โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัชกาลที่ 4 "President" พระองค์แรกแห่งกรุงสยาม! กับเกร็ดการใช้คำว่า "ประธานาธิบดี"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 พ.ย. 2564 เวลา 09.06 น. • เผยแพร่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 09.06 น.
รัชกาลที่ 4 ฉลองพระองค์อย่างเครื่องแบบนายทหารเรือสหรัฐอเมริกา ฉายเมื่อ พ.ศ. 2411

ตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 ยังทรงพระผนวชได้มีโอกาสรับการศึกษา และองค์ความรู้แบบตะวันตกจากบรรดามิชชันนารีอเมริกัน จึงเป็นไปได้สูงว่าพระองค์น่าจะทรงรับรู้ถึงที่มาที่ไปและการดำรงตำแหน่ง “President” ของสหรัฐอเมริกาไม่มากก็น้อยว่ามาจากการเลือกตั้งและมีวาระการดำรงตำแหน่งที่จำกัด

รัชกาลที่ 4 จึงทรงใช้คำว่า “President” แทนพระองค์เอง ซึ่งหมายถึงประมุขของรัฐ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดเจน คือ พระราชหัตถเลขาที่ทรงมีไปถึงพระสหายชาวต่างชาติผู้หนึ่ง คือ นายพันโท William J. Butterworth ผู้ว่าการเกาะ Prince of Wales ของอังกฤษ ฉบับวันจันทร์ที่ 21 เมษายน 2394 หรือราว 3 สัปดาห์หลังจากรัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต หรือ 24 วันก่อนที่รัชกาลที่ 4 จะทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

โดยพระองค์ยังลงพระปรมาภิไธยในท้ายพระราชหัตถเลขาดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ ว่า “T.Y. Chau Fa Mongkut, newly elect Presidentor Acting King of Siam” ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ท.ญ. เจ้าฟ้ามงกุฎ ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกใหม่หรือพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองกรุงสยาม” คือ รัชกาลที่ 4 ทรงเป็น “President” คนแรกของกรุงสยามนั่นเอง

ทั้งนี้ คำที่รัชกาลที่ 4 ใช้เรียกแทนพระองค์เองยังคงเป็นคำในภาษาอังกฤษ คือ “President” คือ ทรงเป็นประมุขของรัฐ ทรงเป็น “King of Siam” อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานว่ารัชกาลที่ 4 ทรงใช้คำว่า “ประธานาธิบดี” ในภาษาไทยเพื่อใช้แทนคำว่า “President” แต่อย่างใด

ส่วนคำว่า “ประธานาธิบดี” ปรากฏใช้ในฝ่ายศาสนจักรมาก่อน ในประกาศแต่งตั้งกรมหมื่นนุชิตชิโนรสขึ้นเป็นกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสในวันศุกร์ เดือน 9 (เดือนมิถุนายน) ขึ้น 4 ค่ำ พ.ศ. 2394 ในคำอธิบายที่อยู่ในพระสุพรรณบัฏว่า

“ส่วนกรมหมื่นนุชิตชิโนรสเล่า ก็เป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น และได้ทรงผนวชรับธุระฝ่ายพระบวรพุทธศาสนามาช้านาน ทรงพระปรีชาญาณฉลาดรอบรู้ในพุทธศาสตร์ ราชสาตร แบบอย่างโบราณราชประเพณีต่าง ๆ แลในทางปฏิสัณฐานปราไส แล้วมีพระราชหฤทัยโอบอ้อมอารี เป็นที่สนิทเสน่หาแห่งพระบรมวงศานุวงศ์ทั่วไป แลได้เป็นครูอาจารย์ครุฐานิยบุคคล แห่งราชสกุลวงศ์มหาชนเป็นอันมาก ควรที่จะเป็นประธานาธิบดี  มีอิศริยยศยิ่งกว่าบรรดาคณานิกรสงฆ์คามวาสีอรัญวาสีปักษ์ใต้ฝ่ายเหนือทั้งปวง”

ตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” ข้างต้นนี้ถูกใช้เรียกแทนตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ในบริบทของการปกครองของฝ่ายศาสนจักร ไม่ใช่ฝ่ายอาณาจักร

ในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็ปรากฏคำว่า “ประธานาธิบดี” ในทำนองเดียวกัน คือ ในการสถาปนากรมพระยาวชิรญาณวโรรสขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชใน พ.ศ. 2464 ประกาศของพระราชพิธีดังกล่าวระบุว่า “…พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ประกาศทราบทั่วกัน ด้วยทรงพระราชดำริห์ว่า พระมหาสังฆปรินายกปธานาธิบดีแห่งสงฆมณฑลทั่วพระราชอาณาจักร์…”

อย่างไรก็ตาม หากไล่เรียงพระนามที่ปรากฏในพระสุพรรณบัฏของสมเด็จพระสังฆราชนับตั้งแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เป็นต้นไป จะพบว่ามีสร้อยพระนามของสมเด็จพระสังฆราชถึง 6 พระองค์ ที่ปรากฏร่องรอยของการนำคำว่า “ประธานาธิบดี” มาใช้ ได้แก่

1. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส (ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. 2394-2396) ปรากฏสร้อยพระนามว่า “มหาปาโมกษปทานวโรดมบรมนารถบพิตร”

2. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. 2434-2435)  ปรากฏสร้อยพระนามว่า “อุกฤษฐศักดิ์สกลสังฆปาโมกข์ ประธานาธิบดินทรมหาสมณคะณินทรวโรดม บรมบพิตร”

3. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. 2453-2464) ปรากฏสร้อยพระนามว่า “มหาปาโมกขประธานสถาวีรวโรดมบรมนาถบพิตร”

4. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. 2464-2480) ปรากฏสร้อยพระนามว่า “สยามาธิปัตยามหาสังฆปาโมกขประธานาธิบดี

5. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ชื่น) (ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. 2488-2501) ปรากฏสร้อยพระนามว่า “สรรพคณิสสรมหาปธานาธิบดี คามวาสี อรัณยวาสี”

6. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) (ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พ.ศ. 2532-2556) ปรากฏสร้อยพระนามว่า “สรรพคณิศรมหาปธานาธิบดีคามวาสี อรัณยวาสี” 

ดังนั้น คำว่า “ปธานาธิบดี” หรือ “ประธานาธิบดี” ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในฝ่ายศาสนจักรมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แล้วเป็นอย่างน้อย

แล้วคำว่า “ประธานาธิบดี” ที่ใช้ในความหมายของคำว่า “President” เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อใด?

เนื่องจากคำว่า “President” ในความหมายดั้งเดิมในภาษาอังกฤษหมายถึง “ประธาน” ของที่ประชุม ครั้นสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตั้ง “สภาที่ปฦกษาราชการแผ่นดิน” จึงนำคำว่า “President” มาใช้ เรียกทับศัพท์ว่า “เปรสิเดนต์” ซึ่งก็คือรัชกาลที่ 5 นั่นเอง โดยในประกาศพระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตด (Council of State) ระบุการทำหน้าที่ของรัชกาลที่ 5 ไว้อย่างชัดเจนว่า “สมเดจพระเจ้าอยู่หัวเปนเปรสิเดนต์ หัวน่าปธานาธิบดี”

อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่า “หัวน่าปธานาธิบดี” แทนรัชกาลที่ 5 ในฐานะ “ประธาน” ของ “สภาที่ปฦกษาราชการแผ่นดิน” ไม่ได้มีนัยยะแบบเดียวกันกับประธานาธิบดีที่เป็นประมุขของสหรัฐอเมริกา หรือเหมือนกับที่รัชกาลที่ 4 ทรงใช้ในภาษาอังกฤษ เพราะการแปลความหมายของคำว่า “President” ดังกล่าวเป็นการใช้ตามความหมายดั้งเดิมในภาษาอังกฤษ คือ การเป็น “ประธาน” ของที่ประชุม

แต่อย่างน้อยที่สุด การแปลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการหยิบยืมคำว่า “ประธานาธิบดี” ในภาษาไทยที่แต่เดิมใช้ในบริบทของการปกครองของฝ่ายศาสนจักร มาใช้เรียกแทนประธานในที่ประชุมของฝ่ายอาณาจักร กระทั่งต่อมาคำว่า “ประธานาธิบดี” จึงกลายเป็นคำที่ใช้แทนหรือแปลจากคำว่า “President” อันเป็นตำแหน่งประมุขสูงสุดของรัฐที่ใช้ระบอบการเมืองที่ไม่ใช่พระมหากษัตริย์

 

อ้างอิง :

เอกลักษณ์ ไชยภูมี. (ตุลาคม, 2561). ประธานาธิบดีแห่งกรุงสยาม!. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 39 : ฉบับที่ 12

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...