่าเป็นเพียงเครือข่ายการชำระเงิน
- การจัดตั้งกองทุนสำรอง BTC ของรัฐ (Strategic BTC Reserve): เป้าหมายหลักของวาระทางการเมืองในปีนี้คือการผลักดันกฎหมายเพื่อรับรองการมีอยู่ของกองทุนสำรอง Bitcoin ของสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนจากการถือครองเฉพาะสินทรัพย์ที่ยึดมาได้ เป็นการเข้าซื้อโดยตรงจากตลาดด้วยงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมีประเทศอย่างบราซิล ปากีสถาน และรัสเซียที่กำลังพิจารณาแนวทางเดียวกัน
- คาดการณ์ราคาตามสัดส่วน M2 (คือตัวชี้วัด "ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ" ที่กว้างที่สุดตัวหนึ่ง ถ้า M2 เพิ่ม = เงินทุนล้นระบบ = คริปโทฯ มีโอกาสขึ้น ในขณะเดียวกันถ้า M2 ลด = เงินตึงตัว = คริปโทฯ มีโอกาสลง ซึ่งนักลงทุนคริปโตใช้เป็น "มาตรวัดระดับ" ในการตัดสินใจ) : ปัจจุบันมูลค่าตลาดของ BTC คิดเป็นประมาณ 2% ของปริมาณเงิน M2 ในกลุ่มประเทศ G4 หากแนวโน้มการเติบโตในทศวรรษที่ผ่านมายังดำเนินต่อไป สัดส่วนนี้อาจแตะ 3% ภายในปี 2028 ซึ่งหมายถึงราคาฐานของ Bitcoin ที่อาจเข้าใกล้ระดับ 160,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
3.โลกการเงินยุคใหม่: PayFi คือการนำเอา Decentralized Finance (DeFi) มาผสมผสานกับการชำระเงินในชีวิตจริง และ Agentic Commerce คือการที่ AI Agents (บอทอัจฉริยะ) เป็นผู้ทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจแทนมนุษย์ โดยมีคริปโทฯ เป็นสกุลเงินหลักที่ AI ใช้สื่อสารและจ่ายเงินระหว่างกัน อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ "การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชัน"
- การชำระเงินผ่าน AI (Agentic Payments): นวัตกรรมที่จับต้องได้ที่สุดคือการที่ "AI Agent" สามารถทำธุรกรรมได้เองผ่านมาตรฐาน x402 (Payment Required) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อการชำระเงินเข้ากับโปรโตคอล HTTP โดยตรง ในปีที่ผ่านมาพบว่ากว่า 90% ของปริมาณเงินในระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนโดยบอท AI
- Intelligent Finance: ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ปริมาณการซื้อขายบนกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) ที่มาจาก AI Agent คาดว่าจะแซงหน้าปริมาณการซื้อขายจากมนุษย์
4. การชำระเงินและ Stablecoins: กระดูกสันหลังใหม่ของการเงินโลก Stablecoin และการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (Tokenization) คือ "หุ้นบลูชิพ" ของรอบวัฏจักรนี้
- Stablecoin เข้าสู่กระแสหลัก: ด้วยมูลค่าตลาดที่ทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 และปริมาณธุรกรรมต่อวันที่สูงถึง 3.54 ล้านล้านดอลลาร์ (แซงหน้า Visa ไปแล้ว) ภายในปี 2030 คาดว่ามูลค่าตลาด Stablecoin จะพุ่งแตะ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์
- Tokenization ในกระบวนการทำงาน: ในปี 2026 การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนจะขยายตัวจากแค่การ "เพิ่มอุปทาน" ไปสู่การใช้ใน "กระบวนการทำงานจริง" (Workflow Utility) โดยเฉพาะหุ้นและพันธบัตรที่แปลงเป็นโทเคนจะถูกนำมาใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) และการชำระดุลข้ามระบบได้อย่างไร้รอยต่อ
ภูมิทัศน์ในปี 2026 คือการ "การล้างไพ่" (Purification) ไม่ว่าจะเป็นเหรียญขยะ หรือ ล้างประวัติเหรียญ ยุคของการเก็งกำไรที่ไร้ทิศทางจบลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จริง โดยโปรโตคอล DeFi ชั้นนำสามารถสร้างรายได้รวมกันกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบชั้นได้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BNY Mellon หรือ BlackRock
ความท้าทายหลักของปี 2026 ไม่ใช่แค่การกระจายอำนาจ (Decentralization) แต่คือการวิศวกรรม "ความไว้วางใจที่ตรวจสอบได้" (Verifiable Trust) เพื่อให้ผู้บริโภคและสถาบันทั่วโลกก้าวเข้าสู่โลกคริปโตได้อย่างมั่นใจเต็มร้อย