โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ตั๊ก มยุรา’ ชีวิตออกแบบความสุขสุดท้ายได้แม้โรคที่รักษาไม่หาย

แนวหน้า

เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 17.00 น.

Tuck Talk ดำเนินรายการโดย ‘ตั๊ก มยุรา’พูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับ เมื่อความเจ็บปวดอยู่เหนือการอยากมีชีวิตของคนไข้ระยะสุดท้าย ชวนคุยเรื่องโรคที่รักษาไม่หาย และการดูแลแบบ Palliative Care ที่ไม่ใช่การรักษาแบบประคับประคองที่รอวันสุดท้าย แต่เป็นการช่วยออกแบบคุณภาพชีวิตให้ดีที่สุด และความสุขที่สุด ทั้งของคนไข้และครอบครัว การดูแลที่ไม่ทิ้งใครไว้ลำพังจนวินาทีสุดท้าย กับ “หมอแนต นิษฐา” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูน

Palliative care ต่างจากการรักษาทั่วไปยังไง ?

หมอแนต : ภาษาอังกฤษมันเรียกว่า Palliative care ประเทศไทยพยายามหาคำไปแปลเขา จบด้วยคำว่าประคับประคอง แต่จริง ๆ แล้วความหมายของ Palliative care มันกว้างกว่านั้นมาก ๆ ชวนมองว่ามันคือการรักษาที่เน้นความสุข เน้นคุณภาพชีวิตของคนไข้ในเวลาที่เขาเจอกับโรคร้ายที่มันไม่หายขาด แล้วเขาเริ่มไม่สบายตัว เริ่มไม่มีความสุขแล้ว จริง ๆ แล้วคำว่า Palliative care ยังดูครอบครัวเขาด้วย เวลาคนหนึ่งป่วยในครอบครัวจะป่วยทั้งหมด คนในครอบครัวเหนื่อยล้ากันหมด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ Palliative care ทำเราดูคนไข้แล้วเราก็ดูความสุขสบายของครอบครัวด้วยว่าเขาพักเพียงพอไหม มีสุขภาพจิตใจเป็นยังไงบ้าง มองตัวโรคยังไง เขาเตรียมพร้อมรับวันข้างหน้ายังไงบ้าง อันนี้คืองาน Palliative care ทั้งหมดเลย มันคือการรักษาที่เน้นความสุข เน้นคุณภาพชีวิต มันไม่ต้องเลือก คุณรักษาโรคคุณได้ อยากมีชีวิตยืนยาวคุณก็ทำได้เต็มที่ แต่ดูแลควบคู่กับ Palliative care ได้ไหมคุณจะได้มีชีวิตที่ยืนยาวด้วย เป็นชีวิตที่มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

ใครที่ควรจะดูแลแบบนี้ ?

หมอแนต : ทุกคนที่เป็นโรคร้าย โรคนั้นไม่หาย แล้วก็โรคนั้นมีโอกาสจะแย่ลงในวันข้างหน้า ที่โรงพยาบาลคูนโรคที่เราดูแลแน่นอนก็มีมะเร็งระยะลุกลาม ถัดมาก็เป็นโรคทางสมองบางอย่างที่เป็นถดถอย เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน เดี๋ยวนี้ก็จะมีโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS หรือว่าตับวาย ไตวาย กลุ่มนี้คือกลุ่มโรคที่อวัยวะเขาเริ่มถดถอย ไม่หายแต่ว่ามันถอยลงเรื่อย ๆ แต่ช่วงเวลาตรงนั้นเขารักษาให้เน้นความสุขอย่างนี้เราดูแลได้หมด ทั้งมะเร็งและไม่ใช่มะเร็ง เราก็มีล้างไตได้ด้วย เครื่องช่วยหายใจเราก็มี อุปกรณ์ของเราที่มีมันพอ ๆ กับ ICU แห่งหนึ่งแล้วกัน ในงานของ Palliative care คือเข้าไปดูตั้งแต่ช่วงแรก ๆ เน้นความสุข เน้นคุณภาพชีวิตที่ดีของเขา ระหว่างการรักษาถ้าเคยเห็นใครที่ต้องให้ยาเคมีบำบัด เคยต้องได้ยามุ่งเป้า ยาภูมิคุ้มกันบำบัด เขาก็จะมีผลค้างเคียงคือมีความเครียด มีหลาย ๆ อย่างที่มันเกิดขึ้นกับร่างกายจิตใจเขา Palliative care มีประโยชน์ตรงนี้ที่ทำให้เขามีความสุขได้ตั้งแต่วันที่เขาเริ่มรักษา

Palliative Care คือการไม่รักษาแล้วถูกไหม ?

หมอแนต: อยากเปลี่ยนมาก ๆ เลยค่ะ เพราะว่าตั้งแต่มาทำงานตรงนี้ก็จะต้องต่อสู้กับความเชื่อนี้เยอะมาก ๆ ในมุมมองที่แนตทำทุกวันนี้คิดว่าปัญหาของ Palliative Care ก็คือคนไข้มาเจอเราช้าเกินไป เรามาเจอคนไข้ตอนที่เขาไม่เหลือการรักษาใด ๆ แล้วร่างกายของเขาถดถอยมาก ๆ แล้ว

การบอกความจริงกับคนไข้ว่าป่วยเป็นอะไร ระยะไหนมีความสำคัญแค่ไหน ?

หมอแนต: จริง ๆ แล้วมันอาจจะไม่ได้มีคำตอบสำหรับทุกคน เพราะฉะนั้นก็รู้สึกว่าถ้าคนไข้เขาต้องมีชุดข้อมูลบางอย่างเพื่อที่ออกแบบการรักษา หลาย ๆ ครั้งเราอยากรู้เพราะว่าเราจะต้องวางแผนชีวิตของเราว่าเราอยากจะเป็นยังไงต่อ จะทำอะไรไม่ทำอะไรเราจะได้มีลำดับ เราจะเรียงลำดับความสำคัญในชีวิตได้ ข้อมูลตรงจะไปช่วยให้เขาเรียงลำดับความสำคัญในชีวิตตรงนี้ได้ แล้วก็การบอกข่าวร้ายกับคนไข้ ทางการแพทย์เราเรียนเป็นขั้นตอนมาอยู่แล้ว ไม่ได้บอกเขาทุกอย่างที่เรารู้ บอกเท่าที่เขาจำเป็นต้องรู้ แล้วเขาอยากรู้อะไรเราบอกแค่นั้น ไม่ได้บอกหมด แล้วเขาก็ไม่ได้จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง

ส่วนมากคนไข้จะถามไหม ?

หมอแนต: ถามแล้วก็จะตอบเท่าที่เขาอยากรู้ค่ะ ต้องบอกว่าตอนทำ Palliative Care แนตดูแลช่วงท้าย ๆ ก็คนไข้ส่วนใหญ่ก็จะรู้มาบ้างแล้ว แต่แนตก็จะเจอคนไข้ที่ไม่รู้ ยังไม่เคยบอกคุณพ่อเลย พาไปรับเคมีบำบัดมาหลายปีมาก ๆ แล้วคุณพ่อไม่เคยรู้เลยว่าเป็นมะเร็งอยู่ มีอยู่ 2 แบบ คนไข้รู้แต่ญาตินึกว่าคนไข้ไม่รู้ ก็ไม่คุยกัน เพราะคนไข้ก็รู้ตั้งนานแล้วแต่ว่าเห็นเขาบอกว่าไม่อยากให้เรา รู้เราไม่รู้ก็ได้ พอไปถามจริง ๆ เขาบอกรู้อยู่แล้ว กับอีกแบบหนึ่งก็คือคนไข้ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าคนไข้อยู่ในจุดที่การตัดสินใจการรักษาเขาเหลือน้อยมาก ๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ อย่างเช่นมีโรคสมองร่วมด้วย มีอัลไซเมอร์ร่วมด้วย เขาอาจจะตัดสินใจการรักษาเองไม่ได้ทั้งหมดแล้ว ก็จะเป็นลูก ๆ ที่รู้แล้วก็ช่วยตัดสินใจการรักษาให้ ซึ่งอันเนี้เราก็อาจจะไม่จำเป็นต้องไปบอกคนไข้ก็ได้

การรักษา Palliative Care ขั้นตอนการดูแลเป็นยังไง ?

หมอแนต: จริง ๆ หลากหลายมาก ๆ เลย แล้วแต่ว่าได้เจอคนไข้ตอนไหน อย่างบางเคสไปรับเขาจาก ICU โรงพยาบาลอื่นก็มี คนไข้แอดมิอยู่ที่ ICU โรงพยาบาลอื่น แล้วเขาก็รู้สึกว่าเขาทนทรมานกับเครื่องมือการรักษาต่าง ๆ ไม่ไหวแล้ว แล้วมันไม่ดีขึ้น แนตเรียนจบ ICU เห็นวงจรนี้มาก่อนที่จะมาเรียนประคับประคองหรือเรียน Palliative Care เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าการรักษาบางอย่างมันเพิ่มเวลาเขาได้แต่มันเพิ่มความทุกข์ทรมาน มันไม่ได้คุณภาพชีวิต ไม่ได้ความสุขของคนไข้ มันเลยเป็นคำถามว่าเราจะทำแบบนี้ไปทำไม ซึ่งมันมีเยอะประมาณ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 4 ของคนไข้ อยากให้ทุกคนรู้จัก Palliative Care เราทำ เรารักษาเพื่อเน้นความสุขและเน้นคุณค่าความหมายการมีชีวิตอยู่ของคนไข้ เราจะคุยกับครอบครัวเขาว่าใน ตอนนี้อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง แล้วคนไข้มีทางเลือกอะไรบ้าง ครอบครัวเขาอยากจะเลือกแบบไหนให้คนไข้

การเตรียมตัวสำหรับวาระสุดท้ายของชีวิต เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรวางแผนไหม ?

หมอแนต: มองว่าจำเป็นในชีวิตเรา เกิดอุบัติเหตุแนตว่าเรายังต้องรู้เลย ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วเราตายไม่เท่าไหร่นะ แต่ถ้าเราไม่ตาย เคยได้ยินสมุดเบาใจไหมคะ แค่บางทีคนก็จะรู้สึกว่าลังเลไม่เขียนสมุดเบาใจ แต่แนตเป็นคนหนึ่งที่เขียนสมุดเบาใจ วันนี้แนตแข็งแรงดี สุขภาพดี แต่แนตก็เขียนเผื่อกรณีนี้ว่าถ้าวันหนึ่งเกิดแนตมีอุบัติเหตุ เกิดเลือดออกในสมอง แนตมีสมุดเบาใจติดตัวแนตอยู่ เวลาเกิดอุบัติเหตุสมุดเบาใจจะไม่มีใครเอามาใช้นะอธิบายอย่างนี้ก่อน ถึงแม้บอกว่าปฏิเสธการกู้ชีพนู่นนี่นั่น สิ่งที่เราปฏิเสธในสมุดเบาใจคือใช้ตอนช่วงท้ายของชีวิต ไม่ได้ใช้ตอนเรามีอุบัติเหตุ ถ้าเรามีอุบัติเหตุถือว่าเป็นการแก้ไขเบื้องต้น คุณหมอก็จะรักษาเราไป แต่หลาย ๆ ครั้งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมันรุนแรงจนเราไม่สามารถกลับมาเป็นเราได้อีก เลือดออกเยอะมากหรือว่าเราอัมพาตต้องมีสายนู่นนี่ แนตก็เลยเขียนเพิ่มว่าถ้าเกิดแนตอยู่ในภาวะแบบนั้น การรักษาที่มันเป็นเพียงการเพิ่มเวลาแนตโดยที่แนตไม่ได้มีคุณภาพชีวิต ไม่สามารถกลับมาสื่อสารได้อีก ไม่จำเป็นต้องทำ อันนี้คือสิ่งที่แนตเขียนในสมุดเบาใจ อันนี้มันคือ Advance Care Planning (ACP) ทางการแพทย์เรียกว่าอย่างนั้น ก็คือการวางแผนสุขภาพล่วงหน้า เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดกับเราหรือเปล่า เราอาจจะไม่ต้องใช้มันก็ได้ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับเราแนตมั่นใจว่าเมื่อมีคนอ่าน เขาจะได้ทำตามสิ่งที่แนตต้องการ ไม่อย่างนั้นถ้าวันหนึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็นผักเป็นอะไรอย่างนี้ คือไม่สื่อสารแล้ว นอนติดเครื่อง ต้องมีคนเอาอาหารให้เรา แนตมั่นใจมากว่าคุณพ่อคุณแม่แนตจะไม่ลดการรักษาให้แนตในวันนั้น ถ้าแนตไม่เขียนเอาไว้ก่อนว่าแนตไม่ต้องการสิ่งนี้ แนตอธิบายท่านว่าแนตไม่ใช่อยากตาย ไม่ได้อยากจะจากท่านไป แต่ชีวิตแนตคุณค่าความหมายการมีชีวิตอยู่คือแนตเป็นแนตที่สื่อสารได้ เราเป็นคนที่มีความสุข ยิ้มแย้ม พูดจาได้ ทำประโยชน์ให้คนอื่นได้ นี่ก็คือชีวิตของแนต ถ้ามันจะไม่ได้เป็นแบบนี้อีก แนตโอเคมาก ๆ ที่ดูแลให้แนตสุขสบาย มีความสุข ไม่มีความทุกข์ทรมานทางร่างกาย ไม่ได้ปล่อยให้เหนื่อย แต่ไม่จำเป็นต้องยื้อช่วงเวลาตรงนี้นั้นออกไป

คนไข้ที่ทำการวางแผนดูแลล่วงหน้ากับไม่ได้ทำผลลัพธ์แตกต่างกันไหม ?

หมอแนต: ต่างกันมากสำหรับในมุมของแนต ต่างกัน 2 ด้านก็คือคนไข้ได้รับการทำในสิ่งที่เขาต้องการตามประสงค์ของคนไข้ กับ 2 คือความเครียดของครอบครัว อย่างหลาย ๆ เคสเราจะได้ยินว่าพ่อแม่ไม่เคยบอกไว้ว่าอยากให้ดูแลยังไง เราก็จะทำทุกอย่างที่เพิ่มเวลาให้ท่านได้ โดยที่เราเองก็รู้สึกว่า ‘ถ้าเป็นแบบนี้จริง ๆ เราก็ไม่เอา’ อย่างเช่น ไม่สื่อสารแล้ว ติดเตียงแล้ว ลูก ๆ ก็จะรู้สึกว่าถ้าเป็นแบบนี้ไม่เอา แต่เกิดจากการที่เราไม่คุยกันไว้ก่อน จริง ๆ มันไม่จำเป็นต้องเป็นผู้สูงอายุนะ อย่างตัวแนตเองอย่างที่ยกตัวอย่างอุบัติเหตุที่เกิดกับแนต ถ้าวันหนึ่งที่เราสื่อสารไม่ได้แล้ว แนตมั่นใจมาก ๆ ว่าพ่อดูแลแนตยาว ซึ่งมันไม่ตรงกับสิ่งที่แนตให้คุณค่าการมีชีวิตอยู่ของเรา แต่ถ้าการที่แนตบอกไว้ก่อนมันเหมือนเป็นการช่วยยืนยันว่ามีโอกาสที่จะได้ตามที่เราต้องการไว้สูง แล้วความเครียดต่าง ๆ ที่เขาต้องตัดสินใจแทนเรามันน้อยลง เพราะเราตัดสินใจด้วยตัวเราเองไว้แล้ว มันไม่มีบาดแผลจิตใจที่เขาต้องมาบอกว่า ฉันไม่รู้ว่าเขาอยากได้แบบไหน ฉันจะไปถอดท่อก็ไม่ได้ ฉันจะไปลดการให้อาหาร ลดการให้ยาก็ไม่ได้ เขาไม่เคยบอกไว้ แต่ตอนเนี้แนตบอกไว้แล้ว ขอแค่เขาเคารพความต้องการของเราแค่นั้นเลย

มีคนไข้ที่มาขอว่าทำยังไงที่จะช่วยให้จากไปอย่างสงบซึ่งกฎหมายไทยไม่ได้รองรับ มีวิธีทำความเข้าใจกับผู้ป่วยกับญาติยังไง ?

หมอแนต: คนส่วนใหญ่รักชีวิตตัวเอง เขาไม่ได้อยากตาย แต่บางครั้งความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นกับร่างกายเขามันทรมานเกินกว่าที่จะให้เขาอยู่ต่อได้ เพราะฉะนั้นงานของเราเข้าไปดูความทุกข์ตรงนั้นของเขา เข้าไปลดความทุกข์ให้เขา และให้เขากลับมามีตัวตนชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่บางคนปวดมาก เคยเจอเคสหนึ่งเป็นนักธุรกิจเลยแล้วก็มาบอกแนตว่าช่วยฉีดยาให้ผมตายได้ไหม ซึ่งเราทำไม่ได้ เมืองไทยไม่ได้มีกฎหมายตรงนั้น แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ได้จุดที่เราจะมาฉีดยาให้เขาตายในวันนี้ด้วยเพราะเขายังดูโอเคในมุมของเรานะ พอหลังจากเข้าไปดูจริง ๆ เขาปวดจากมะเร็งมาก ๆ หลังจากที่รักษาเขาจนเขาไม่ปวด เขาไม่พูดถึงเรื่องฉีดยาให้ตายอีกเลย เขาใช้ชีวิต เขาออกไปกินอะไรที่เขาอยากกิน ใช้เวลากับครอบครัวกับลูกเขา นั่งต่อเลโก้ด้วยกัน เขากลับมามีความสุขใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าคนไข้ปฏิเสธการรักษา ไม่อยากยื้อ คนไข้ไม่ยอมแต่ตัวญาติอยากจะให้ทำต่อเคยเจอเคสแบบนี้ไหม ?

หมอแนต: เคยเจอ 2 แบบคือคนไข้ยังสื่อสารได้ อยู่กับคนไข้ไม่สื่อสารแล้ว และเรารู้สึกว่าช่วงเวลาตรงนี้น่าจะไม่มีใครอยากได้อีกแล้วแต่ญาติยังยื้อไว้อยู่ ในกรณีแรกก่อนที่คนไข้เขายังสื่อสารได้อยู่ คนไข้บอกว่าไม่อยากได้ยาอะไรต่ออีกแล้ว แต่ญาติยังอยากให้คนไข้ได้รับยาบางอย่างต่อ จริง ๆ เราทำความเข้าใจก่อน แนตเจอเคสหนึ่ง คนไข้มาหาแนตบอกว่าไม่ล้างไต ไตวายนะอันนี้ไม่ใช่มะเร็ง เขายอมที่จะเสียชีวิต หลังจากที่แนตพูดคุยกับเขาจนเข้าใจแล้ว เขาล้างไตนะ เขาเปลี่ยนวิธีการฟอกไต คือเคสนี้ผ่านการคุยกับหมอโรคไตมาแล้วประมาณ 4 ท่านที่จังหวัดอีกจังหวัดหนึ่ง แล้วเขาก็ย้ายมาบอกว่าเขาไม่อยากล้างไต แต่พอที่เราคุยเข้าใจเขา เราบอกว่าการฟอกเลือดมันอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เขาแต่มันมีอีกวิธีหนึ่งนะที่เป็นการฟอกไตเหมือนการเอาของเสียออกเหมือนกัน ที่มันยืดหยุ่นกับไลฟ์สไตล์เขาได้ ก็ให้เขาฟอกทางหน้าท้องค่ะเคสนั้น ทุกวันนี้คนไข้มีความสุขมาก ใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม ยังเทรดหุ้นได้ เล่นกับหมาแมวได้ เขาทำไม่ได้อย่างเดียวก็คือว่ายน้ำ ตอนแรกเขาไม่เอาแล้ว แต่พอเราเข้าใจเขาจริง ๆ ทุกคนอยากมีชีวิตอยู่ถ้ามันสุขสบาย ถ้ามันมีความสุข เพราะฉะนั้นเราแค่เข้าใจเแล้วเราเสนอว่าเรามีอะไรรักษาให้เขาได้อย่างที่เขาต้องการได้บ้าง

อะไรคือคำถามที่คนไข้ระยะสุดท้ายถามบ่อย ๆ ?

หมอแนต: ทรมานไหมอยู่ได้นานไหม ส่วนมากจะเป็น 2 คำถามนี้ ถ้ามี Palliative Care ดูแลเขามาตั้งแต่ต้น เราทำงานเหมือนเป็นเพื่อนกับเขา เดินคู่กันไป ถ้าเขารักษาได้อยู่แล้วก็รักษาไปเรื่อย ๆ แล้วก็แค่ซัพพอร์ตบางอย่างให้เขา จนวันหนึ่งเขาไม่เหลือการรักษาอะไรขึ้นมาแล้ว เราก็ทำหน้าที่เป็นหมอเต็มตัวให้เขา เป็นหมอที่เหลืออยู่คนเดียว แต่ถ้ามองทั้งหมดเราเดินมากับเขาตลอดทาง เขาจะไม่โดดเดี่ยว เขาจะไม่กลัว เขาจะมั่นใจ ระยะเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดเราทำให้เขาเห็นแล้วว่าเราอยู่ตรงนี้เพื่อเขา เพื่อวันหนึ่งที่เขาจะต้องจากไป เขาจะต้องได้รับการดูแลที่ดีที่สุดจริง ๆ อันนั้นคืองานของเรา

มีวิธีดูแลใจญาติยังไงบ้าง ?

หมอแนต: ต้องเข้าใจกระบวนการความเศร้าที่มันเกิดขึ้นอยู่ การพลัดพรากจากคนที่เรารักเป็นความเศร้าแน่นอน เราประเมินตั้งแต่ตอนก่อนที่คนไข้จะจากไปอีก เราประเมินว่าเขาเตรียมพร้อมตรงนี้มากแค่ไหน เขาเข้าใจตัวโรคหรือเปล่า ให้มั่นใจว่ามันจะไม่มีการตกใจอะไรอย่างนี้เกิดขึ้น จนกระทั่งคนไข้ออกเดินทาง หลังจากนั้นเราก็ประเมินครอบครัวอีกว่าเขารับมือกับความเศร้าเสียใจนี้ได้แค่ไหน เขายังกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อยู่หรือเปล่า แต่ไม่ใช่เขาไม่เศร้านะ เราต้องยอมรับก่อนว่าเศร้าคือปกติ อนุญาตให้เขาเศร้าได้ มีพื้นที่ แต่มีเช็คลิสต์บางอย่างที่เราจะประเมินแล้วว่าแบบนี้ถือว่าไม่โอเคนะ ถือว่าต้องดูแลนะเป็นต้น บางเคสถ้าเราไม่ได้เข้าไปดูแลเขาเกิดมีปมบางอย่างในใจและไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้ทั้งจิตใจทั้งหน้าที่การงานทั้งตัวตนของบุคคลนั้น ๆ เปลี่ยนไปเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นเราไม่อยากให้มีสิ่งนี้เกิดขึ้นในทุก ๆ ครอบครัวที่เราได้ดูแล เพราะฉะนั้นคูนก็จะเข้าไปดูครอบครัวทุกคนเลยว่าเขาสามารถดูแลจิตใจหลังการสูญเสียนี้ได้หรือเปล่า อยู่ใน normal grief process หรือเปล่าก็คือความเศร้าแบบปกติหรือเปล่า หรือเป็นความเศร้าที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทางบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปซัพพอร์ตแล้ว เรามีนักจิตวิทยา เรามีทีมทั้งหมดที่พร้อมซัพพอร์ตตรงนี้อยู่ค่ะ

จุดยืนและหัวใจสำคัญในการดูแลคนไข้ของหมอคืออะไร ?

หมอแนต: คนไข้และครอบครัวต้องมีความสุข เราไม่ทำให้ช่วงเวลาที่เขามีอยู่สั้นลง ถ้าเขายังรักษาได้เราจะทำทุกอย่างให้เขามีชีวิตอยู่ยืนยาวและมีความสุข แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งชีวิตเขาทุกข์ทรมานอย่างเดียวแล้ว ไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปแล้ว เราก็จะไม่ได้ยืดยาวการรักษาตรงนั้นเพื่อให้เขาทรมานโดยที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ สิ่งที่เราไม่ทำก็คือการรักษาที่ไม่เกิดประโยชน์ เราไม่ทำสิ่งนั้น ซึ่งทุกวันนี้มีเยอะโดยเฉพาะเคสหนัก ๆ เคสที่ป่วยเยอะ ๆ จะมีการรักษาที่ไม่จำเป็นอยู่เยอะมาก อย่างเช่น การส่งตรวจบางอย่างที่มันไม่ทำให้คนไข้มีความสุขหรือมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเยอะมาก การเจาะเลือด การตรวจเลือด หรือแม้แต่การให้ยาหลาย ๆ ตัว ซึ่งการดูแลประคับประคองพอเรารู้ว่าคนไข้ต้องการอะไรชัดเจน สิ่งเหล่านี้บางทีมันตัดได้ เพราะฉะนั้นมันลดค่าใช้จ่ายลงได้แบบอัตโนมัติแล้วกัน มองว่าบางทีอาจจะ 10-30% ในบางเคสด้วยซ้ำ ซึ่งจริง ๆ เคสที่มาหาที่คูนเราอยากเจอคนไข้ตั้งแต่โรคเขาเพิ่งเป็นใหม่ ๆ โรคเขาเพิ่งวินิจฉัยว่าเป็น อย่างเช่น มะเร็งก็ระยะ 4 แล้วใหม่ ๆ เลย เราไม่อยากเจอคนไข้ช่วงท้าย ๆ เพราะเราเห็นมาเยอะมาก ๆ แล้วว่าการดูแลตั้งแต่ต้น ๆ คนไข้มีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี ยาวนานขึ้นจริง ๆ การดูแลระหว่างทางมันเต็มไปด้วยความสวยงามมากกว่าจริง ๆ ดีกว่ามาเจอกันตอนที่ร่างกายเขาถดถอยมาก ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากทำก็คือเข้าไปตั้งแต่แรก ๆ นี่แหละของการเจ็บป่วยของเขา เราได้รับความไว้ใจจากหลาย ๆ โรงพยาบาลหรือคุณหมอหลาย ๆ ท่านที่กรุณาส่งเคสรีเฟอร์ (คือกระบวนการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า) มาให้เราเพราะว่าเขาก็ไว้ใจว่าเราดูแลเคสของเขาได้ต่อเนื่องยาวนาน อย่างคุณหมอมะเร็งเคสหนึ่งปกติเขาก็จะดูแลจนคนไข้จากไป เขาก็มีความผูกพัน มีความรักเคสนั้น ๆ มากอยู่แล้ว แต่เขาก็มั่นใจว่าเราดูแลตรงนี้ให้กับคนไข้เขาได้ดี เขาก็เลยรีเฟอร์มาให้เรา อันนี้เราก็ขอบคุณ คุณหมอแต่ละท่านมาก ๆ

เรามักจะมองว่า Palliative Care คือที่สุดท้าย มีไหมที่ไม่ใช่ที่สุดท้าย ?

หมอแนต: มีคนไข้ที่อยู่ที่คูน 50% คือกลับบ้านนะคะ

แนวทางการรักษากับการดูแลจิตใจสำคัญ ?

หมอแนต: สำคัญมากค่ะ คนไข้ถ้าเขายังแข็งแรงแล้วกลับไปอยู่ที่บ้านได้ เราก็ดูแลเขาให้แข็งแรงขึ้นแล้วกลับไปอยู่ที่บ้านได้ แล้วถ้าเกิดวันไหนวันหนึ่งที่เขาเกิดเจ็บป่วยตามตัวโรคของเขา เขาก็กลับมาที่คูนได้

แนวทางการรักษาของโรงพยาบาลคูณ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีคุณค่าและชีวิตที่ยังเหลืออยู่นั้นมีความหมาย ?

หมอแนต: เรากลับไปรู้จักเขาก่อนว่าคนไข้เขา เส้นชีวิตเขาก่อนที่เขาจะป่วยเป็นอะไร บางทีเราคิดว่าเคสหนึ่งพอเขาป่วยจะต้องสูญเสียตัวตนเขาทั้งหมด ซึ่งมันไม่ใช่ ถ้าเรารู้จักเขาจริง ๆ เขายังมีคุณค่าความหมายสิ่งนั้นอยู่ในตัวเสมอ เพียงแต่เขาเป็นมะเร็งในวันนี้ เราไม่ยอมทำให้มะเร็งมาเอาทุกอย่างไปจากเขา มะเร็งก็แค่โรคหนึ่งที่มาอยู่กับเขา เพราะฉะนั้นเราดึงสิ่งนี้ที่อยู่ในตัวเขาออกมาผ่านการพูดคุยผ่านการบำบัดต่าง ๆ ให้เขายังกลับมาเป็นคนที่มีคุณค่าได้เหมือนเดิม เราดูแลความไม่สุขสบายทางร่างกาย ทางจิตใจให้กับเขาและครอบครัว หลังจากที่ร่างกายเขาแข็งแรงขึ้น ดีขึ้น เขากลับมามีความสุขได้จริง ๆ

ความปรารถนาสุดท้ายมีความสำคัญกับคนไข้และครอบครัวยังไง ?

หมอแนต: จริง ๆ สำคัญมาก มีหลายเคสที่พอทำให้เขาได้สิ่งนี้ แล้วมันปลดล็อคทั้งคนไข้และครอบครัว ถึงแม้วันหนึ่งที่จากลาเขาได้เคลียร์ทุกอย่างในใจไปหมดแล้ว มีเคสที่มาหาเราแล้วก็บอกว่าอยากไปเที่ยวต่างประเทศอยู่ ซึ่งร่างกายเขาตอนนั้นไม่ได้อนุญาตให้ไปได้อีกแล้ว แต่เราก็สามารถดูแลทำให้เขาไม่ปวด ไม่ทรมานแล้วก็แข็งแรงขึ้นจนเขาได้ไปต่างประเทศ ไปเที่ยวได้อีกหลายที่มาก ๆ เลยมีรูปกลับมาให้เราชื่นชม แล้วลูก ๆ ก็รู้สึกว่ามันเติมเต็มทั้งในบทบาทของลูก แล้วแม่ก็คือมีความสุขจนกระทั่งวันสุดท้ายของเขา

อยากจะฝากอะไรถึงคนที่เขายังมีชีวิตอยู่ ?

หมอแนต: อันดับแรกเลยฝากว่าทุกคนควรออกแบบสิ่งที่เราต้องการ ว่าในช่วงเวลาที่เราเกิดมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น เราอยากได้รับการดูแลแบบไหน การดูแลแบบไหนคือสิ่งที่เราไม่ต้องการและยอมรับไม่ได้ หรือแม้แต่ชีวิตเราที่ยังมีหัวใจเต้นอยู่ หน้าตาแบบไหนที่เราคิดว่ามันไม่โอเคอีกต่อไป เราสามารถสื่อสารสิ่งนี้กับคนที่เรารักได้ คนใกล้ตัวเรา เพื่อให้เขาช่วยเรา วันที่เราสื่อสารเองไม่ได้ ข้อที่ 2 การดูแลPalliative Care ไม่ใช่ความสิ้นหวัง มันคือการรักษาที่เน้นความสุขในเวลาที่คุณมี อยู่ถ้าโรคของคุณยังรักษาได้เราก็รักษาให้คุณอยู่ได้ยาวนานที่สุดเหมือนกัน และมีความสุขร่วมด้วย ซึ่งสิ่งนี้นแนตชื่อว่าทุกคนต้องการค่ะ ไม่มีใครอยากอยู่ยาว ๆ แต่เป็นเวลาที่ทรมาน เวลาที่คุณว่าชีวิตไม่ดี ไม่ได้มีใครต้องการสิ่งนั้น ทุกคนอยากอยู่ยาวนานแน่นอนเพราะว่าตราบใดที่เรามีความสุขหรือภาพชีวิตที่ดี เพราะฉะนั้น Palliative Care คือมาตอบโจทย์สิ่งนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...