‘บิ๊กโจ๊ก’ ยื่นฟ้องกราวรูด ‘บิ๊กเต่า-ผู้การ ปปป.-‘พนง.สอบสวน’ ผิด ม.157 คดีสินบนทอง
เอาแล้ว! ทนาย "บิ๊กโจ๊ก" ยื่นฟ้อง "พล.ต.ต.จรูญเกียรติ-ผู้การ ปปป.-พนักงานสอบสวน" เอาผิด ม.157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เผยตำรวจใช้อำนาจเกินขอบเขต สอบสวนคดีสินบนทอง
22 มกราคม 2569 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทาง ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , พล.ต.ต. ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) และคณะพนักงานสอบสวน ฐานความผิดมาตรา 157 ที่ว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือโดยทุจริต
สืบเนื่องจากกรณีที่วานนี้ (21 มกราคม) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติคืนสำนวนการสอบสวนกรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ในกรณีการให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ(กรรมการ ป.ป.ช.) เพื่อช่วยเหลือในทางคดี ให้พนักงานสอบสวนเพื่อส่งให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้องต่อไป
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนถือว่าไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง รวมทั้งป.ป.ช. ด้วย ฉะนั้นการกระทำของพนักงานสอบสวนจึงถือว่าเกินขอบเขต เป็นการกระทำที่ผิดหลักของกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
ซึ่งกรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลอื่น แม้จะเป็นบุคคลที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แต่ข้อกล่าวหานั้นระบุถึงพฤติการณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุน หรือให้ทรัพย์สินแก่กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งถือเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกันและต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน
ฉะนั้นเมื่อพิจารณาแล้วกรณีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 236 ประกอบ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติกระบวนการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะ ระบุว่า หากมีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ผู้มีสิทธิกล่าวหาคือ ส.ส., ส.ว. หรือประชาชน 20,000 คน โดยต้องยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย จะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ด้วยเหตุผลทางกฎหมายดังกล่าว ตามมาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ซึ่งระบุว่าคดีที่มีลักษณะการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน และอำนาจในการไต่สวนกรณีนี้ต้องผ่านประธานรัฐสภาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ
เรื่องนี้ตนเคยกล่าวไว้แต่แรกว่าต้องไปเริ่มที่รัฐสภาเท่านั้น ส่วนการออกมาฟ้องพนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อประวิงเวลา และอยากฝากถึงตำรวจให้ศึกษาโครงสร้างของอำนาจดีๆ ต้องทำให้ถูกต้อง ท่านเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายแต่ท่านก็ทำผิดกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนว่าท่านพยายามเพิ่มกรอบอำนาจตัวเอง โดยพุ่งเป้าไปที่อดีตรองผบ. ตร.หรือไม่
ตนตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมายิ่งเฉพาะกับลูกความของตน(พล.ต.อ.สุรเชษฐ์)ท่านขยันเหลือเกิน ขยันมาก ท่านพยายามตีความว่ามีอำนาจ แต่บางคดีความท่านกลับไม่เห็นมีความเร่งรีบ ฉะนั้นตามขั้นตอนของกฎหมายมีคนผิดก็ต้องผิด คนถูกก็ต้องถูก แต่ทุกอย่างอยู่ในกรอบของอำนาจทุกอย่างมีขั้นตอนวิธีการ ถ้าท่านไม่เคารพกรอบอำนาจชาวบ้านจะหวังพึ่งอย่างไร ท่านที่เป็นตำรวจนั่งสอบสวน ไม่รู้กฎหมายก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี
ส่วนแนวทางที่ออกมาของปปช. วานนี้ ตนไม่ได้มองว่าเป็นการชนะในยกแรกแต่มองว่าตนทราบแนวทางการดำเนินคดีทางระบบยุติธรรมมากกว่าด้วยซ้ำ เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงพยายาม จะจัดการทุกอย่างเอง ย้อนกลับไปในวันที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางไปรายงานตัว วันนั้นตนจำได้ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พยายามแจ้งข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทันที ทั้งที่ตนเองและอดีตรองผบ. ตร. ทักท้วงว่าตำรวจมีอำนาจหรือไม่
อย่างไรก็ตามที่อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุก่อนหน้านี้ว่าจะมีการดำเนินการฟ้องกลับทุกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจหมายรวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้ที่ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีของตนเองด้วย
เมื่อถามถึงกรณที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนสนิทและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
ยอมรับว่าตนเองเริ่มรู้จักอดีตรอง ผบ.ตร. ได้ไม่ถึง 1 เดือนก็เริ่มทำงานให้ ขณะนั้นทำให้ได้เจอกับพ.ต.ท.คริษฐ์ ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.คริษฐ์ เป็นผู้ประสานส่งข้อมูลต่างๆให้ระหว่างตนเองกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่วนเรื่องของคดียืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีหลักฐานว่าไม่ได้ทำร้ายพ.ต.ท.คริษฐ์ ตามที่ร้องทุกข์กล่าวโทษแน่นอน
โดยในช่วงท้ายของการแถลงข่าวทนายความได้เปิดประวัติการสนทนากับพ.ต.ท.คริษฐ์ ว่ามีการเป็นคนกลางส่งมอบข้อมูลหลักฐานทางคดี หลายๆอย่าง ได้ส่งข้อความคุยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568