รู้จักกฎหมายมาตรา 122, 232 และ 301 'อาวุธของทรัมป์' หลังแพ้คดีภาษี
คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ชี้ว่า ภาษีต่างตอบแทน (reciprocal tariffs) ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ไม่ได้หมายความว่านโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์จะยุติลง ตรงกันข้าม รัฐบาลสหรัฐยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่สามารถใช้เรียกเก็บภาษีนำเข้าได้ แม้จะมีขอบเขตจำกัดมากกว่าเดิมก็ตาม
เครื่องมือสำคัญที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ กฎหมาย 3 มาตราสำคัญในกฎหมายการค้าสหรัฐ ซึ่งอาจกลายเป็น “อาวุธทางภาษี” ชุดใหม่ในการปรับโครงสร้างการค้าโลกของทรัมป์ ซึ่งประกอบด้วยมาตรา 122, 232 และ 301 โดยมีรายละเอียดดังนี้
มาตรา 122
มาตรา 122 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122 of the Trade Act of 1974) เป็นเครื่องมือแรกที่ทรัมป์ประกาศใช้ทันทีภายหลังแพ้คดีศาลฎีกา เพื่อกำหนดภาษีทั่วโลกในอัตรา 10% และภายหลังขู่ขึ้นเป็น 15% ครอบคลุมสินค้านำเข้าทั้งหมด
มาตรา 122 เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถใช้อำนาจประกาศอัตราภาษีนำเข้าได้สูงสุด 15% ไม่เกิน 150 วัน ในกรณีที่ประเทศเผชิญกับ "ภาวะวิกฤติเรื่องการขาดดุลการชำระเงิน (Balance-of-payments crisis) หรือวิกฤติค่าเงิน" เช่น สหรัฐขาดดุลการค้าหรือดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างรุนแรงจนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ หรือสหรัฐเผชิญกับวิกฤติค่าเงินดอลลาร์
แม้ทรัมป์จะประกาศขึ้นภาษีภายใต้กฎหมายมาตรา 122 แต่ปัจจุบันก็กำลังเกิดคำถามขึ้นเช่นกันว่า สหรัฐอยู่ในข่ายวิกฤติดุลการชำระเงินหรือค่าเงินมากพอที่จะใช้กฎหมายนี้ได้หรือไม่
ปัจจุบันสหรัฐ "ขาดดุลการค้า" สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสหรัฐอยู่ในภาวะวิกฤติดุลการชำระเงินไปด้วย ตราบใดที่ยังมีความสามารถในการชำระเงินได้
ตามความเห็นของ ฟิลิป ลัค ผู้อำนวยการโครงการเศรษฐศาสตร์ของศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษานานาชาติ (CSIS) มองว่า “มาตรา 122 ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีวิกฤติดุลการชำระเงิน ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ประเทศไม่มีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียงพอสำหรับชำระหนี้ต่างประเทศ” ปัจจุบันสหรัฐขาดดุลการค้าขนาดใหญ่มากก็จริง แต่ตราบใดที่ยังสามารถขายสินทรัพย์ให้กับตลาดโลกได้ สหรัฐก็จะไม่เผชิญปัญหาในการดำเนินการค้าระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีรายงานข่าวว่ามีแนวโน้มที่ทรัมป์จะถูกท้าทายในชั้นศาลต่อการใช้กฎหมายมาตรา 122 ด้วยหรือไม่ และที่ผ่านมาสหรัฐ "ไม่เคย" บังคับใช้กฎหมายมาตรานี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของประเทศ
มาตรา 301
มาตรา 301 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 (Section 301 of the Trade Act of 1974) ให้อำนาจสหรัฐกำหนดภาษีเพื่อตอบโต้แนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การบังคับถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติ รวมถึงกรณี "การเกินดุลการค้าจำนวนมาก"
มาตรา 301 นับเป็นหนึ่งในเครื่องมือการค้าที่คลาสสิกที่สุดตัวหนึ่งของสหรัฐที่ใช้กันมาหลายยุค โดยเฉพาะในเทรดวอร์ยุคแรกสมัยรัฐบาลทรัมป์ 1.0 ที่รัฐบาลทรัมป์ในขณะนั้นนำมาใช้กับ"จีน" โดยกำหนดอัตราภาษีสูงถึง 25% ครอบคลุมสินค้ามูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดการกับพฤติกรรมที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนการแข่งขันทางการค้า และยังมีผลสืบเนื่องบางส่วนมาจนถึงปัจจุบัน
ในครั้งนี้ "เจมิสัน กรีเออร์" ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศทันทีตั้งแต่เมื่อวันศุกร์เช่นกันว่า USTR จะเปิดการสอบสวนชุดใหม่หลายกรณีภายใต้มาตรา 301 ครอบคลุมคู่ค้ารายใหญ่ส่วนใหญ่ และประเด็นต่างๆ เช่น การกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ยา การบังคับใช้แรงงาน ภาษีบริการดิจิทัล นโยบายเรื่องข้าว และอาหารทะเล ไปจนถึงมาตรการที่ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐ ซึ่งทำให้ประเทศ และดินแดนต่างๆ กำลังเตือนหรือพิจารณามาตรการตั้งรับเครื่องมือตัวนี้อยู่
เหลียน เซียนหมิง ประธานสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัวในไต้หวัน กล่าวว่า"ไต้หวัน" จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกล่วงหน้า เพื่อรับมือความเป็นไปได้ที่จะถูกสอบสวนภายใต้มาตรา 301 เนื่องจากไต้หวันเป็นคู่ค้าที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วยมากที่สุดเป็นอันดับ 4 คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1.6 แสนล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงสองปีมานี้จากความต้องการชิป และเซิร์ฟเวอร์มหาศาลสำหรับดาต้าเซนเตอร์ และอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงไม่ใช่เรื่องยากที่รัฐบาลวอชิงตันจะสร้างเหตุผลเพื่อเปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 301
มาตรา 232
มาตรา 232 ภายใต้พระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี ค.ศ.1962 (Section 232 of the Trade Expansion Act of 1962) ให้อำนาจสหรัฐในการกำหนดภาษีหรือโควตานำเข้าสำหรับสินค้าที่ถูกมองว่า "เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ"
รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรา 232 กับสินค้าในกลุ่มเหล็ก และอะลูมิเนียมซึ่งถูกขึ้นภาษี 25% ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว และยังคง "มีผลบังคับใช้" อยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะไม่ได้ครอบคลุมอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาสหรัฐเมื่อวันศุกร์
ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนสอบสวนการใช้มาตรา 232 กับสินค้าอีก 9 กลุ่มรายการ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, ยาและเวชภัณฑ์, โดรน, หุ่นยนต์อุตสาหกรรม และโพลีซิลิคอนที่ใช้ในแผงโซลาร์เซลล์ ในจำนวนนี้การสอบสวนบางรายการเริ่มต้นขึ้นมานานเกือบปีแล้ว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีผลการสรุปออกมาเมื่อไร
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์