โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"สีหศักดิ์" ซัดกัมพูชากลางเวที HRC - ยืนยันไม่เคยยึดดินแดน

NATIONTV

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมระดับสูง พร้อมกล่าวถ้อยแถลงการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ HRC สมัยที่ 61 ในห้วงการเดินทางเยือนกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และนครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยได้ตอบโต้การกล่าวถ้อยแถลงของนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กล่าวหาประเทศไทย ต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ตนได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในช่วงเวลาที่สำคัญของการทบทวนการทำงานของคณะมนตรีฯ ตนยังระลึกถึงการประชุมอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงเทพฯ ที่ผู้เข้าร่วมได้สนทนากันอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา แม้ในครั้งนั้น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถทำงานข้ามกลุ่มภูมิภาคและกลุ่มทางการเมือง เพื่อให้มั่นใจว่า คณะมนตรีฯ จะสามารถปฏิบัติตามอาณัติของตนใน การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสำหรับทุกคนได้ดียิ่งขึ้น

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า ในขณะที่เรากำลังเผชิญกับความท้าทายต่อระบบพหุภาคีในปัจจุบัน เราจำเป็นต้องคิดและดำเนินงานร่วมกัน เนื่องจากความสำเร็จและประสิทธิผลของคณะมนตรีฯ มิได้วัดจากจำนวนข้อมติที่เรารับรอง แต่จากการที่งานของเราสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ได้ ความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันปรากฏในหลากหลายรูปแบบ โดยหนึ่งในภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตข้ามชาติ หลายล้านคนทั่วโลกต้องตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมดังกล่าว เหยื่อการค้ามนุษย์ถูกกักขังในศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวง โดยเผชิญกับการบังคับข่มขู่ ความรุนแรง และถูกบังคับให้กระทำความผิด สิ่งที่เรากำลังเผชิญคือเครือข่ายหลอกลวงในระดับอุตสาหกรรมที่ได้กลายเป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนระดับโลก ขบวนการเหล่านี้สามารถขยายตัวได้เนื่องจากการขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่เป็นฐานปฏิบัติการของขบวนการดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงและอยู่ในแนวหน้าของความพยายามระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และเราจะสานต่อการส่งเสริมความร่วมมือระดับโลกเพื่อถอนรากถอนโคนเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ การเพิ่มประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ ยังหมายถึงการประกันว่า เราจะไม่ใช้เวลาของคณะมนตรีฯ ไปกับประเด็นทวิภาคี ซึ่งมีเวทีอื่น ๆ ที่เหมาะสมเพื่อหารือในประเด็นดังกล่าว

นายสีหศักดิ์ เปิดเผยว่า เดิมตนตั้งใจจะกล่าวถึงความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนและงานสำคัญของคณะมนตรีฯ ให้มากกว่านี้ แต่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมีความจำเป็นที่จะต้องตอบโต้ถ้อยแถลงที่ห่างไกลจากความเป็นจริงของผู้แทนกัมพูชาที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ แทนที่จะมีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพ ตามที่ฝ่ายกัมพูชา มักกล่าวอ้างว่าปรารถนาอย่างยิ่งยวด กลับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ฝ่ายกัมพูชาได้เลือกที่จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ร้ายผ่านข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงและวาทกรรมที่บิดเบือนครั้งแล้วครั้งเล่า หากจะกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา เราจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรตั้งแต่แรก

นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า ความเป็นจริงคือ ความตึงเครียดเกิดขึ้นหลังการรุกล้ำดินแดนที่เกิดขึ้นเป็นเวลาหลายปีและการยั่วยุ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประหนึ่งมีเจตนาทดสอบความอดกลั้นและความมุ่งมั่นของประเทศไทย การกระทำที่ยั่วยุเช่นนี้ยังรวมถึงความพยายามที่จะแทรกแซงการเมืองภายในของไทยด้วย ด้วยสาเหตุเหล่านี้ ความตึงเครียดได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่การโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมายและ การเสียชีวิตของพลเรือน ซึ่งเป็นโศกนาฎกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศ ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเพียงเจตนาดีต่อประเทศเพื่อนบ้าน เราได้ให้ที่พักพิงแก่ผู้ที่หลบหนีจากความขัดแย้ง และสนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึง การฟื้นฟูประเทศภายหลังสงครามกลางเมืองในกัมพูชา เราไม่เคยมีเจตนาในการเผชิญหน้า เพราะเราตระหนักดีว่า สันติภาพของไทยและสันติภาพของกัมพูชาไม่อาจแยกจากกันได้ ในวันนี้ การหยุดยิงได้เกิดขึ้น และควรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำไปสู่การฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจและ การก้าวไปข้างหน้าในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี

นายสีหศักดิ์ ระบุว่า อย่างไรก็ดี แทนที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างความปรองดอง กัมพูชากลับยังคงนำประเด็นความขัดแย้งไปสู่เวทีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการบั่นทอนโอกาสในการสร้างสันติภาพ ข้อกล่าวหาของกัมพูชาคือ ไทยกำลังยึดครองดินแดน แต่ในความเป็นจริงคือ ทั้งสองฝ่ายได้เจรจา และตกลงร่วมกันแล้วให้กองกำลังของแต่ละฝ่ายตั้งอยู่ในฐานที่มั่นเดิมในขณะที่มีการหยุดยิง จนกว่าจะมีการแก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจา สิ่งที่เราต้องการในขณะนี้คือ การลดระดับความตึงเครียดและไม่ปลุกเร้าความรู้สึกของสาธารณชน ทว่าภายหลังการหยุดยิง กลับยังคงมีการยั่วยุที่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ทหารไทยยังคงประสบเหตุจากทุ่นระเบิด และยังมีการยิงข้ามพรมแดนเกิดขึ้น แม้กระทั่งในวันนี้ ผมขอสร้างความกระจ่างว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นต่อการเจรจา ขณะเดียวกัน เราก็มีหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนของเราโดยปราศจากเงื่อนไข ดังนั้น ผมขอถามไปยังผู้แทนกัมพูชาอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านจะเลือกเส้นทางแห่งสันติภาพ หรือเส้นทางแห่ง ความตึงเครียดและความขัดแย้งต่อไป ซึ่งย่อมนำไปสู่ความสูญเสียและความทุกข์ยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายสีหศักดิ์ ย้ำว่า ทางเลือกของประเทศไทยนั้นชัดเจนมาตั้งแต่ต้น โดยขึ้นอยู่กับกัมพูชาที่จะตัดสินใจว่า จะก้าวเดินไปข้างหน้าร่วมกับเราหรือไม่ เพราะเราทุกฝ่ายต่างมีคำมั่นต่อประชาชนของเรา ซึ่งสันติภาพมิได้หมายถึงเพียงการปราศจากความขัดแย้งระหว่างรัฐเท่านั้น แต่สันติภาพที่แท้จริงเริ่มต้นจากภายในประเทศ สิทธิมนุษยชนจะเจริญงอกงามได้ก็ต่อเมื่อมีการเคารพหลักนิติธรรมและภาวะผู้นำที่มีความรับผิดรับชอบ เมื่อประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ในสังคมที่เปิดกว้างและเสรี และที่สำคัญที่สุด เมื่อมีการเคารพ สิทธิมนุษยชนของทุกคนอย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...