โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

AOT ปรับกลยุทธ์ใช้ไอทีบริหารสนามบิน ลดเสี่ยงโควิด! พร้อมเร่งขยายเทอร์มินัล รับการบินฟื้น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 07.53 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งถือเป็นวิกฤติครั้งใหญ่ที่สุด และส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบินมากที่สุด รวมทั้งมีผลกระทบต่อการบริหารและการดำเนินงานของ AOT อย่างชัดเจน

ทำให้ AOT ได้มีการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์หลังจากสิ้นสุดวิกฤตโรคโควิด-19 ทั้งในด้านรูปแบบการเดินทาง พฤติกรรมผู้โดยสาร ทิศทางอุตสากรรมการท่องเที่ยวและการบิน โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากการเดินทางทางอากาศ และยังสอดคล้องกับสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) และสภาสมาคมท่าอากาศยานระหว่างประเทศ (ACI) ที่ได้ร่วมมือกันจัดทำโครงการ NEXTT (New Experience Travel Technologies) เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศ

AOT ได้นำสิ่งเหล่านี้มาปรับกลยุทธ์การบริหารองค์กรให้สามารถฟื้นตัวให้ได้เร็วที่สุดโดยที่ผ่านมาได้เริ่มศึกษา พัฒนา และต่อยอดเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารและลดความเสี่ยงที่เกิดจากการสัมผัส ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มนำมาใช้ในสนามบินบางแห่งของ AOT เพื่อนำร่องและขยายผลให้ครบทุกสนามบินในอนาคต ได้แก่

1.ระบบตรวจบัตรโดยสารขึ้นเครื่อง (Common Use Passenger Processing System : CUPPS)  เริ่มนำร่องที่ ทสภ.แห่งแรก ซึ่งเป็นระบบที่อำนวยความสะดวกผู้โดยสารไม่ต้องต่อแถวเช็กอินและโหลดสัมภาระ ประกอบด้วย ระบบ CUSS (Common Use Self Service) การเช็กอินผ่านเครื่อง Kiosk โดยในอนาคตจะนำเทคโนโลยี Bio Metric เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการเช็กอิน ไม่ต้องใช้บัตรโดยสารยืนยันตัวตนในพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และการตรวจบัตรโดยสารก่อนขึ้นเครื่อง พร้อมทั้งระบบ CUBD (Common Use Bag Drop) สำหรับผู้โดยสารโหลดสัมภาระได้ด้วยตนเอง

2.ระบบติดตามและตรวจนับความหนาแน่นผู้โดยสารแบบ Real time (Passenger Tracking) เริ่มนำร่องที่ ทสภ. ทดม.และ ทภก.ก่อน โดยระบบนี้จะแสดงระยะเวลาที่ผู้โดยสารต้องรอคอยเข้าคิวในพื้นที่ตรวจบัตรโดยสาร ขั้นตอนตรวจค้นผู้โดยสาร และขั้นตอนตรวจหนังสือเดินทาง โดยสามารถตรวจสอบสถานะการรอคอยคิวผ่านจอมอนิเตอร์แบบ Real time ซึ่งจะทำให้ผู้โดยสารสามารถประเมินเวลาในการรอคอยในพื้นที่นั้นๆ อีกทั้งยังสามารถประเมินเวลาการมาใช้บริการภายในสนามบินได้ด้วยตนเอง โดยสามารถเช็กได้ผ่าน AOT Airports Application

ทั้งนี้ ระบบยังสามารถแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่สนามบินในเรื่องของความหนาแน่นในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการกระจายผู้โดยสารไปยังจุดให้บริการที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า และช่วยในเรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ได้ด้วย

3.ระบบจัดเก็บค่าบริการจอดรถยนต์แบบอัตโนมัติ (Smart Carpark) เป็นการให้บริการผู้โดยสารที่เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณอาคารจอดรถ ณ ทสภ. ทดม.และ ทภก. โดยผู้ใช้งานดำเนินการด้วยตนเองตั้งแต่การรับบัตรจอดรถ ค้นหาพื้นที่จอดรถ พร้อมแสดงจำนวนและตำแหน่งของช่องว่างที่สามารถจอดได้ ทั้งนี้ ระบบจะจดจำตำแหน่งที่จอดรถ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถค้นหารถของตนเองจากทะเบียนรถได้ที่ตู้ Kiosk เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากการติดต่อและสัมผัสร่วมระหว่างผู้ใช้งานและเจ้าหน้าที่

นายนิตินัย กล่าวว่า แม้ว่า AOT จะเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและการอำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการ การพัฒนาสนามบินเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้บริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินและผู้โดยสารก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป โดยโครงการพัฒนา ทสภ.ระยะที่ 2 มีความก้าวหน้ามากกว่า 95%

ทั้งนี้ AOT อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเปิดใช้งานอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1  (SAT-1) โดยพิจารณาจากทิศทางการฟื้นตัวของปริมาณการจราจรทางอากาศและความต้องการเดินทางในอนาคต ควบคู่กับการบริหารจัดการอาคารผู้โดยสารหลัก โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกของ ทสภ. ในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งให้ความสำคัญในเรื่องระดับการบริการ (Level of Service) ที่เหมาะสม และการรองรับรูปแบบการเดินทางวิถีใหม่ (New Normal) ทั้งนี้ ยังขึ้นอยู่กับแผนบริหารจัดการฝูงบินของสายการบินที่มีฐานปฏิบัติการ ณ ทสภ. ด้วย

สำหรับโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองระยะที่ 3 เพื่อเป็นการคืนขีดความสามารถเดิมของ ทดม.และพัฒนาเต็มศักยภาพของพื้นที่ให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 40 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างแก้ไขเพิ่มเติมรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมหลังจากนั้นจะจัดส่งรายงานให้กับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณา

ขณะเดียวกัน AOT ได้ดำเนินการคู่ขนานไปกับการขออนุมัติงบประมาณในโครงการ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงเอกสารโครงการเพื่อเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการจ้างออกแบบได้ในปี 65 และภายในปี 64 ทดม.อยู่ระหว่างการก่อสร้าง Taxi Drop Lane เพื่อเพิ่มช่องจราจร 2 เลน แยกเฉพาะรถแท็กซี่ที่เข้ามาส่งผู้โดยสาร พร้อมสร้างหลังคาคลุมชานชาลา ทางลาดเลื่อนอัตโนมัติ ติดกล้องวงจรปิด และระบบปรับอากาศ 2 จุดหน้าชานชาลาอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ อาคาร 2 ประตู 9-10 และประตู 14-15

ส่วนโครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้เป็น 16.5 ล้านคน  อยู่ระหว่างหาที่ปรึกษาออกแบบโครงการ ซึ่งจะใช้เวลาออกแบบประมาณ 1 ปี และอยู่ระหว่างเสนอรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับแก้ไข คาดว่าจะเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีต้นปี 65 และจะใช้เวลาในการก่อสร้าง 3 ปี คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 69

พร้อมกันนี้ สนามบินของ AOT อีก 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานเชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ยังคงเดินหน้าพัฒนาตามแผนแม่บทด้วยเช่นกัน

นายนิตินัย กล่าวเพิ่มเติมว่า AOT ยังมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบิน (Non-Aeronautical Revenue) โดยมีแนวคิดต่อยอดพัฒนาทรัพย์สิน (ที่ราชพัสดุ) ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ ซึ่งที่ผ่านมา AOT ได้มีการประชาสัมพันธ์ทรัพย์สิน (ที่ราชพัสดุ) ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น เว็บไซต์ของ AOT กลุ่มไลน์ผู้ประกอบการของ AOT เป็นต้น

นอกจากนั้น ได้เตรียมความพร้อมของทรัพย์สินตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคม เช่น การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน การกำหนดค่าตอบแทน การจัดทำร่างประกาศเชิญชวน เป็นต้น รวมทั้งยังได้ขอเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุจากเดิมสิ้นสุดในปีงบประมาณ 2575 เป็นสิ้นสุดในปีงบประมาณ 2595

และ AOT ยังได้ประสานผู้ประกอบการเพื่อสอบถามความสนใจลงทุนพัฒนาและใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อรองรับการพัฒนาทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ ทั้งโครงการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ร่วมกับหุ้นส่วนทางธุรกิจตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 หรือการพัฒนาร่วมกับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ AOT แปลงถนนวัดศรีวารีน้อย 723 ไร่ AOT มีแผนที่จะพัฒนาให้เป็น "ศูนย์บริการและสนับสนุนกิจการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ" บนเนื้อที่รวมประมาณ 560-1-99 ไร่ เพื่อดำเนินโครงการ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนการประกอบกิจการท่าอากาศยาน และการขนส่งทางอากาศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่โครงการเพื่อเชื่อมต่อสู่สนามบินและพื้นที่บริเวณโดยรอบต่อไป

อีกหนึ่งปัจจัยในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนและความมั่นใจในคุณภาพการให้บริการ รวมทั้งความต่อเนื่องทางธุรกิจของการให้บริการหลัก (Core Service) ภายในสนามบินของ AOT คือ การขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจรูปแบบบริษัทลูกหรือบริษัทร่วมทุนร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจของ AOT ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการการบิน (Aeronautical Business) เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน และความหลากหลายด้วยการขยายธุรกิจออกไปจากธุรกิจการบิน (Diversified Business) เป็นการสร้างความเติบโตทางธุรกิจแบบเชิงรุกเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ กระจายความเสี่ยง และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับ AOT

AOT ได้ตั้งบริษัทร่วมทุน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท รักษาความปลอดภัย ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AVSEC) บริษัท บริการภาคพื้นท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย ทาฟ่า โอเปอร์เรเตอร์ จำกัด (AOTTO) ที่เป็นความภาคภูมิใจของ AOT ในการมีส่วนร่วมยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าทางการเกษตร

โดย AOT ร่วมกับกรมวิชาการเกษตรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเตรียมเปิดศูนย์ตรวจสอบสินค้าเน่าเสียง่ายก่อนส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยจะปรับปรุงคลังสินค้า 4 ภายในเขตปลอดอากร ทสภ.เป็นศูนย์ตรวจรับรองมาตรฐาน ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างบันทึกข้อตกลง และเสนอให้กระทรวงคมนาคมซึ่งกำกับดูแล AOT และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณา หลังจากนั้น จะก่อสร้างปรับปรุงสถานที่ใช้เวลาประมาณ 4 เดือนและคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการแก่เกษตรกรได้ในช่วงต้นปี 2565

ส่วนในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.63-พ.ค.64) ปริมาณการจราจรทางอากาศ ณ สนามบินทั้ง 6 แห่งมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 18.33 ล้านคน ลดลง 71.5% เป็นไปในทิศทางเดียวกับจำนวนเที่ยวบิน คือ มีประมาณ 206,000 เที่ยวบิน ลดลง 51.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (มีผู้โดยสาร 64.20 ล้านคนและเที่ยวบิน 425,800 เที่ยวบิน)

เนื่องจากปีงบประมาณ 2563 AOT ได้ประโยชน์จากไตรมาสแรกเป็นช่วง Golden Months แต่ในปีงบประมาณ 2564 นโยบายภาครัฐของไทยและหลายประเทศยังคงมีมาตรการจำกัดการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศตลอดทั้งปี เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และจากการแพร่ระบาดฯ ระลอก 2 และ 3 ส่งผลให้การฟื้นตัวของการเดินทางในประเทศปรับตัวลดลง

จากปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่ลดลงส่งผลให้ผลการดำเนินงานด้านการเงินของ AOT รอบ 6 เดือนของปีงบประมาณ 2564 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.63-31 มี.ค.64 (งบการเงินเฉพาะบริษัท) AOT มีรายได้จากการขายหรือการให้บริการ 3,748.03 ล้านบาท และรายได้อื่น 792.13 ล้านบาท รวมรายได้คิดเป็น 4,540.16 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่าย 13,464.40 ล้านบาท และรายได้ภาษีเงินได้ 1,857.30 ล้านบาท จึงทำให้มีผลขาดทุนสำหรับงวดดังกล่าว จำนวน 7,066.94 ล้านบาท

AOT  มีสนามบินภายใต้การบริหารของ AOT จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย (ทชร.) ท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) และท่าอากาศยานหาดใหญ่ (ทหญ.)

สำหรับโครงการ Phuket Sandbox ซึ่งเริ่มในวันที่ 1 ก.ค.นั้น AOT มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยได้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกและเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำแก่ผู้โดยสาร ตั้งแต่ขั้นตอนการต้อนรับนักท่องเที่ยว กระบวนการตรวจเอกสารและหนังสือเดินทาง การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย การตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมทั้งได้เน้นย้ำในเรื่องการรักษาความสะอาด การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและติดตามเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ตามมาตรการสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ซึ่ง AOT และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันฝึกซ้อมกระบวนการผู้โดยสารขาเข้าและขาออกระหว่างประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสารที่จะมาใช้บริการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...