โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกกระบวนการมองอนาคตจาก The Strategist ที่ช่วยให้คุณมีแผนสำรองในทุกการตัดสินใจ

Capital

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พูดเรื่อง ‘เทรนด์’ ว่าปีหน้าอะไรจะมา? อะไรกำลังฮิต? แต่เชื่อไหมว่าการรู้แค่เทรนด์บางทีก็เหมือนเราเห็นคนอื่นแห่ซื้อหุ้นตัวไหนเราก็ซื้อตาม หรือเห็นใครเปิดร้านกาแฟก็เปิดบ้าง สุดท้ายก็อาจจะเจ๊งได้เหมือนกัน สิ่งสำคัญจึงคือการเตรียมพร้อมรับมืออนาคตมากกว่า

The Strategist ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการทำ Marketing Transformation ก่อตั้งโดย ‘บี–สโรจ เลาหศิริ’ เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนเทรนด์ให้กลายเป็นกลยุทธ์ที่จับต้องได้จริง จึงแนะนำว่าแทนที่จะโฟกัสไปที่ Trend ที่เหมือนการดูพยากรณ์อากาศ ให้มาทำการ Foresight หรือก็คือการเตรียมร่มหรือเสื้อกันฝน เพื่อให้เวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทั้งตัวเราและธุรกิจจะได้มีทางหนีทีไล่

Strategic Foresight คืออะไร?

เครื่องมือวิเคราะห์กลยุทธ์ทั่วไป เช่น SWOT, PESTEL, และ Five Force มักจะใช้ข้อมูลย้อนหลัง ซึ่งเหมาะสมกับการวางแผนปีต่อปีแต่ไม่เพียงพอในยุคปัจจุบัน กลับกัน Strategic Foresight เป็นการมองไปข้างหน้า ใช้ในการจับ อ่าน และมุ่งเน้นไปที่เทรนด์ที่กำลังจะเข้ามา ปัญหา หรือสัญญาณที่ต้องจับตาดู ช่วยในการวางสถานการณ์จำลอง เพื่อทดสอบกลยุทธ์ปัจจุบันและคิดค้นนวัตกรรมที่พร้อมรองรับอนาคต ใช้สำหรับการวางกลยุทธ์ระยะยาว 3-10 ปีข้างหน้า การสร้างสรรค์นวัตกรรม การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต

5 ขั้นตอนอ่านอนาคต แบบ Strategic Foresight ฉบับเข้าใจง่าย

1. Framing ตั้งคำถาม: ตั้งคำถามที่ชัดเจนเกี่ยวกับความท้าทายทางธุรกิจและอนาคตที่ต้องการสำรวจ เพื่อไม่ให้การหาข้อมูลเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ เช่น จะเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจค้าปลีก หากกำลังซื้อหลักอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ

2. Scanning สแกนเทรนด์: มองหาเทรนด์และสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับคำถามที่ตั้งไว้ โดยใช้กรอบแนวคิดเช่น DESTEP นั่นคือ Demographic ผู้คน , Economic เศรษฐกิจ, Social สังคม , Technological เทคโนโลยี, Environmental สิ่งแวดล้อม, Political การเมือง

3. Foresighting วางสถานการณ์จำลอง: สร้างภาพอนาคตที่เป็นไปได้จากเทรนด์ที่สแกนมา โดยการรวมเทรนด์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเพื่อสร้างสถานการณ์ที่หลากหลาย ทั้งสถานการณ์ที่ดีที่สุด สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เช่น ถ้าเศรษฐกิจแย่ รายได้ลด เราจะลดรายจ่ายตรงไหน หรือถ้าเทรนด์ที่ตอบโจทย์กับธุรกิจของเราเกิดขึ้นจริงๆ เราจะคว้าโอกาสนั้นยังไงให้เร็วกว่าคู่แข่ง

4. Strategic Options เตรียมทางหนีทีไล่: คิดค้นและเลือกทางเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละฉากที่สร้างขึ้น และทำการทดสอบว่ากลยุทธ์ไหนทำได้ทันทีหรือเป็นทางเลือกสำหรับอนาคต

5. Action ลงมือทำและคอยสังเกต: แปลงกลยุทธ์ที่เลือกเป็นแผนปฏิบัติงาน พร้อมกระบวนการติดตามสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

Case Study ในวันที่เกิดโควิด-19

ในวันนั้นมีคนด้วยกันหลายแบบ แบบแรกคือคนที่ทำตามเทรนด์คือเห็นคนขายออนไลน์ดี ก็ทุ่มเงินทั้งหมดไปจ้างทำแอพ ทำระบบออนไลน์ 100% เพราะคิดว่าคนจะอยู่บ้านตลอดไป คนกลุ่มที่สองหรือคนที่ใช้การมองอนาคต จะตั้งคำถามว่าถ้าวันหนึ่งโควิด-19 จบไปแล้ว สถานการณ์จะเป็นอย่าไง

คนกลุ่มที่สองคงไม่ลงเงินก้อนสุดท้ายไปกับการทำแบบคนกลุ่มแรก แต่อาจจะสแกนเพื่อดูว่าวัคซีนกำลังมา ซึ่งนับเป็นสัญญาณว่าเทรนด์ที่คนเข้าใจอาจเปลี่ยนได้ เขาเลยไม่ทุ่มเงินไปกับช่องทางออนไลน์หมด แต่แบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้รีโนเวทหน้าร้าน หรือเตรียมจัดทัวร์ท่องเที่ยวรอไว้เลย พอเมืองเปิดปุ๊บ คนกลุ่มที่สองจะมีโอกาสเพราะคนแห่ออกมาเที่ยวและใช้ชีวิตนอกบ้าน ในขณะที่คนกลุ่มแรกอาจจะติดกับระบบออนไลน์ที่ลงทุนไปมหาศาล

หรือที่เห็นเป็นรูปธรรมก็เช่น ช่วงโควิด-19 Zoom เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ไม่ได้วางแผนสำหรับสถานการณ์ที่โลกกลับมาสู่ภาวะปกติหรือการแข่งขันจากแพลตฟอร์มอื่น เช่น Microsoft Teams ทำให้การเติบโตชะลอตัวลง หรือ Nike ที่ทุ่มลงทุนกับ Digital Sales อย่างมาก ลดการสนับสนุนร้านค้าปลีกซึ่งเป็นช่องทางที่กลับมามีความสำคัญเมื่อโลกกลับสู่ปกติ ทำให้คู่แข่งอย่าง New Balance เข้ามาแทนที่ได้

แล้วเราต้องให้ความสำคัญกับเทรนด์ไหนดีล่ะ

1. เรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นชัวร์และต้องทำทันที: กลุ่มนี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอนและส่งผลกระทบกับเราอย่างรุนแรง เช่น สังคมผู้สูงอายุที่เราเห็นตัวเลขชัดเจนว่าเพิ่มขึ้นทุกปีและกระทบกับแทบทุกธุรกิจ สิ่งที่องค์กรหรือเราต้องทำคือเลิกตั้งคำถามว่ามันจะมาจริงไหม แต่ต้องรีบนำเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในแผนงานหลักและลงมือทำตั้งแต่วันนี้

2. เรื่องใหญ่ที่ต้องเตรียมแผนสำรอง กลุ่มนี้คือเรื่องที่มีผลต่อโลกแน่ๆ แต่ปัญหาคือเรายังเดาทางไม่ถูกว่ามันจะออกหน้าไหน ให้มองว่าเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ที่มีความผันผวนสูง เช่น กฎหมายควบคุม AI ที่ถ้าออกมาเข้มงวดธุรกิจอาจต้องปรับตัวขนานใหญ่ แต่ถ้าปล่อยเสรีธุรกิจก็อาจจะพุ่งได้ เราเตรียมทางหนีทีไล่ไว้หลายๆ ทาง

3. เรื่องที่มาแน่แต่มีไว้ให้เราทันคนอื่นกลุ่มนี้คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นจริงและเห็นชัดๆ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบถึงขั้นเป็นตายกับธุรกิจ ให้มองว่าเป็นของตกแต่งที่ช่วยเสริมให้เราดูทันสมัยและเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เช่น พฤติกรรมการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อปลอบใจตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่มาแน่แต่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างหลักของบริษัทเรา แผนรับมือที่เหมาะสมคือการหยิบมาใช้เสริมกลยุทธ์การตลาด เช่น ทำโปรโมชั่นสั้นๆ หรือปรับวิธีสื่อสารให้ตรงใจคนมากขึ้น โดยไม่ต้องถึงขั้นรื้อระบบใหญ่เพื่อมารองรับเรื่องนี้ครับ

4. สัญญาณเล็กๆ ที่ต้องจ้องไว้อย่าให้คลาดสายตา กลุ่มนี้คือสัญญาณแปลกๆ ใหม่ๆ ที่คนเริ่มพูดถึงแต่ยังดูเป็นเรื่องไกลตัวและยังไม่รู้ว่าจะหมู่หรือจ่า ให้มองว่าเป็นม้ามืดที่ดูเหมือนไม่มีพลังในวันนี้แต่อาจจะโตมาเปลี่ยนโลกในวันหน้า เช่น ข่าวช่วงแรกๆ ของ ChatGPT ที่ตอนแรกคนคิดว่าเป็นแค่แชตบอตขำๆ สิ่งที่ต้องทำคือการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าสัญญาณเหล่านี้เริ่มขยายวงกว้างขึ้นเมื่อไหร่ มันอาจจะขยับขึ้นมากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ถ้าเราไหวตัวทันก่อนคนอื่น เราก็จะมีโอกาสชนะสูงมาก

การมองอนาคตไม่ใช่เรื่องของนักธุรกิจอย่างเดียว แต่คือการไม่ประมาทกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แค่ลองตั้งคำถามบ่อยๆ สังเกตสิ่งรอบตัว และเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปทางไหน เราก็จะเป็นคนที่รอดและรุ่งอยู่เสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...