โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ดิลลิป’ ซีอีโอไมเนอร์ฯ กับโมเดล ‘Asset-Light’ แรงส่งกำไรพุ่ง 21%

The Bangkok Insight

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MINT ภายใต้การกุมบังเหียนของ "ดิลลิป ราชากาเรีย" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT โชว์กำไรพุ่ง 21% ในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 16% สำหรับงวดเต็มปี 2568

การเติบโตของผลกำไรดังกล่าว ตอกย้ำคุณภาพกำไรความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และการขยายธุรกิจด้วยโมเดล Asset-Light ของ ไมเนอร์ และสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่หลากหลาย และการดำเนินงานอย่างมีวินัย

ไมเนอร์

ทั้งนี้ ไมเนอร์ รายงานผลประกอบการปี 2568 ด้วยตัวเลขรายได้รวม 165,804.71 ล้านบาท กำไรสุทธิ จากการดำเนินงาน 9,700 ล้านบาท โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่พบว่า กำไรเพิ่มขึ้นถึง 21% เป็น 3,472 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการด้านการเดินทางทั่วโลกที่ยังคงแข็งแกร่งในตลาดหลัก กลยุทธ์ด้านราคาและการขายที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจโรงแรม

นอกจากนี้ ยังรวมถึงนวัตกรรมสินค้าและการขยายเครือข่ายร้านอาหารอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำกำไร อีกทั้งวินัยด้านต้นทุนและการบริหารเงินทุนเชิงรุก ช่วยแปลงการเติบโตของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น และเสริมความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลายของ MINT และความสามารถในการแปลงโมเมนตัมของรายได้ให้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูงขึ้น

เราก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความชัดเจนของการเติบโต ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น และแรงส่งที่เร่งตัวของกลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light

ซีอีโอ MINT ขยายความว่า กลยุทธ์การขยายธุรกิจแบบ Asset-Light คือ การมุ่งขยายธุรกิจภายใต้โมเดลที่ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Asset-light Model) หรือรับบริหารเป็นหลัก ทั้งในส่วนของ ไมเนอร์ ฟู้ด แลไมเนอร์ โฮเทลส์ ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่สร้างสถิติใหม่ของการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมและสัญญา Master Agreement สำหรับการขยายโรงแรมในหลายโครงการควบคู่กับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences)

ปัจจุบันโครงการที่พักอาศัยหลายแห่งได้ถูกวางไว้ เพื่อสนับสนุนรายได้ประจำในระยะยาว โดยคาดว่ายอดขายจากโครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3,000 ล้านบาท อยู่ในระดับมากกว่า 50% แล้ว และมีกำหนดส่งมอบครบในปี 2569 ซึ่งจะช่วยสร้างกระแสเงินสดเพิ่มเติมให้กับบริษัท

ในส่วนของ ไมเนอร์ ฟู้ด ยังเห็นโอกาสการขยายธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย จากแบรนด์ที่ขยายตัวได้ดีและความต้องการแฟรนไชส์ที่สูง เรายังคงมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างมีวินัย ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน และการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

มเนอร์ โฮเทลส์ รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนโตต่อเนื่อง

กำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในยุโรป ประเทศไทย และมัลดีฟส์ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขายยูนิตในโครงการที่พักอาศัย สำหรับปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 32% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงิน (reported net profit) เพิ่มขึ้น 38%

  • ยุโรปและอเมริกา

รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เติบโต 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเพิ่มขึ้นของอัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) 4% จากการบริหารราคาอย่างมีวินัยและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งทั้งจากกลุ่มนักท่องเที่ยวและลูกค้าองค์กร ยุโรปกลางและอิตาลีได้รับแรงหนุนจากการเดินทางเพื่อธุรกิจและกิจกรรมการเดินทางเพื่อธุรกิจ การประชุม สัมมนา และนิทรรศการ (MICE) ขณะที่สเปนและกลุ่มประเทศเบเนลักซ์มีการเติบโตทั้งจากการเดินทางเพื่อธุรกิจและสันทนาการ

  • ประเทศไทย

รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เพิ่มขึ้นโดดเด่นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับเพิ่มของอัตราราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) หลังการปรับปรุงโรงแรมหลัก และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวรีสอร์ต

  • มัลดีฟส์

รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (RevPar) เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดต้นทางที่หลากหลาย อาทิ รัสเซีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ในไตรมาสที่ผ่านมา การขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดโรงแรมใหม่ ในตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และโอเชียเนีย ควบคู่กับการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมมากกว่า 10 แห่ง ซึ่งรวมถึงการเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา การขยายธุรกิจเพิ่มเติมในประเทศจีน ประเทศไทย ประเทศอินเดีย และประเทศออสเตรเลีย การเปิดตัวแบรนด์ Colbert Collection ในสหราชอาณาจักร และโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residences) แบบสแตนด์อโลนแห่งแรกของ MINT ในตะวันออกกลาง

ธุรกิจ Branded Residences กำลังก้าวขึ้นเป็นกลไกการเติบโตที่มีอัตรากำไรสูง โดยปัจจุบันประมาณ 20% ของโครงการในแผนการพัฒนา (Pipeline) ของโรงแรมมีองค์ประกอบของที่พักอาศัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุนและสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีความสม่ำเสมอในระยะยาว

การเติบโตของโครงการในแผนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้ ตอกย้ำการเปลี่ยนผ่านของ MINT สู่โครงสร้างรายได้แบบ Asset-Light และ Fee-based มากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มผลตอบแทนจากเงินลงทุน พร้อมลดความเข้มข้นของการใช้เงินทุนในงบดุล

ไมเนอร์ ฟู้ด โมเมนตัมแฟรนไชส์-การเติบโตระดับภูมิภาค

ในส่วนของ ไมเนอร์ ฟู้ด พบว่ากำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับ ปีก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากการปรับปรุงผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในประเทศออสเตรเลียและจีน ภายหลังการดำเนินกลยุทธ์ด้านแบรนด์และการบริหารจัดการร้านอย่างตรงจุด สำหรับปี 2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5% ขณะที่กำไรสุทธิตามงบการเงินเพิ่มขึ้น 19%

พอร์ตธุรกิจร้านอาหารของ MINT ยังคงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโอกาสการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านโมเดลแฟรนไชส์และ Asset-Light

จุดเด่นสำคัญ

  • การพัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ GAGA, Burger King
    และ Bonchon ช่วยสนับสนุนจำนวนลูกค้าและยอดขายสาขาเดิม
  • การเปิดตัวบุฟเฟต์เพื่อสุขภาพและสลัดบาร์รูปแบบขยายของ Sizzler Thailand ในกรุงเทพฯ
    มอบประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมียมตลอดทั้งวัน
  • การเปิดร้านใหม่ 32 สาขาในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยส่วนใหญ่มาจากแฟรนไชส์ Bonchon, GAGA และ Dairy Queen ในประเทศไทย รวมถึงการเปิดร้าน GAGA และ Dairy Queen ในประเทศอินโดนีเซีย
  • การนำแบรนด์ Poulet เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์มธุรกิจในภูมิภาค

ความสนใจจากพันธมิตรแฟรนไชส์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความแข็งแกร่งของแบรนด์โมเดลธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยในระดับที่ดีของร้านที่น่าสนใจ และระบบการดำเนินงานที่พิสูจน์แล้ว โดยอินโดนีเซียเริ่มก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน MINT ได้เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอินเดีย ผ่านการเปิดร้านภายใต้แบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder

บุคลากรและแพลตฟอร์ม เครื่องยนต์การดำเนินงานระดับโลก

เบื้องหลังความสำเร็จของ MINT คือทีมงานระดับโลกที่ดำเนินงานในกว่า 65 ประเทศ การลงทุนอย่างต่อเนื่องในศักยภาพผู้นำ มาตรฐานแบรนด์ ระบบดิจิทัล และความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ช่วยเสริมความสามารถในการขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในทุกภูมิภาคและทุกแบรนด์

แพลตฟอร์มของ MINT เอื้อต่อการบูรณาการสัญญาบริหารโรงแรมใหม่ (new management contracts) อย่างรวดเร็ว การสนับสนุนแฟรนไชส์อย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งมอบประสบการณ์ที่สม่ำเสมอแก่ลูกค้า และผู้เข้าพักในทุกตลาด ซึ่งถือเป็นความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการเร่งการเติบโตสู่โมเดล Asset-Light

ขณะเดียวกัน ความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ระยะยาวของ MINT ทั้งในธุรกิจไมเนอร์ โฮเทลส์ และไมเนอร์ ฟู้ด บริษัทเดินหน้าดำเนินโครงการด้านประสิทธิภาพพลังงาน การลดของเสีย การจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

โครงการเหล่านี้ไม่เพียงสนับสนุนผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความสามารถในการปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...