ชี้เป้า “อุตสาหกรรมเกษตร” เครื่องยนต์หลักส่งอออกโตต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยสถิติการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทย ปี 2568 มีมูลค่ารวม 52,072.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,709,075 ล้านบาท) โดยในภาพรวมหดตัวเล็กน้อยที่ 0.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสินค้าเกษตรหดตัว 4.1%
ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว 4.1% เติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนศักยภาพของไทยในการปรับตัวจากการขายวัตถุดิบสู่สินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยมีสถิติสำคัญแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ 1: การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ไทยส่งออกเป็นมูลค่า 24,381.0 ล้านเหรียญสหรัฐ (799,950 ล้านบาท) ขยายตัว 4.1% โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1. อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป มูลค่า 3,811.9 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 15.63% ของมูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร 2. อาหารสัตว์เลี้ยง 3,276.3 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 13.44% 3. ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ 3,155.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.94% 4.น้ำตาลทราย 2,680.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 11.00% และ 5. ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 2,455.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 10.07% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 63.08% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด
ขณะที่ตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1. สหรัฐฯ มูลค่า 3,771.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 15.47% ของมูลค่าส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร 2. จีน 1,818.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 7.46% 3. ญี่ปุ่น 1,677.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.88% 4. อินเดีย 1,541.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.32% และ 5. เมียนมา 1,237.1 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 5.07% รวม 5 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วน 41.20% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมด
ด้านสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก (พิจารณาจากสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 20 อันดับแรก)1. กากน้ำตาล ขยายตัว 48.0% 2. ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ 41.9% 3. โกโก้และของปรุงแต่ง 27.4% 4. ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ 17.9% และ 5. ผลไม้กระป๋องและแปรรูป 15.8%
ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงสุด 5 อันดับแรก (พิจารณาจากสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 20 อันดับแรก) 1. เนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ หดตัว 13.6% 2. เครื่องดื่ม 4.0% 3. ซุปและอาหารปรุงแต่ง 3.8% 4. นมและผลิตภัณฑ์นม 3.3% และ 5. อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป 0.9%
สำหรับตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก (พิจารณาจากตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรสูงสุด 20 อันดับแรก) 1. อินเดีย ขยายตัว 53.5% 2. ฟิลิปปินส์ 21.4% 3. อินโดนีเซีย 18.0% 4. เมียนมา 15.6% และ 5. เนเธอร์แลนด์ 12.8%
ขณะที่ตลาดส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงสุด 5 อันดับแรก (พิจารณาจากตลาดที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรสูงที่สุด 20 อันดับแรก) ได้แก่ 1. กัมพูชา หดตัว 30.6% 2. จีน 21.2% 3.สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 11.3% 4. ญี่ปุ่น 2.4% และ 5.สิงคโปร์ 1.9%
ส่วนที่ 2: การส่งออกสินค้าเกษตร (สินค้ากสิกรรม สินค้าปศุสัตว์ และสินค้าประมง) ปี 2568 ไทยเผชิญความท้าทายแต่ยังมีโอกาสในสินค้าเฉพาะกลุ่ม โดยการส่งออกสินค้าเกษตรมีมูลค่า 27,691.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (909,125 ล้านบาท) หดตัว 4.1% หลังจากขยายตัวต่อเนื่อง 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2564 - 2567) โดยสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1. ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง มูลค่า 6,507.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 23.50% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร 2.ยางพารา 5,013.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 18.10% 3.ไก่ (สดแช่เย็นแช่แข็ง และแปรรูป) 4,588.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 16.57% 4. ข้าว 4,516.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 16.31% และ 5. ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 2,888.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 10.43% รวม 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 84.91% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด
ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรก คือ 1.จีน มูลค่า 10,535.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 38.05% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตร 2.ญี่ปุ่น 3,389.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 12.24% 3. สหรัฐฯ 1,779.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 6.43% 4. มาเลเซีย 1,280.8 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.63% และ 5. สหราชอาณาจักร 1,036.0 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 3.74% รวม 5 อันดับแรก มีสัดส่วน 65.08% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด
สำหรับสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรก (พิจารณาจากสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด 20 อันดับแรก) ได้แก่ 1. พืชน้ำมัน ขยายตัว 121.1% 2. ข้าวโพด 41.1% 3. เครื่อ.เทศและสมุนไพร 37.2% 4. เมล็ด ผลและสปอร์ ชนิดที่ใช้ในการเพาะปลูก 13.7% และ 5. กล้วยไม้ 12.9% โดยสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ข้าว หดตัว 30.0% 2. ปลาสด แช่เย็นแช่แข็ง 8.6% 3. ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง 8.2% 4. เนื้อปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง 6.2% และ 5. ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง หดตัว 0.1%
ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกขยายตัวสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1. เมียนมา ขยายตัว 61.9% 2. เวียดนาม 53.9% 3. เนเธอร์แลนด์ 24.5% 4. สปป.ลาว 19.8% และ 5. แคนาดา 17.0% โดยตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. อินโดนีเซีย หดตัว 68.1% 2. ฟิลิปปินส์ 46.6% 3. อิรัก 29.5% 4. แอฟริกาใต้ 23.2% และ 5. ไต้หวัน 11.3%
ทั้งนี้ภาพรวมปี 2568 แม้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยจะหดตัวที่ 4.1% หลังจากขยายตัวต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรกลับขยายตัวได้ถึง 4.1% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนว่า สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรได้ก้าวขึ้นมาเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ของภาคเกษตรไทยในปีนี้ โดยมีสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ รวมถึงสิ่งปรุงรสอาหาร
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนโอกาสของไทยในการเร่งส่งเสริมการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งปรับบทบาทจากการส่งออก “วัตถุดิบ” ไปสู่สินค้า “มูลค่าเพิ่ม” มากขึ้น
สำหรับตลาดส่งออก จีนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหลักของไทย คิดเป็นสัดส่วน 23.72% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แม้มูลค่าการส่งออกไปจีนหดตัวที่ 0.2% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนสัญญาณความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักเพียงตลาดเดียว ขณะเดียวกัน ยังพบสัญญาณเชิงบวกจากตลาดดาวรุ่งอย่างอินเดีย ซึ่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรของไทยขยายตัวสูงถึง 53.5% และขยับอันดับขึ้นมาเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 4 ของไทย (อยู่ในอันดับ 8 ในปี 2567) โดยมีสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ (ขยายตัว 68.3%) อาหารสัตว์เลี้ยง (ขยายตัว 11.5%) และสิ่งปรุงรสอาหาร (ขยายตัว 21.1%)
นอกจากนี้ ยังพบภาพตลาดที่เติบโตสวนทางอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งแม้การส่งออกสินค้าเกษตรจะหดตัวสูงจากสินค้าหลักหลายรายการ แต่การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรกลับขยายตัวได้ต่อเนื่อง จึงควรเร่งส่งเสริมศักยภาพในการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
ด้านโครงสร้างสินค้าเกษตรส่งออก พบว่า สินค้าเกษตรโภคภัณฑ์หลักของไทยเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยข้าว ซึ่งเคยเป็นสินค้าเกษตรส่งออกมูลค่าสูงอันดับที่ 2 ในช่วงปี 2566–2567 ลดอันดับลงมาอยู่ที่อันดับที่ 4 ในปีนี้ และมีมูลค่าการส่งออกหดตัวถึง 30.0% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ซึ่งเคยอยู่อันดับที่ 5 ก็หดตัวเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย และตอกย้ำ
ความจำเป็นในการเร่งปรับโครงสร้างการส่งออก ยกระดับสินค้าเกษตรหลักให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดเฉพาะ (Niche Market) ควบคู่กับการลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านปริมาณเป็นหลัก เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว
อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยจะหดตัวเล็กน้อยที่ 0.4% แต่พบสัญญาณบวกที่สำคัญจากการปรับตัวของสินค้าไทยสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่ยังคงขายตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนถึงทิศทางการยกระดับโครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทย ทั้งนี้ ควรเร่งผลักดันสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์เทรนด์ตลาดโลกควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงด้านสินค้าและตลาด (Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างภูมิคุ้มกันให้ภาคเกษตรไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงในเวทีการค้าโลก