เปิดคำพิพากษา ประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์ พยานร้านข้าวมันไก่ให้การมัด หลักฐานโอนเงินชัด
เปิดคำพิพากษา ประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์ พยานร้านข้าวมันไก่ให้การมัด หลักฐานโอนเงินชัด ชี้พฤติการณ์ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ก่อนลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีแอมไซยาไนด์ หมายเลขดำ อ.77/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง นางสรารัตน์ หรือแอม ไซยาไนด์ เป็นจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น
โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2566 เวลากลางวันจำเลยได้ วางแผนตระเตรียมการ โดยได้ใส่สารพิษไซยาไนด์ ปลอมปนในอาหาร ยาหรือเครื่องดื่มให้ พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ หรือสารวัตรปู ดื่ม รับประทาน หรือเสพสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีใด ไม่ปรากฏชัดในปริมาณมาก จนพอเป็นเหตุให้ พ.ต.ต.หญิงนิภา ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อเอาไว้ผลประโยชน์ของจำเลย ที่จำเลยได้กระทำผิดฐานฉ้อโกงไว้ต่อผู้ตาย ทั้งนี้เพื่อปกปิดความผิดของจำเลยเอง เหตุเกิดที่ ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ผู้ตายรับราชการเป็นตำรวจ อยู่ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และทุกวันหยุดจะกลับบ้านที่นครปฐม เพื่อมาหามารดา และมีความต้องการจะกลับมารับราชการที่บ้านเกิด เพื่อดูแลแม่ที่มีอาการป่วยหลายโรค
วันเกิดเหตุ พยานหลักฐานบ่งชี้ว่าจำเลยและผู้ตายนัดพบกันที่ร้านข้าวมันไก่ ใกล้เคียงกับองค์พระปฐมเจดีย์ พยานที่ทำงานร้านข้าวมันไก่เบิกความว่า ผู้ตายกับจำเลยไปเข้ามารับประทานอาหารในร้าน ระหว่างเสิร์ฟน้ำเห็นจำเลยนั่งอยู่คนเดียว และผู้ตายไปเข้าห้องน้ำ โดยจำเลยจะเป็นคนรินน้ำใส่แก้วทั้ง 2 ใบ ก่อนที่ผู้ตายจะเดินกลับมาและทานอาหารร่วมกัน จากนั้นผู้ตายสั่งข้าวมันไก่กลับบ้าน 3 ห่อ ตรงกับที่แม่ของผู้ตายเบิกความว่าวันเกิดเหตุลูกสาวโทรมาบอกว่าไม่ต้องทำกับข้าว ได้ซื้อข้าวมันไก่มาให้แล้ว
หลังจากผู้ตายออกจากร้านไปได้ไม่นาน ผู้ตายเป็นลมล้มลงก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ภายหลังจากการชันสูตร พบแพทย์ระบุว่าพบสารไซยาไนด์ภายใน และร่างกายผู้ตาย โดยพบในกระเพาะและปัสสาวะ จึงเชื่อว่าผู้ตายถูกวางยาไม่นาน ก่อนเสียชีวิต
จำเลยกล่าวอ้างว่าในวันเกิดเหตุตนเองขับรถไปซื้ออาหารใกล้เคียงกับตลาดแถวนั้น ก่อนที่ในช่วงเย็น จำเลยจะอ้างว่าเดินทางไปหัวหิน มีหลักฐานจากแอพพลิเคชั่นกูเกิลแมพ ไม่ได้นัดพบกับผู้ตาย และจำเลยอ้างว่าถูกตำรวจขู่เข็ญให้เบิกความตาม และมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงไม่ให้การในชั้นสอบสวน
ทั้งที่ตอนนั้นจำเลยมีทนายความแล้วเชื่อว่าจะไปจัดเตรียมหลักฐานคำให้การ ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่พยานเบิกความสอดคล้องกันว่า จำเลยได้ไปพบผู้ตายจริงที่ร้านข้าวมันไก่ เพราะตำรวจชุดสืบสวนมีทั้งพยานหลักฐาน และพยานแวดล้อมสนับสนุน ทั้งสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และภาพรถยนต์ของจำเลยจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง อย่างไรก็ตามจากหลักฐานดังกล่าวยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง
มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยครอบครองสารไซยาไนด์จริงหรือไม่ จากการสอบสวนพบว่า ในวันที่ 9 ส.ค.2565 พบหลักฐานว่าจำเลยสั่งซื้อไซยาไนด์ร้านค้าแห่งหนึ่ง และให้จัดส่งด่วนอ้างว่าจะนำมาใช้ทดลอง โดยจัดส่งข้างโรงเรียนอนุบาล ผ่านบริษัทขนส่งรายหนึ่ง ที่เป็นหลักฐานการส่งมอบถ่ายรูปหลักฐานการส่งมอบสินค้าให้กับจำเลย โดยติดรถสภาพรถของจำเลย รวมถึงเห็นกระเป๋าจำเลยภายในรถ ซึ่งมาตรวจสอบภายหลังว่าเป็นรถของจำเลยและไม่พบนายแด้ในรถยนต์ตามจำเลยอ้างว่า จำเลยสั่งซื้อไซยาไนด์ให้นายแด้ ซึ่งเป็นแฟนใหม่ของจำเลย
สอดคล้องกับบัญชีธนาคารของจำเลยที่มีการโอนเงินให้กับร้านค้าขายสารไซยาไนด์ และต่อมาในวันเดียวกัน มีคนเสียชีวิตจากสารไซยาไนด์ จำเลยอ้างว่าไปซื้อไซยาไนด์ให้นายแด้และนายแด้นั่งในรถด้วยกัน เป็นการโยนความผิดให้นายแด้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งมีลักษณะการเสียชีวิตแบบเดียวกันกับผู้เสียชีวิตรายอื่นจากสารไซยาไนด์
พนักงานสอบสวนสอบคำให้การญาติของนายแด้ ภายหลังจากเสียชีวิต จำเลยเดินทางมาที่บ้านของนายแด้ เมื่อพบกับญาติพร้อมยื่นถุงสีดำ วานให้นำถุงดำดังกล่าวไปฝังทำลาย แต่ญาติของนายแด้เห็นภาพข่าวผ่านโทรทัศน์ว่า จำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตจากสารไซยาไนด์ จึงไม่กล้านำถุงดังกล่าวไปฝังทิ้ง และมาเปิดถุงดังกล่าวภายหลังพบว่าในถุงมีเข็ม ขวดสีขาว กรอบป้ายทะเบียนรถ ใบมรณะของนายแด้
จากคำเบิกความของนักวิชาการด้านสารเคมี ได้รับหนังสือจากตำรวจขอให้ตรวจพิสูจน์หลักฐาน ที่ตำรวจตรวจยึดจากจำเลย และพบว่ามีสารไซยาไนด์อยู่จริง ข้อเท็จจริง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ครอบครองสารไซยาไนด์ และจำเลยเป็นคนอยู่กับผู้ตายเป็นคนสุดท้าย และผู้ตายเพิ่งออกจากร้านข้าวมันไก่ หลังพบกับจำเลยได้เพียงไม่นานก็เสียชีวิต น่าเชื่อว่ายังไม่ได้พบกับคนอื่นๆ
จากการตรวจสอบและคำเบิกความพยานพบว่า จำเลยเคยยืมเงินผู้ตายเป็นเงิน 50,000 บาท ใช้คืนไปแล้ว 20,000 บาท พร้อมทั้งผู้ตายต้องการให้ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.สวนผึ้ง อดีตรองผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี สามีเก่าของจำเลยโยกย้ายผู้ตาย ให้กลับมารับราชการที่จ.นครปฐม
จากการตรวจสอบของพนักงานสอบสวนพบว่าผู้ตายจะไปพบจำเลยไม่กี่วัน ผู้ตายได้ถอนเงิน 140,000 บาท แต่ภายหลังการเสียชีวิตญาติและตำรวจไม่พบเงินจำนวนดังกล่าว กลับพบบัญชีของจำเลยมีการฝากเงิน 2 ครั้ง ครั้งแรก 47,000 บาท ครั้งที่สอง 93,000 บาท ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนเงินของผู้ตายที่หายไป ประกอบกับจำเลย มีพฤติกรรมติดพนันออนไลน์อย่างมาก มีการโอนเงินเข้าออกบัญชีม้าของเว็บพนันออนไลน์หลายบัญชี วงเงินมากกว่า 93 ล้านบาท โดยเสียเงินให้กับพนันออนไลน์ 10 ล้านบาท และมีหนี้บัตรเครดิต 2 ล้านบาท หนี้สินเชื่อออนไลน์อีก 3 ล้านบาท
ดังนั้นพยานหลักฐาน แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ต้องการชำระเงินคืนผู้ตาย และการที่จำเลยแบ่งเงินโอนเข้าธนาคารจำนวนสองครั้งเป็นการวางแผนเพื่อไม่ให้มีพิรุธ การกระทำของจำเลยเป็นการไตร่ตรอง อำพรางซ่อนเร้น พยานหลักฐานของโจทก์ มีน้ำหนัก มั่นคงน่าเชื่อถือ
พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตาม กฎหมายอาญามาตรา 289 (4) ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นโทษบทหนักสุด ลงโทษประหารชีวิต แม้ในชั้นสอบสวนจะไม่ให้การใด แต่ในชั้นศาลยังพอให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ศาลมีเหตุบรรเทาโทษรถโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุกตลอดชีวิต และให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.2084/2566
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดคำพิพากษา ประหารชีวิต แอม ไซยาไนด์ พยานร้านข้าวมันไก่ให้การมัด หลักฐานโอนเงินชัด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th