โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

รู้จักกฎหมายมาตรา 122, 232 และ 301 'อาวุธของทรัมป์' หลังแพ้คดีภาษี

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ชี้ว่า ภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariffs) ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ไม่ได้หมายความว่านโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์จะยุติลง ตรงกันข้าม รัฐบาลสหรัฐยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่สามารถใช้เรียกเก็บภาษีนำเข้าได้ แม้จะมีขอบเขตจำกัดมากกว่าเดิมก็ตาม

เครื่องมือสำคัญที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ กฎหมาย 3 มาตราสำคัญในกฎหมายการค้าสหรัฐ ซึ่งอาจกลายเป็น “อาวุธทางภาษี” ชุดใหม่ในการปรับโครงสร้างการค้าโลกของทรัมป์ ซึ่งประกอบด้วยมาตรา 122, 232 และ 301 โดยมีรายละเอียดดังนี้

มาตรา 122

มาตรา 122 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122 of the Trade Act of 1974) เป็นเครื่องมือแรกที่ทรัมป์ประกาศใช้ทันทีภายหลังแพ้คดีศาลฎีกา เพื่อกำหนดภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% และภายหลังขู่ขึ้นเป็น 15% ครอบคลุมสินค้านำเข้าทั้งหมด

มาตรา 122 เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถใช้อำนาจประกาศอัตราภาษีนำเข้าได้สูงสุด 15% ไม่เกิน 150 วัน ในกรณีที่ประเทศเผชิญกับ "ภาวะวิกฤติเรื่องการขาดดุลการชำระเงิน (Balance-of-payments crisis) หรือวิกฤติค่าเงิน" เช่น สหรัฐขาดดุลการค้าหรือดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างรุนแรงจนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ หรือสหรัฐเผชิญกับวิกฤติค่าเงินดอลลาร์

แม้ทรัมป์จะประกาศขึ้นภาษีภายใต้กฎหมายมาตรา 122 แต่ปัจจุบันก็กำลังเกิดคำถามขึ้นเช่นกันว่า สหรัฐอยู่ในข่ายวิกฤติดุลการชำระเงินหรือค่าเงินมากพอที่จะใช้กฎหมายนี้ได้หรือไม่

ปัจจุบันสหรัฐ "ขาดดุลการค้า" สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสหรัฐอยู่ในภาวะวิกฤติดุลการชำระเงินไปด้วย ตราบใดที่ยังมีความสามารถในการชำระเงินได้

ตามความเห็นของ ฟิลิป ลัค ผู้อำนวยการโครงการเศรษฐศาสตร์ของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ (CSIS) มองว่า “มาตรา 122 ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีวิกฤติดุลการชำระเงิน ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ประเทศไม่มีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียงพอสำหรับชำระหนี้ต่างประเทศ” ปัจจุบันสหรัฐขาดดุลการค้าขนาดใหญ่มากก็จริง แต่ตราบใดที่ยังสามารถขายสินทรัพย์ให้กับตลาดโลกได้ สหรัฐก็จะไม่เผชิญปัญหาในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีรายงานข่าวว่ามีแนวโน้มที่ทรัมป์จะถูกท้าทายในชั้นศาลต่อการใช้กฎหมายมาตรา 122 ด้วยหรือไม่ และที่ผ่านมาสหรัฐ "ไม่เคย" บังคับใช้กฎหมายมาตรานี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของประเทศ

มาตรา 301

มาตรา 301 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Section 301 of the Trade Act of 1974) ให้อำนาจสหรัฐกำหนดภาษีเพื่อตอบโต้แนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติ รวมถึงกรณี "การเกินดุลการค้าจำนวนมาก"

มาตรา 301 นับเป็นหนึ่งในเครื่องมือการค้าที่คลาสสิกที่สุดตัวหนึ่งของสหรัฐที่ใช้กันมาหลายยุค โดยเฉพาะในเทรดวอร์ยุคแรกสมัยรัฐบาลทรัมป์ 1.0 ที่รัฐบาลทรัมป์ในขณะนั้นนำมาใช้กับ"จีน" โดยกำหนดอัตราภาษีสูงถึง 25% ครอบคลุมสินค้ามูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนการแข่งขันทางการค้า และยังมีผลสืบเนื่องบางส่วนมาจนถึงปัจจุบัน

ในครั้งนี้ "เจมิสัน กรีเออร์" ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศทันทีตั้งแต่เมื่อวันศุกร์เช่นกันว่า USTR จะเปิดการสอบสวนชุดใหม่หลายกรณีภายใต้มาตรา 301 ครอบคลุมคู่ค้ารายใหญ่ส่วนใหญ่ และประเด็นต่างๆ เช่น การกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ยา การบังคับใช้แรงงาน ภาษีบริการดิจิทัล นโยบายเรื่องข้าว และอาหารทะเล ไปจนถึงมาตรการที่ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ ซึ่งทำให้ประเทศ และดินแดนต่างๆ กำลังเตือนหรือพิจารณามาตรการตั้งรับเครื่องมือตัวนี้อยู่

เหลียน เซียนหมิง ประธานสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัวในไต้หวัน กล่าวว่า"ไต้หวัน" จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกล่วงหน้า เพื่อรับมือความเป็นไปได้ที่จะถูกสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เนื่องจากไต้หวันเป็นคู่ค้าที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วยมากที่สุดเป็นอันดับ 4 คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1.6 แสนล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงสองปีมานี้จากความต้องการชิป และเซิร์ฟเวอร์มหาศาลสำหรับดาต้าเซนเตอร์ และอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงไม่ใช่เรื่องยากที่รัฐบาลวอชิงตันจะสร้างเหตุผลเพื่อเปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 301

มาตรา 232

มาตรา 232 ภายใต้พระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี ค.ศ.1962 (Section 232 of the Trade Expansion Act of 1962) ให้อำนาจสหรัฐในการกำหนดภาษีหรือโควตานำเข้าสำหรับสินค้าที่ถูกมองว่า "เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ"

รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรา 232 กับสินค้าในกลุ่มเหล็ก และอะลูมิเนียมซึ่งถูกขึ้นภาษี 25% ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังคง "มีผลบังคับใช้" อยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะไม่ได้ครอบคลุมอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐเมื่อวันศุกร์

ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนการใช้มาตรา 232 กับสินค้าอีก 9 กลุ่มรายการ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, ยาและเวชภัณฑ์, โดรน, หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และโพลีซิลิคอนที่ใช้ในแผงโซลาร์เซลล์ ในจำนวนนี้การสอบสวนบางรายการเริ่มต้นขึ้นมานานเกือบปีแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีผลการสรุปออกมาเมื่อไร

พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...