โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

เช็กเลย! 'อวัยวะหมดอายุ' ไม่พร้อมกัน ดูแลอย่างไร? ให้ชะลอความเสื่อม

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โดยปกติเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย มักเริ่มเสื่อมในช่วงอายุ 30 ปี เป็นต้นไป แต่อาการเสื่อมเริ่มสะสมได้ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่นและวัยทำงาน จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งภาวะอวัยวะล้มเหลว หรือหมดอายุ หมายความว่า อวัยวะหนึ่งหรือหลายอวัยวะของคุณไม่สามารถทำงานได้อย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันหรือค่อยเป็นค่อยไป

หากอวัยวะสำคัญของคุณล้มเหลว หมดอายุ คุณจะต้องได้รับการช่วยชีวิตหรือการปลูกถ่ายอวัยวะเพื่อทดแทน อวัยวะสำคัญของคุณได้แก่ ตับ ไต หัวใจ สมอง ปอด และลำไส้เล็ก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

นอนน้อยกว่า 6 ชม. VS นอนมากกว่า 8 ชม. ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคู่

ผู้ชายกว่า 90% มีเพศสัมพันธ์ ติดเชื้อ 'HPV' ไม่รู้ตัว แนะฉีดวัคซีนป้องกัน

อวัยวะแต่ละส่วน จะหมดอายุในช่วงวัยแตกต่างกัน

สมอง → อายุเฉลี่ย 20 ปี

  • เริ่มเสื่อมตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ! เซลล์ประสาทลดลงทุกวัน
  • ถ้าไม่ใช้สมองบ่อย เสื่อมเร็วเท่าคนแก่

ผิวหนัง → อายุเฉลี่ย 25 ปี

  • คอลลาเจนเริ่มลด ผิวแห้งง่าย แพ้แดดไว
  • อายุยังไม่มาก แต่ผิวพังได้ถ้าดูแลไม่ดี

หัวใจ → อายุเฉลี่ย 40 ปี

  • ปั๊มเลือดน้อยลง เหนื่อยง่าย
  • ผู้ชาย 45+ และผู้หญิง 55+ เสี่ยงโรคหัวใจสูง

ตับ → อายุเฉลี่ย 50 ปี

  • ถ้าดูแลดี ฟื้นตัวไวมาก แต่ถ้าใช้หนัก = พังเร็ว
  • ดื่มเหล้า นอนดึก คือศัตรู

ไต → อายุเฉลี่ย 50 ปี

  • กรองของเสียน้อยลง ปัสสาวะบ่อยตอนดึก
  • บางคนไม่รู้ว่าใช้ไตหนักจาก “กินยาเกินจำเป็น”

ปอด → อายุเฉลี่ย 50 ปี (เริ่มเสื่อมตั้งแต่ 20 ปี)

  • หายใจตื้น ออกซิเจนในเลือดน้อยลง
  • บางคนหอบง่าย แค่เดินขึ้นบันได

ลำไส้ → อายุเฉลี่ย 55 ปี

  • แบคทีเรียดีลดลง เสี่ยงระบบย่อยรวน
  • ท้องผูกบ่อย อาหารไม่ย่อย คือสัญญาณ

กระดูก → อายุเฉลี่ย 35 ปี

  • ความหนาแน่นเริ่มลด กระดูกพรุนเร็ว
  • ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนเสี่ยงมาก

รังไข่ → อายุเฉลี่ย 35 ปี

  • ไข่เริ่มลด คุณภาพตกตั้งแต่ยังไม่ถึงเลขสี่
  • ความสมดุลฮอร์โมนเริ่มปั่นป่วน

ดวงตา → อายุเฉลี่ย 40 ปี

  • สายตายาว ตาแห้ง ตาพร่ามาเยือน
  • เสี่ยงต้อกระจก ต้อหินมากขึ้น

ฟัน → อายุเฉลี่ย 40 ปี

  • เหงือกร่น ฟันโยก ฟันผุง่าย
  • เคี้ยวของแข็ง = พังแน่

หน้าอก (เต้านม) → อายุเฉลี่ย 35 ปี

  • เริ่มหย่อนคล้อย ต่อมน้ำนมเสื่อม
  • เสี่ยงซีสต์หรือมะเร็งได้ง่ายขึ้น

อวัยวะสำคัญที่อาจทำงานล้มเหลว

  • ตับ

ตับของคุณทำหน้าที่หลายร้อยอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต รวมถึงการกรองสารพิษออกจากเลือดภาวะตับวายอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

  • ไต

ทำหน้าที่กำจัดของเสียออกจากเลือดผ่านทางปัสสาวะ และรักษาสมดุลของของเหลวและอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายภาวะไตวายอาจเกิดขึ้นแบบเรื้อรังหรือเฉียบพลัน

  • หัวใจ

หัวใจของคุณทำหน้าที่ส่งเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะอื่นๆ ทุกส่วน เมื่อหัวใจของคุณทำงานผิดปกติ มันจะส่งผลกระทบต่อร่างกายของคุณทั้งหมดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันคือการทำงานของหัวใจที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรังเป็นภาวะเรื้อรังที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามเวลา

  • ปอด

ปอดเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายภาวะหายใจล้มเหลวอาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง

  • ลำไส้เล็ก

ลำไส้เล็กทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารส่วนใหญ่จากอาหารที่คุณรับประทาน ซึ่งร่างกายต้องการเพื่อการทำงาน เมื่อลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ ผลที่ตามมาคือภาวะขาดสารอาหารหรืออดอาหาร

  • สมอง

สมองของคุณสั่งการให้ทุกอวัยวะทำงาน โรคความเสื่อมของสมองอาจทำให้สมองล้มเหลวเรื้อรังและค่อยเป็นค่อยไป ภาวะสมองล้มเหลวเฉียบพลันคือกระบวนการที่สมองตายเมื่อสมองหรือก้านสมอง ของคุณ ตาย อวัยวะที่เหลือก็จะตายตามไปด้วย

วิธีสังเกตความเสื่อมของร่างกาย

สำรวจ 10 อาการ สัญญาณร่างกายเริ่มทรุดโทรม และควรรีบเข้ารับการตรวจสุขภาพมีอะไรบ้าง

1.อ่อนเพลียเรื้อรัง

อาการอ่อนล้า รู้สึกไม่สบายตัว หมดเรี่ยวแรง หรือหลับไม่สนิท อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งร่างกายต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอ โดยสาเหตุอาจเกิดจากการทำกิจกรรมบางประเภทอย่างหักโหม หรือเกิดจากการติดเชื้อ ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ ฮอร์โมนในร่างกายขาดความสมดุล รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพจิต

2.นอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับ การนอนหลับไม่สนิท การหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดคืน การตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น การง่วงซึมหรือความเหนื่อยล้าระหว่างวันสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อาการนอนไม่หลับเกิดจากปัจจัยที่หลากหลายและเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการนอนไม่หลับมากกว่า 2 สัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการทำงานที่ปกติของไทรอยด์ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินอาการเพิ่มเติม

3.เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

ความไม่รู้สึกอยากอาหารหรือความต้องการรับประทานอาหารลดลง อาจเกิดได้จากสาเหตุทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงภาวะเบื่ออาหารจากการใช้ยาบางประเภท โดยผู้ที่เบื่ออาหารมักมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด ภาวะขาดสารอาหาร ในบางรายอาจพบว่าลิ้นเริ่มรับรสชาติได้ไม่เหมือนเดิม

4.ปวดเมื่อยตามร่างกาย

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณส่วนต่าง ๆ โดยไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด อาจเป็นผลจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหลาย ๆ ตำแหน่งในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้เกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งหากผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจไม่สามารถขยับร่างกาย หรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ ควรตรวจสุขภาพเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจน และทำการรักษาอย่างจริงจัง

5.ปวดศีรษะเรื้อรัง

การปวดศีรษะเรื้อรังหมายถึงลักษณะการปวดหัวที่มีอาการต่อเนื่องมากกว่า 15 วันต่อเดือน ติดต่อกันอย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากความเครียด โรคไมเกรน โรคซึมเศร้าหรือการใช้ยาแก้ปวดไม่ถูกวิธี

6.ไอเรื้อรัง

ภาวะไอเรื้อรังคือการไอที่มีระยะเวลาติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ หรือภาวะอื่น ๆ เช่น ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ หอบหืด รวมไปถึงภาวะที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ภาวะกรดไหลย้อน เป็นต้น

7.ท้องอืด ท้องเฟ้อ

ผู้ป่วยมักมีอาการแน่นท้อง ปวดท้อง หรือรู้สึกไม่สบายท้องบริเวณส่วนบนหรือบริเวณลิ้นปี่ ในบางรายอาจรู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ ส่วนใหญ่มักมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ และเมื่อไม่ได้ตรวจสุขภาพเพื่อรับการรักษาที่ต้นเหตุอย่างถูกต้อง ก็ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเรื้อรังได้

8.ระบบขับถ่ายไม่ปกติ

ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้จากอาการท้องเสียบ่อย อุจจาระเป็นน้ำ หรือท้องผูกบ่อย ถ่ายแข็งต้องออกแรงเบ่งมาก ในบางรายอาจมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย หรือมีอุจจาระสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย แม้จะรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและถูกสุขอนามัย อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหาร การดูดซึมและการขับถ่าย

9.ปัสสาวะแสบขัด

รวมถึงอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะมีมดขึ้น หรือปัสสาวะเป็นเลือด อาจมีสาเหตุจากการติดเชื้อหรือโรคในระบบทางเดินปัสสาวะต่าง ๆ รวมถึงโรคเบาหวาน หรือดีซ่าน

10.มีเลือดออกผิดปกติ

ผู้ป่วยสามารถสังเกตได้จากการเกิดจ้ำเลือดตามผิวหนัง บางรายอาจอาเจียนออกมาเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือด รวมถึงการมีเลือดออกทางช่องคลอดนอกรอบประจำเดือน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีเลือดออกผิดปกติมักมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย

ข้อแนะนำจากทีมแพทย์

อย่างไรก็ตาม คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการครบทุกข้อ หากสังเกตอาการผิดปกติอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ แล้วอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะการตรวจหาความเสื่อมระดับเซลล์ เพราะการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงได้

อ้างอิง: Cleveland Clinic , โรงพยาบาลรามคำแหง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...