เช็กเลย! 'อวัยวะหมดอายุ' ไม่พร้อมกัน ดูแลอย่างไร? ให้ชะลอความเสื่อม
โดยปกติเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย มักเริ่มเสื่อมในช่วงอายุ 30 ปี เป็นต้นไป แต่อาการเสื่อมเริ่มสะสมได้ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่นและวัยทำงาน จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งภาวะอวัยวะล้มเหลว หรือหมดอายุ หมายความว่า อวัยวะหนึ่งหรือหลายอวัยวะของคุณไม่สามารถทำงานได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป
หากอวัยวะสำคัญของคุณล้มเหลว หมดอายุ คุณจะต้องได้รับการช่วยชีวิตหรือการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อทดแทน อวัยวะสำคัญของคุณได้แก่ ตับ ไต หัวใจ สมอง ปอด และลำไส้เล็ก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
นอนน้อยกว่า 6 ชม. VS นอนมากกว่า 8 ชม. ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคู่
ผู้ชายกว่า 90% มีเพศสัมพันธ์ ติดเชื้อ 'HPV' ไม่รู้ตัว แนะฉีดวัคซีนป้องกัน
อวัยวะแต่ละส่วน จะหมดอายุในช่วงวัยแตกต่างกัน
สมอง → อายุเฉลี่ย 20 ปี
- เริ่มเสื่อมตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ! เซลล์ประสาทลดลงทุกวัน
- ถ้าไม่ใช้สมองบ่อย เสื่อมเร็วเท่าคนแก่
ผิวหนัง → อายุเฉลี่ย 25 ปี
- คอลลาเจนเริ่มลด ผิวแห้งง่าย แพ้แดดไว
- อายุยังไม่มาก แต่ผิวพังได้ถ้าดูแลไม่ดี
หัวใจ → อายุเฉลี่ย 40 ปี
- ปั๊มเลือดน้อยลง เหนื่อยง่าย
- ผู้ชาย 45+ และผู้หญิง 55+ เสี่ยงโรคหัวใจสูง
ตับ → อายุเฉลี่ย 50 ปี
- ถ้าดูแลดี ฟื้นตัวไวมาก แต่ถ้าใช้หนัก = พังเร็ว
- ดื่มเหล้า นอนดึก คือศัตรู
ไต → อายุเฉลี่ย 50 ปี
- กรองของเสียน้อยลง ปัสสาวะบ่อยตอนดึก
- บางคนไม่รู้ว่าใช้ไตหนักจาก “กินยาเกินจำเป็น”
ปอด → อายุเฉลี่ย 50 ปี (เริ่มเสื่อมตั้งแต่ 20 ปี)
- หายใจตื้น ออกซิเจนในเลือดน้อยลง
- บางคนหอบง่าย แค่เดินขึ้นบันได
ลำไส้ → อายุเฉลี่ย 55 ปี
- แบคทีเรียดีลดลง เสี่ยงระบบย่อยรวน
- ท้องผูกบ่อย อาหารไม่ย่อย คือสัญญาณ
กระดูก → อายุเฉลี่ย 35 ปี
- ความหนาแน่นเริ่มลด กระดูกพรุนเร็ว
- ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเสี่ยงมาก
รังไข่ → อายุเฉลี่ย 35 ปี
- ไข่เริ่มลด คุณภาพตกตั้งแต่ยังไม่ถึงเลขสี่
- ความสมดุลฮอร์โมนเริ่มปั่นป่วน
ดวงตา → อายุเฉลี่ย 40 ปี
- สายตายาว ตาแห้ง ตาพร่ามาเยือน
- เสี่ยงต้อกระจก ต้อหินมากขึ้น
ฟัน → อายุเฉลี่ย 40 ปี
- เหงือกร่น ฟันโยก ฟันผุง่าย
- เคี้ยวของแข็ง = พังแน่
หน้าอก (เต้านม) → อายุเฉลี่ย 35 ปี
- เริ่มหย่อนคล้อย ต่อมน้ำนมเสื่อม
- เสี่ยงซีสต์หรือมะเร็งได้ง่ายขึ้น
อวัยวะสำคัญที่อาจทำงานล้มเหลว
- ตับ
ตับของคุณทำหน้าที่หลายร้อยอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงการกรองสารพิษออกจากเลือดภาวะตับวายอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
- ไต
ทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากเลือดผ่านทางปัสสาวะ และรักษาสมดุลของของเหลวและอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายภาวะไตวายอาจเกิดขึ้นแบบเรื้อรังหรือเฉียบพลัน
- หัวใจ
หัวใจของคุณทำหน้าที่ส่งเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะอื่นๆ ทุกส่วน เมื่อหัวใจของคุณทำงานผิดปกติ มันจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของคุณทั้งหมดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันคือการทำงานของหัวใจที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังเป็นภาวะเรื้อรังที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามเวลา
- ปอด
ปอดเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายภาวะหายใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
- ลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็กทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่จากอาหารที่คุณรับประทาน ซึ่งร่างกายต้องการเพื่อการทำงาน เมื่อลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ ผลที่ตามมาคือภาวะขาดสารอาหารหรืออดอาหาร
- สมอง
สมองของคุณสั่งการให้ทุกอวัยวะทำงาน โรคความเสื่อมของสมองอาจทำให้สมองล้มเหลวเรื้อรังและค่อยเป็นค่อยไป ภาวะสมองล้มเหลวเฉียบพลันคือกระบวนการที่สมองตายเมื่อสมองหรือก้านสมอง ของคุณ ตาย อวัยวะที่เหลือก็จะตายตามไปด้วย
วิธีสังเกตความเสื่อมของร่างกาย
สำรวจ 10 อาการ สัญญาณร่างกายเริ่มทรุดโทรม และควรรีบเข้ารับการตรวจสุขภาพมีอะไรบ้าง
1.อ่อนเพลียเรื้อรัง
อาการอ่อนล้า รู้สึกไม่สบายตัว หมดเรี่ยวแรง หรือหลับไม่สนิท อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งร่างกายต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยสาเหตุอาจเกิดจากการทำกิจกรรมบางประเภทอย่างหักโหม หรือเกิดจากการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ฮอร์โมนในร่างกายขาดความสมดุล รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต
2.นอนไม่หลับ
อาการนอนไม่หลับ การนอนหลับไม่สนิท การหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดคืน การตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น การง่วงซึมหรือความเหนื่อยล้าระหว่างวันสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อาการนอนไม่หลับเกิดจากปัจจัยที่หลากหลายและเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการนอนไม่หลับมากกว่า 2 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการทำงานที่ปกติของไทรอยด์ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินอาการเพิ่มเติม
3.เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
ความไม่รู้สึกอยากอาหารหรือความต้องการรับประทานอาหารลดลง อาจเกิดได้จากสาเหตุทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงภาวะเบื่ออาหารจากการใช้ยาบางประเภท โดยผู้ที่เบื่ออาหารมักมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด ภาวะขาดสารอาหาร ในบางรายอาจพบว่าลิ้นเริ่มรับรสชาติได้ไม่เหมือนเดิม
4.ปวดเมื่อยตามร่างกาย
อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณส่วนต่าง ๆ โดยไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด อาจเป็นผลจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหลาย ๆ ตำแหน่งในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งหากผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจไม่สามารถขยับร่างกาย หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ ควรตรวจสุขภาพเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน และทำการรักษาอย่างจริงจัง
5.ปวดศีรษะเรื้อรัง
การปวดศีรษะเรื้อรังหมายถึงลักษณะการปวดหัวที่มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความเครียด โรคไมเกรน โรคซึมเศร้าหรือการใช้ยาแก้ปวดไม่ถูกวิธี
6.ไอเรื้อรัง
ภาวะไอเรื้อรังคือการไอที่มีระยะเวลาติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือภาวะอื่น ๆ เช่น ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ หอบหืด รวมไปถึงภาวะที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ภาวะกรดไหลย้อน เป็นต้น
7.ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ผู้ป่วยมักมีอาการแน่นท้อง ปวดท้อง หรือรู้สึกไม่สบายท้องบริเวณส่วนบนหรือบริเวณลิ้นปี่ ในบางรายอาจรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ ส่วนใหญ่มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และเมื่อไม่ได้ตรวจสุขภาพเพื่อรับการรักษาที่ต้นเหตุอย่างถูกต้อง ก็ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเรื้อรังได้
8.ระบบขับถ่ายไม่ปกติ
ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้จากอาการท้องเสียบ่อย อุจจาระเป็นน้ำ หรือท้องผูกบ่อย ถ่ายแข็งต้องออกแรงเบ่งมาก ในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรือมีอุจจาระสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย แม้จะรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและถูกสุขอนามัย อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร การดูดซึมและการขับถ่าย
9.ปัสสาวะแสบขัด
รวมถึงอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะมีมดขึ้น หรือปัสสาวะเป็นเลือด อาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือโรคในระบบทางเดินปัสสาวะต่าง ๆ รวมถึงโรคเบาหวาน หรือดีซ่าน
10.มีเลือดออกผิดปกติ
ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้จากการเกิดจ้ำเลือดตามผิวหนัง บางรายอาจอาเจียนออกมาเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือด รวมถึงการมีเลือดออกทางช่องคลอดนอกรอบประจำเดือน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีเลือดออกผิดปกติมักมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย
ข้อแนะนำจากทีมแพทย์
อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการครบทุกข้อ หากสังเกตอาการผิดปกติอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจหาความเสื่อมระดับเซลล์ เพราะการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้
อ้างอิง: Cleveland Clinic , โรงพยาบาลรามคำแหง