โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ยิ่งกว่าไฟไหม้บ้าน! เมื่อ Laser ID อยู่ในมือมิจฉาชีพ

ไทยโพสต์

อัพเดต 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.08 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

21 กุมภาพันธ์ 2569 - ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เผยแพร่ความเห็นเรื่อง”ยิ่งกว่าไฟไหม้บ้าน เมื่อรหัสหลังบัตรประชาชน (Laser ID) อยู่ในมือมิจฉาชีพ“ มีเนื้อหาดังนี้

ในฐานะที่เป็นอาจารย์ประจำด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่า ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity and Policy) มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตันดีซี สหรัฐอเมริกา และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี มหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา

ผมเขียนบทความนี้เพื่อเตือนภัยเชิงหลักการและเชิงระบบว่า หาก Laser ID หลุดไปอยู่ในมือมิจฉาชีพ ความเสียหายอาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่หลายคนคาดคิด ยิ่งกว่าไฟไหม้บ้าน

เพราะในยุคที่โลกกำลังเผชิญภัยไซเบอร์ขั้นสูงที่มาจากหลากหลายรูปแบบทั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ดีพเฟก (Deepfake) แรนซัมแวร์ (Ransomware) และอาชญากรรมไซเบอร์แบบเป็นเครือข่าย (Organized Cybercrime) โดยที่ข้อมูลระบุตัวตนของประชาชนจะถูกยกระดับให้กลายเป็น “สินทรัพย์มูลค่าสูง” (High-Value Asset) ที่ผู้โจมตีมองหาโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการยืนยันตัวตนของคนไทยคือ รหัสหลังบัตรประชาชน (Laser ID)

รหัสหลังบัตรประชาชน (Laser ID) คืออะไร

Laser ID คือรหัสตัวอักษรและตัวเลขที่ยิงเลเซอร์ไว้ด้านหลังบัตรประชาชนไทย ซึ่งมักถูกนำไปใช้ “ร่วมกับข้อมูลอื่น” เพื่อการยืนยันตัวตน เช่น

• ยืนยันตัวตนดิจิทัล (Digital identity verification)

• สมัครบริการออนไลน์ (Online onboarding)

• เปิดบัญชี/ทำธุรกรรมการเงิน (Financial services onboarding)

• ผูกกับกระบวนการ e-KYC (Electronic Know Your Customer)

ดังนั้น Laser ID จึงไม่ใช่ “ตัวเลขธรรมดา”แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งใน ห่วงโซ่การยืนยันตัวตน (Identity verification chain) และเกี่ยวข้องกับ โครงสร้างพื้นฐานตัวตนดิจิทัล (Digital Identity Infrastructure)

Laser ID เชื่อมโยงกับภัยไซเบอร์โลกอย่างไรมีผลอะไรบ้างต่อตัวเราแต่ละคน

1) เมื่อ AI + ข้อมูลรั่ว = การปลอมตัวตนที่แนบเนียนขึ้น (AI + Identity Theft)

หาก Laser ID หลุดหรือถูกเก็บรักษาไม่ปลอดภัย และ “ไปอยู่ร่วมกับข้อมูลสำคัญอื่น” เช่น เลขบัตรประชาชน วันเกิด เบอร์โทร รูปถ่าย หรือข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ผู้โจมตีสามารถใช้ AI เพื่อยกระดับการโจมตีได้ เช่น

• ทำฟิชชิงแบบเจาะจง (Spear phishing)

• ปลอมเสียง/ปลอมใบหน้า (Voice cloning / Deepfake)

• หลอกผ่านขั้นตอนยืนยันตัวตน (e-KYC bypass / social engineering)

สิ่งนี้นำไปสู่ความเสี่ยงรูปแบบ “ตัวตนสังเคราะห์” (Synthetic Identity Fraud) และ การยึดบัญชี (Account takeover)

ผลกระทบโดยตรงที่ประชาชนอาจเจอ

• เปิดบัญชี “ในชื่อเรา” โดยเราไม่รู้ตัว (Mule account exposure)

• สมัครสินเชื่อ/บริการการเงินแทนเรา (Fraudulent loan/credit)

• ทำธุรกรรมผิดกฎหมายโดยโยงชื่อมาที่เรา (Impersonation liability)

2. Laser ID เป็น “องค์ประกอบสำคัญ” ของกลไกการควบคุมความเชื่อถือในยุคที่ระบบไม่เชื่อถือผู้ใช้งานใดโดยอัตโนมัติ และต้องยืนยันตัวตนก่อนทุกครั้ง (Zero Trust) โดยแนวคิด Zero Trust คือ การต้องตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ดังนั้น เมื่อรหัสหลังบัตรประชาชนถูกเปิดเผยให้ผู้อื่น และเกิดการถูกขโมยหรือถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะมิจฉาชีพสามารถปลอมตัวให้ดูเหมือนเป็นเจ้าของข้อมูลจริงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ Laser ID ถูกใช้ร่วมกับ

• รหัส OTP

• การยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า (Face recognition)

• บริการ Mobile Banking

• และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ

หากมิจฉาชีพโจมตีแบบผสมผสาน เช่น การใช้ข้อมูลบัญชีที่รั่วไหลมาทดลองเข้าสู่ระบบ (Credential stuffing) ร่วมกับการหลอกลวงเพื่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูล (Social engineering) ก็อาจทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้ายึดและควบคุมตัวตนดิจิทัลของเหยื่อได้ (Identity takeover) ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือ

• มิจฉาชีพสามารถผ่านกระบวนการตรวจสอบบางขั้นตอนก่อน แล้วค่อย ๆ เข้ายึดบัญชีหรือสิทธิ์การใช้งานทีละลำดับ
• ผู้เสียหายต้องใช้เวลานานในการพิสูจน์ตัวตน แก้ไขข้อมูล และจัดการประวัติธุรกรรมที่ถูกมิจฉาชีพจัดการไปเรียบร้อยแล้ว

3) ความเสี่ยง “ห่วงโซ่อุปทาน” ต่อระบบยืนยันตัวตน (Supply Chain Attack)

ในโลกจริงของธุรกิจ เช่น การเงินการธนาคารหรือธุรกิจสุขภาพ โรงพยาบาล เครือข่ายมือถือ เป็นต้น ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนลูกค้าทางดิจิทัล (e-KYC) และการตรวจสอบตัวตนมักพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก (Vendor / Third-party identity verification) หากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งถูกเจาะ ข้อมูลจำนวนมากอาจรั่ว “ครั้งเดียวเป็นวงกว้าง” (Mass leakage) นี่คือความเสี่ยงระดับ การรั่วไหลขนาดใหญ่ (Large-scale / National-scale data breach) ซึ่งกระทบทั้งประชาชนและความเชื่อมั่นต่อบริการรัฐ/การเงินพร้อมกัน ตัวอย่างธนาคารต่างประเทศ (เทียบเคียงความเสี่ยงแบบ Laser ID) กรณีของธนาคาร Capital One (สหรัฐอเมริกา) เคยเกิดเหตุข้อมูลลูกค้ารั่วไหลครั้งใหญ่ในปี 2019 จากช่องโหว่ของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมกับผู้ให้บริการภายนอก ข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ

• ชื่อ–นามสกุล

• วันเกิด

• หมายเลขประจำตัว เช่น Social Security Number (SSN) เทียบเคียงคนไทยคือ Laser ID

• ข้อมูลสมัครสินเชื่อ

ซึ่ง “SSN” ทำหน้าที่คล้าย Laser ID + เลขบัตรประชาชนในบริบทไทย คือเป็นข้อมูลสำคัญที่ใช้ยืนยันตัวตนได้

ในตัวอย่างนี้ แม้ธนาคารจะไม่ได้ถูกเจาะโดยตรง แต่เมื่อระบบที่เชื่อมต่อกับผู้ให้บริการภายนอกมีช่องโหว่ข้อมูลยืนยันตัวตนของประชาชนจำนวนมากสามารถรั่วได้ในครั้งเดียว นี่คือภาพชัดของความเสี่ยง Supply Chain Attack ต่อระบบยืนยันตัวตน และธนาคารต้องชดใช้ค่าเสียหายหลายพันล้านบาท แต่เมืองไทยยังไม่มีมาตรการชดใช้ค่าเสียหายแบบนี้ให้กับประชาชน

4) กลลวงขั้นสูงของ มิจฉาชีพ ที่คนทั่วไปแยกยาก(Deepfake-as-a-Service)

ยุคนี้มีบริการ “ปลอมเสียง/ปลอมหน้า” แบบสำเร็จรูป (Deepfake-as-a-Service) ถ้าผู้โจมตีมีทั้ง

ภาพจากโซเชียล + เสียงจากคลิป + ข้อมูลยืนยันตัวตนบางส่วน (เช่น Laser ID) จะสร้างเหตุหลอกลวงที่แนบเนียนขึ้นมาก เช่น

• โทรสั่งโอนเงินในนามผู้บริหาร/ญาติ

• ปลอมตัวติดต่อหน่วยงาน/ธนาคาร

• หลอกให้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มจน “ครบชุด”

5) อาชญากรรมไซเบอร์เป็นระบบนิเวศธุรกิจ(Cybercrime-as-a-Service, Caas) ตลาดมืด (Dark web) มี “แพ็กเกจข้อมูลตัวตน” และเครื่องมือโจมตีให้เช่า หาก Laser ID กลายเป็นข้อมูลที่ถูกนำไปซื้อขายหรือใช้งานผิดวัตถุประสงค์ ความเสี่ยงจะขยายจาก “ประชาชนผู้บริสุทธิ์” ตก “เป็นเหยื่อ” ทำให้ “เป็นเครือข่ายมิจฉาชีพ” เช่น

• เครือข่ายบัญชีม้า

• ฟอกเงิน

• หลบเลี่ยงการตรวจสอบ (Evasion)

อาชญากรรมไซเบอร์แบบเป็นบริการ (Cybercrime-as-a-Service หรือ CaaS)หมายถึงรูปแบบที่การก่ออาชญากรรมไซเบอร์ถูกจัดเป็น“ธุรกิจให้เช่าหรือให้บริการ”เหมือนบริการออนไลน์ทั่วไป กล่าวง่าย ๆ คือ
ผู้ที่ไม่มีทักษะด้านแฮ็กก็สามารถ “ซื้อหรือเช่าเครื่องมือโจมตี” ได้

6) มุมความมั่นคง คือ ข้อมูลตัวตนถูกใช้เพื่อ “ทำแผนที่สังคม” และ “โจมตีแบบเจาะจง” (National Security Impact) หากข้อมูลยืนยันตัวตนถูกเจาะหรือถูกใช้ผิดทาง ผลกระทบไม่ได้หยุดที่การเงิน แต่รวมถึง

• การทำโปรไฟล์ประชาชน/กลุ่มเป้าหมาย (Profiling)

• การติดตามบุคคลสำคัญ/เจ้าหน้าที่รัฐ (Targeting officials)

• การจารกรรมและบ่อนทำลายความเชื่อมั่น (Espionage / influence)

และท้ายที่สุดกระทบต่อ อธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) และความเชื่อถือในระบบรัฐ

ข้อเสนอเร่งด่วนสำหรับประชาชน คือ อาศัยกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA ให้รีบติดต่อขอให้องค์กรใด ๆ หรือ ตามข่าวที่มีพรรคการเมืองได้รหัสหลังบัตรประชาชน (Laser ID) ของท่านไปนั้น ให้องค์กรหรือพรรคการเมืองเหล่านั้น ลบข้อมูลรหัสหลังบัตรประชาชนหรือทำลายทิ้งเสีย และแจ้งความลงบันทึกประจำวันเอาไว้ว่าครั้งหนึ่งเคยให้รหัสหลังบัตรประชาชน (Laser ID) ไว้กับที่ใดไว้เป็นหลักฐาน

ข้อเสนอสำหรับหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ คือ การประกันความเสี่ยงด้านการเข้ารหัสในอนาคต (Quantum Computing & Post-Quantum Cryptography) หากระบบที่ป้องกันฐานข้อมูลสำคัญยังพึ่งพามาตรฐานเข้ารหัสเดิมบางประเภท (เช่น RSA/ECC) ในอนาคตอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า จึงควรเริ่มวางแผน Post-Quantum Cryptography (PQC) ในระดับยุทธศาสตร์ และนำไปสู่การส่งเสริมผู้เชี่ยวชาญภาคเอกชนคนไทยที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ร่วมภาครัฐและเอกชนของคนไทย เพื่อลดความเสี่ยงภัยไซเบอร์จากการโจมตีของต่างชาติและรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ

กล่าวโดยสรุป “ความเสี่ยงต่อคนไทย” หากการคุ้มครอง Laser ID ไม่รัดกุม หรือ ตกอยู่ในมือมิจฉาชีพ คือ

1. ถูกสวมชื่อเปิดบัญชี/บัญชีม้าโดยไม่รู้ตัว

2. ถูกสวมชื่อสมัครสินเชื่อ/บริการการเงิน

3. ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการฟอกเงิน/อาชญากรรม

4. ถูกหลอกด้วยปลอมหน้า ปลอมเสียง(Deepfake) ในครอบครัว/ที่ทำงาน

5. ถูกปลอมตัวทำธุรกรรม/ขอสิทธิประโยชน์รัฐ

6. สูญเสียเครดิตและเสียเวลาพิสูจน์ตัวตนเป็นเดือน/ปี

7. “อันตรายสุด” คือเหยื่อจำนวนมาก ไม่รู้ว่าตัวตนถูกใช้ไปแล้ว (Silent identity abuse)

ในยุค AI นี้ “ข้อมูลยืนยันตัวตน” ไม่ใช่ข้อมูลธรรมดาอีกต่อไป มันคือ กุญแจดิจิทัลของชีวิต (Digital key to your life) ถ้ากุญแจหลุดรั่วไป ความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้โดยที่เจ้าของ “ยังไม่รู้ตัว” มันรุนแรงและทุกข์ยิ่งกว่าไฟไหม้บ้านหลายเท่าตัว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...