CMAN เฉลยปมโตสวนศก. โชว์ฝีมือทำกำไรทุบสถิติ
#CMAN #ทันหุ้น – CMAN ชูแผนเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจซบเซา เฉลยปมผลประกอบการสร้างสถิติสูงสุดต่อเนื่อง ล่าสุด 9 เดือนแรกปี 2568 ทะลุทั้งปี 2567 แล้ว เหตุปรับปรุงประสิทธิภายในดันกำไรยั่งยืน เดินหน้าร่วมพันธมิตรเพิ่มโรงงานในอินเดีย ชูตลาดดีมานด์เพียบ พร้อมวางเกมลงทุนอินโดนีเซียหลายร้อยล้านกลางปีนี้
ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต ประธานกรรมการ บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) หรือ CMAN ผู้ผลิตปูนไลม์และผลิตภัณฑ์เคมีต่อเนื่อง สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ โดยจำหน่ายภายใต้เครื่องหมายการค้า “CHEMEMAN” เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมเหมืองแร่โดยภาพรวมไม่ได้โตขึ้น แม้ความต้องการแร่หายากเพิ่มขึ้น รวมถึงราคาทองคำ เงิน ทองแดง ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ราคาลิเธียม และนิกเกิลลดลง ทั้งนี้ การเติบโตของเหมืองแร่จะส่งผลดีต่อความต้องการใช้ปูนไลม์ ซึ่งเป็นเคมีพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเหมือง ทั้งกระบวนการผลิตแยกแร่ และ รีไซเคิลน้ำจัดการสิ่งแวดล้อมในเหมือง
โดยบริษัทในฐานะผู้ผลิตปูนไลม์และผลิตภัณฑ์เคมีต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมาสามารถสร้างผลประกอบการที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์มาโดยตลอดในช่วงหลัง 3 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2566 บริษัทมีกำไร 136 ล้านบาท ปี 2567 กำไรโดดเป็น 251 ล้านบาท ล่าสุดในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 บริษัทมีกำไร 278 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมกำไรทั้งปี 2567 แล้ว
@“ลดต้นทุน-ปรับโครงสร้างการเงิน”
ม.ล.จันทรจุฑา ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากการปรับปรุงประสิทธิภาพภายในและการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวดตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง CMAN ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อลดค่าไฟฟ้า ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายล้านบาทต่อปี รวมถึงการเปลี่ยนมาใช้รถขนส่งไฟฟ้า (EV) แทนน้ำมัน ขณะเดียวกันยังมีการบริหารการส่งออกจากฐานการผลิตในต่างประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทลูกและบริษัทร่วมทุน เช่น การใช้โรงงานในเวียดนาม เป็นฐานการผลิต เพื่อส่งออกไปยัง ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้อย่างมาก
ประกอบกับการเดินหน้าคืนหนี้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ลดลงจากระดับ 1.7 เท่า ในปี 2566 ลงมาเหลือเพียงประมาณ 1.3 เท่า ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 35% และมีความยั่งยืน เนื่องจากเป็นการบริหารจัดการภายใน ท่ามกลางทภาวะที่ยอดขายทรงตัว
@ ทุ่มหลายร้อยล้าน
ปัจจุบัน CMAN มีสัดส่วนขายในประเทศประมาณ 40% การส่งออกสูงถึง 60% โดยเป็นตลาดออสเตรเลีย 33% ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีอินเดียซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการมาก รวมถึงการส่งออกไปยัง ญี่ปุ่น ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ ปัจจุบันมีโรงงานผลิตใน 3 ประเทศหลัก คือ ไทย เวียดนาม และ อินเดีย รวมถึงการมีศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) ตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเหมืองแร่ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักที่สำคัญ ซึ่งในส่วนของอินเดียนั้น จะมีการขยายการผลิต โดยตั้งโรงงานแห่งที่ 3 ซึ่งจะใช้โมเดลการบริหารจัดการร่วมกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น หรือ Asset-light model
ม.ล.จันทรจุฑา กล่าวว่า หลังจากบริษัทใช้เวลา 3 ปีในการสร้างกระแสเงินสด และลดหนี้ ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและพร้อมสำหรับการลงทุนรอบใหม่
โดยมีแผนที่จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตในอินโดนีเซีย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นรูปธรรมในไตรมาส 2 ของปีนี้ ใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 25-30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 750 – 900 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างโรงงาน 21 เดือน และเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงกลางปี 2571 ระยะแรกจะมีกำลังการผลิต 200,000 ตัน จากปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีกำลังผลิตปูนไลม์รวมมากกว่า 1.2 ล้านตัน อย่างไรก็ดีบริษัทมองถึงศักยภาพในอินโดนีเซียที่สามารถขยายได้ถึง 500,000 ตันในอนาคต
@ ผูกลูกค้าสัญญา
สำหรับยอดขายในปีนี้บริษัทยังประเมินรายได้ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยยังคงเน้นในประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง จุดท้าทายอยู่ที่ประเทศจีนอาจจะระบายสินค้าเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย จากสงครามการค้ากับสหรัฐ อย่างไรก็ตามบริษัทยังมีความได้เปรียบ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็น “ลูกค้าสัญญา” ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความสม่ำเสมอ ในการส่งมอบสินค้ามากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหากกระบวนการผลิตหยุดชะงักจะสร้างความเสียหายมหาศาล
ดังนั้นการแข่งขันจากจีนจะกระทบเฉพาะในส่วนของราคา SPOT ซึ่งบริษัทก็มีแนวทางในการบริหารจัดการอยู่เช่นเดียวกัน
สำหรับเป้าหมายของ CMAN ในปีนี้คือการรักษาอัตรามาร์จิ้นให้คงที่หรือสูงขึ้น แม้ปริมาณยอดขายอาจจะใกล้เคียงเดิม รวมถึงการขยายตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ก่อนที่จะการขยายฐานเข้าสู่ประเทศอินโดนีเซียจะเป็นตัวขับเคลื่อน S-Curve ใหม่ที่สำคัญ โดยบริษัทวางกลยุทธ์การเป็น “เจ้าถิ่น” ในแต่ละโซน เพื่อลดค่าใช้จ่ายขนส่งและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เหมืองแร่ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก