โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

QHHRREIT เคาะเพิ่มทุนราคา 6.70 บาท รับจองล้น โชว์กำไรปี 68 โต 93% เคาะปันผล 0.18 บ.

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นางสาวรพีพรรณ บุณยรักษ์ Department Head, Product Distribution and Development ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่าย เปิดเผยว่า หลังจาก QHHRREIT เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิ์จองซื้อประเภทบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และประชาชนทั่วไปเมื่อวันที่ 23 - 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ราคาเสนอขายสูงสุด 6.70 บาทต่อหน่วย จำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 69,000,000 หน่วย หรือคิดเป็นมูลค่ารวมไม่เกิน 462,300,000 บาท เพื่อเข้าลงทุนต่ออายุสิทธิการเช่า โครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม ต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี (นับจากวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2599) นั้น

การเปิดจองซื้อครั้งนี้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการเติบโตของกองทรัสต์ อีกทั้งยังแสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในคุณภาพของทรัพย์สินที่กองเข้าลงทุนที่มีจุดเด่นในเรื่องของทำเลใจกลางกรุงเทพมหานคร โดยการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้อายุเฉลี่ยคงเหลือถ่วงน้ำหนักของสัญญาเช่าทรัพย์สิน (WALE) ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 28.6 ปี ซึ่งสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม Hospitality REIT

พร้อมกันนี้ กองทรัสต์ฯ ยังมีสัดส่วนกรรมสิทธิ์ (Freehold) ของทรัพย์สินในกรุงเทพมหานครสูงถึง 63% ภายหลังจากระดมทุน ซึ่งถือว่าเป็นอันดับ 1 เช่นกันในกลุ่ม Hospitality REIT ล่าสุดกองทรัสต์ฯ ได้ประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 (Final Price) ที่ราคา 6.70 บาทต่อหน่วย และคาดว่าจะสามารถนำหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนครั้งที่ 1 เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ภายในเดือนมีนาคมนี้

ทั้งนี้ การลงทุนเพิ่มเติมของกองทรัสต์ QHHRREIT ในโครงการเซนเตอร์ พอยต์ ชิดลม เป็นโอกาสที่น่าสนใจในช่วงดอกเบี้ยขาลง ด้วยจุดแข็งด้านทำเล Super Prime CBD บนถนนหลังสวนที่มีดีมานด์สูงแต่ที่ดินมีจำกัด โดยเข้าซื้อในราคาต่ำกว่าราคาประเมินถึงประมาณ 6.1% พร้อมกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงลูกค้าหลากหลายสัญชาติเพื่อสร้างเสถียรภาพ และบริหารงานโดยทีมมืออาชีพจาก บมจ. ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) ที่มีประสบการณ์กว่า 30 ปี ในธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์

โดยโครงการมีผลการดำเนินงานโดดเด่นด้วยอัตราเข้าพักสูงถึง 92% ในงวด 12 เดือนปี 2568 และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนปีแรกไม่ต่ำกว่า 10.8% (อ้างอิงรายงานและข้อมูลทางการเงินตามสถานการณ์สมมติสำหรับงวด 12 เดือน ช่วงเวลาประมาณการระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2570 โดยปรับปรุงสมมติฐานจำนวนหน่วยทรัสต์ที่ออกและเสนอขายเพิ่มเติมประมาณ 69 ล้านหน่วย และเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวนประมาณ 835 ล้านบาท และราคาเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมที่ 6.70 บาทต่อหน่วย) ซึ่งถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือเงินฝาก

นายสุขวัฒก์ ภวสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโสบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ฯ กล่าวว่า กองทรัสต์ QHHREIT มีผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวม 506.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 248.59 ล้านบาท หรือ 96.42% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) ปัจจัยหลักมาจากการรับรู้รายได้จากให้เช่าทรัพย์สินเต็มปีจากทรัพย์สินหลัก 4 โครงการ ภายหลังกองทรัสต์ได้รับโอนทรัพย์สินและภาระจากกองทุนฯ

รวมถึงการเข้าลงทุนเพิ่มเติมในโครงการเซนเตอร์ พอยต์ โฮเทล สีลม อีกทั้งในปี 2568 มีการเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบหลังการรีโนเวท (Major Renovation) ของโครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส ประตูน้ำ และโครงการเซนเตอร์ พอยต์ พลัส สีลม อย่างไรก็ตามแม้มีค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้นเป็น 118.44 ล้านบาท จากต้นทุนการดำเนินงานที่แปรผันตามรายได้และต้นทุนทางการเงินจากการกู้ยืมเพื่อลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มเติมและปรับปรุงสินทรัพย์ให้ทันสมัย

โดยภาพรวมผลการดำเนินงานยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ในทำเลศักยภาพได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้กองทรัสต์ฯ มีกำไรจากการลงทุนสุทธิ 387.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 187.44 ล้านบาท หรือ 93.47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY)

ทั้งนี้ QHHRREIT เตรียมจ่ายประโยชน์ตอบแทนครั้งที่ 1/2569 ในอัตรา 0.18 บาทต่อหน่วย สำหรับผลการดำเนินงานรอบปี 2568 (1 มกราคม – 31 ธันวาคม) ซึ่งทำกำไรสุทธิรวมได้ถึง 335.63 ล้านบาท ซึ่งการจ่ายปันผลในครั้งนี้เป็นการพิจารณาจากกำไรสุทธิของกองทรัสต์ฯ เพื่อให้สะท้อนขีดความสามารถในการจ่ายผลตอบแทนอย่างมีเสถียรภาพตามเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุง

รวมทั้งได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (Ex-Dividend Date) ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยในวันที่ 20 มีนาคม 2569 “ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2568 ของ QHHRREIT เติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุกมิติ โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นกว่า 96.42% และกำไรจากการลงทุนสุทธิเติบโตเกือบเท่าตัวที่ 93.47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ในทำเลศักยภาพและการรับรู้รายได้เต็มปีจากการขยายการลงทุนเพิ่มเติม รวมถึงความสำเร็จจากกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายหลังการรีโนเวทและ ตอกย้ำถึงประสิทธิภาพของกลยุทธ์การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืน” นายสุขวัฒก์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...