โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การพัฒนา EIA-HIA ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 ส.ค. 2562 เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2562 เวลา 02.52 น.

คอลัมน์ เปิดมุมมอง

โดย เนตรชนก ต๊ะปินตา ทีมกรุ๊ป

 

ประเทศไทยได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 คือ การตรา พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2518 โดยมีการพัฒนาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเป็นรูปธรรมในปี 2524 มีการออกประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำหนดประเภทและขนาดของโครงการ หรือกิจการที่ต้องมีรายงาน EIA จำนวน 10 ประเภทโครงการ ต่อมาในปี 2527 ได้มีการออกกฎกระทรวง กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิขอรับใบอนุญาตทำรายงาน EIA

จากนั้นได้มีการพัฒนาระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ปี 2535 ได้มีการตรา พ.ร.บ.ส่งเสริมรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ซึ่งมีการนำระบบการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบโดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการมาใช้

ต่อมาเมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 67 วรรคสอง ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงระบบ EIA อีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นที่มาของการกำหนดประเภทและขนาดของโครงการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA)

และเมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีผลบังคับใช้ จึงนำมาซึ่งการปรับปรุง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยออกเป็นพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2561 และมีการออกกฎหมายลำดับรองภายใต้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจำนวนหลายฉบับ

เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว นอกเหนือจากการปรับปรุงให้กฎหมายทันสมัยและสอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแล้ว ยังระบุเหตุผลว่า “เพื่อให้มีมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับและได้รับความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน ในการดำรงไว้ซึ่งการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล”

ซึ่งประเด็นสำคัญใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ

1) การกล่าวถึงการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) โดยกำหนดให้ในกรณีที่มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ตามระเบียบหรือกฎหมายอื่นใดไว้แล้ว การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้คำนึงถึงผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับใหม่เองไม่ได้กำหนดให้มีการจัดทำ SEA และปัจจุบันยังไม่มีระเบียบหรือกฎหมายฉบับอื่นใดที่กำหนดให้มีการจัดทำ SEA

2) กำหนดโครงการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้ส่วนเสียสำคัญอื่นใดของประชาชน หรือชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง (EHIA) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

3) เปิดโอกาสให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) มอบหมายให้หน่วยงานอื่นของรัฐปฏิบัติหน้าที่แทนสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ในการตรวจสอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งในการพิจารณาเสนอความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เว้นแต่โครงการบางลักษณะที่มีผลกระทบรุนแรง หรือมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งน่าจะทำให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น

4) ในกรณีที่คณะกรรมการชำนาญการ (คชก.) ไม่ให้ความเห็นชอบ ผู้ดำเนินการ หรือผู้ขออนุญาตต้องดำเนินการเพิ่มเติม หรือจัดทำรายงานใหม่ตามรายละเอียดที่ คชก.กำหนดภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผล มิฉะนั้น จะถือว่าผู้นั้นไม่ประสงค์จะเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

5) กำหนดกระบวนการติดตามการปฏิบัติตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยให้ผู้ดำเนินการหรือผู้ขออนุญาตที่ได้จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับอนุญาตให้ดำเนินการแล้ว จัดทำรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เสนอต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจอนุญาต อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

หากผู้ใดไม่ดำเนินการ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท และในกรณีที่ผู้ดำเนินการ หรือผู้ขออนุญาตไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดในรายงานการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขในการสั่งอนุญาตหรือต่ออายุใบอนุญาต ให้ สผ.เสนอแนะให้หน่วยงาน หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอนุญาตดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้

6) รายงานการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความเห็นชอบตามกฎหมายฉบับนี้ สามารถนำไปใช้เพื่อเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี หรือประกอบการพิจารณาอนุญาตตามกฎหมายได้ เป็นระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้มีหนังสือแจ้งความเห็นของผู้มีอำนาจให้ความเห็นชอบ

7) ประการสุดท้าย กำหนดโทษกรณีที่มีการก่อสร้าง หรือดำเนินโครงการหรือกิจการ ก่อนที่รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจะได้รับความเห็นชอบ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 1 แสนบาท ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องหรือหยุดการกระทำนั้น ทั้งนี้ ความผิดดังกล่าวสามารถเปรียบเทียบปรับได้

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีกรอบการทำงานที่ชัดเจน และมีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนระเบียบมากขึ้น ซึ่งจะใช้เป็นบทบังคับให้ผู้ประกอบการต่าง ๆ มีการดำเนินโครงการโดยคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...