โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ได้คุมบริษัทเมื่อไหร่ Gen Z จะสั่งนโยบาย “ทำงานที่บ้าน” แทน RTO

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

แม้หลายบริษัทกำลังเร่งใช้คำสั่งให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ แต่ข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐฯ ชี้ว่า ชัยชนะของนโยบาย Return-to-Office (RTO) อาจเป็นเพียงกระแสช่วงสั้นๆ เพราะเมื่อผู้บริหาร Gen X และ Baby Boomer เกษียณอายุออกไป คนรุ่นมิลเลนเนียล (Gen Y) และ Gen Z ที่ขึ้นมาครองตำแหน่งบริหารแทน มีแนวโน้มหนุนการทำงานทางไกลมากกว่าอย่างชัดเจน วิจัยชี้ชัด บริษัทเกิดใหม่ที่ทีซีอีโออายุน้อย มักจะมีนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านมากกว่า

วิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ (National Bureau of Economic Research: NBER) ซึ่งได้ติดตามแบบสำรวจแรงงานสหรัฐฯ รายเดือนจำนวน 8,000 คน อายุระหว่าง 20-64 ปี ตลอดปี 2025 พบข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกันอย่างน่าสนใจ 2 ข้อ คือ

ข้อแรก คือ พนักงานในบริษัทที่ก่อตั้งใหม่ มีแนวโน้มทำงานที่บ้านมากกว่าบริษัทเก่าอย่างชัดเจน โดยบริษัทที่ก่อตั้งหลังปี 2015 มีสัดส่วนการทำงานจากที่บ้าน “เกือบ 2 เท่า” เมื่อเทียบกับบริษัทที่ก่อตั้งก่อนปี 1990

ส่วนข้อที่สอง คือ บริษัทที่มีซีอีโออายุน้อย เปิดโอกาสให้พนักงานทำงานที่บ้านมากกว่าองค์กรที่มีผู้นำอายุมากกว่า โดยรายงานข้างต้นรายงานระบุไว้ชัดเจนว่า “พนักงานในบริษัทที่ก่อตั้งใหม่ และบริษัทที่มีซีอีโออายุน้อย มีแนวโน้มทำงานจากที่บ้านมากกว่าองค์กรที่เก่าแก่หรือมีผู้นำอายุมาก”

เมื่อดูข้อมูลเชิงลึก จะเห็นแนวโน้มชัดว่า ยิ่งอายุซีอีโอลดลง จำนวนวันที่บังคับให้เข้าออฟฟิศก็ลดลงตามไปด้วย และพนักงานที่ทำงานภายใต้ผู้นำวัยยี่สิบต้น ๆ เป็นกลุ่มที่ทำงานจากที่บ้านมากที่สุด พูดอีกอย่างคือ อนาคตของการเดินทางเข้าออฟฟิศ อาจไม่ได้ขึ้นกับนโยบาย HR เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับ “ปีเกิดของผู้บริหารองค์กร” ด้วย

ชัยชนะของ RTO อาจเป็นเพียงกระแสชั่วคราว

ปัจจุบัน บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Amazon และ JPMorgan กำลังผลักดันให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศเต็มเวลา ทำให้หลายคนมองว่า ยุคทำงานที่บ้านกำลังถอยหลัง แต่ผลการศึกษานี้มองต่างออกไป นักวิจัยสรุปว่า เมื่อผู้บริหารรุ่น Baby Boomer และ Gen X ค่อยๆ เกษียณออกไป และคนรุ่นมิลเลนเนียลกับGen Z ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำแทนแล้ว ในเวลานั้น นโยบายทำงานทางไกล หรือ Remote work จะมีแนวโน้มกลับมาเป็นกระแสหลักอีกครั้ง

สำหรับใครที่ไม่อยากรอเป็นสิบปี ในรายงานยังให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ เอาไว้ชัดเจนว่า หากต้องการเพิ่มโอกาสทำงานจากที่บ้าน ควรมองหาบริษัทอายุน้อย และบริษัทที่มีผู้บริหารอายุน้อย แทนการหางานในบริษัทที่มีอายุเก่าแก่

แม้หลายบริษัทอ้างว่า การทำงานในออฟฟิศช่วยให้พนักงานรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์แบบพบหน้า แต่ทีมวิจัยชี้ว่า คนรุ่นใหม่คือกลุ่มที่ปรับตัวกับเทคโนโลยีได้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำงานทางไกลเป็นไปได้จริง

Gen Z และ Gen Y ไม่ได้มองรูปแบบการทำงานระยะไกลเป็นแค่ “สวัสดิการพิเศษ” แต่พวกเขามองเป็นวิธีทำงานปกติใหม่ในยุคนี้ไปแล้ว เพราะพวกเขาเติบโตมากับเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานที่ไหนก็ได้อย่าง Slack, Zoom และระบบทำงานผ่านคลาวด์ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ

งานวิจัยยังพบความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างผู้นำอายุน้อยกับองค์กรที่เป็นทั้ง “flexible-first” และ “digital-first” กล่าวคือ บริษัทที่เปิดรับรูปแบบการทำงานระยะไกล มักเป็นบริษัทเดียวกับที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปพร้อมกันด้วย

ผู้นำธุรกิจ เตือน บริษัทที่ไม่รับ AI จะหายไปจากตลาด

มาร์ก ดิกสัน (Mark Dixon) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท อินเตอร์เนชันแนล เวิร์กเพลซ กรุ๊ป (International Workplace Group: IWG) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นในกรุงลอนดอน ให้ความเห็นว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่พนักงานทำงานที่ไหน แต่อยู่ที่องค์กรปรับตัวกับเทคโนโลยีหรือไม่

เขามองว่า ผู้นำองค์กรควรเลิกโฟกัสว่าคนทำงานที่ไหนสักที บริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ไม่รอด ถ้าไม่ยอมรับเอา AI เข้ามาช่วยงานในบริษัท ซึ่งเมื่อใช้เทคโนโลยีมาช่วยงานแล้ว ไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ย่อมได้ผลลัพธ์เหมือนกัน

ดิกสันมองว่า บริษัทที่จะอยู่รอดในอนาคต คือบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งการทำงานแบบยืดหยุ่น การเลือกสถานที่ทำงานได้ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทีม เขาย้ำว่า “บริษัทที่ชนะคือบริษัทที่ยอมรับเทคโนโลยี เพราะพวกเขาโฟกัสที่คน ไม่ใช่แค่สถานที่”

วัฒนธรรมแบบยึดติดออฟฟิศ อาจกลายเป็นจุดอ่อนในโลก AI

อีกเสียงหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือ ไบรอัน โอเคลลี (Brian O’Kelley) ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี Scope3 ซึ่งเคยขายบริษัท AppNexus ให้กับ AT&T ในปี 2018 ด้วยมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ เขามองว่า บริษัทที่ยังยึดติดกับวัฒนธรรม “ต้องเข้าออฟฟิศ” กำลังทำร้ายตัวเอง

“บริษัทที่ดีที่สุดจะเลิกยึดติดกับการบังคับพนักงานเข้าออฟฟิศ แล้วเรียนรู้การทำงานร่วมกับทีมที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน ใครก็ตามที่ยังยึดวัฒนธรรมที่ต้องทำงานในออฟฟิศเท่านั้น กำลังทำให้องค์กรของตัวเองเสียเปรียบ”

โอเคลลีอธิบายว่า การมีทีมงานกระจายอยู่หลายโซนเวลา ไม่เพียงช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ยังบังคับให้ทีมพึ่งพาเทคโนโลยีและกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ

“ถ้าคุณสร้างวัฒนธรรมแบบทำงานทางไกลและไม่ต้องรองานทุกขั้นตอนพร้อมกัน คุณกำลังสร้างวัฒนธรรมที่ AI ช่วยเสริมทีมให้เติบโตต่อไปได้ แต่ถ้าคุณสร้างวัฒนธรรมที่ยึดออฟฟิศเป็นศูนย์กลาง คุณไม่ได้สร้างระบบองค์กรที่พร้อมสำหรับ AI เลย”

การทำงานที่บ้านจะกลับมาไหม? คำตอบอยู่ที่ผู้บริหารรุ่นถัดไป

แม้สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันและตลาดแรงงานที่แข่งขันสูง ทำให้องค์กรมีอำนาจต่อรองมากพอจะเรียกพนักงานกลับเข้าออฟฟิศ แต่แนวโน้มระยะยาวอาจต่างออกไป เมื่อผู้นำรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาบริหารแทนคนรุ่นก่อน ซึ่งพวกเขามักให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและเทคโนโลยี AI อย่างมาก คราวนี้เมื่อวันนั้นมาถถึง การทำงานจากที่บ้านอาจไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป

ในระยะสั้น นโยบายเข้าออฟฟิศอาจยังเดินหน้า แต่ในระยะยาว ทิศทางการทำงานอาจขึ้นอยู่กับว่า ใครคือคนที่ได้นั่งเก้าอี้ผู้บริหารในอีก 10 ปีข้างหน้า และหากดูจากข้อมูลฉากทัศน์ในวันนี้ ก็คงต้องยอมรับกันแล้วล่ะว่า Gen Z มีคำตอบของพวกเขาไว้แล้วว่าอยากจะบริหารงานด้วยวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน

อ้างอิง: Fortune, Inc.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...