โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ธนาคารแห่งประเทศไทย

เผยแพร่ 21 ต.ค. 2565 เวลา 03.48 น. • สุพริศร์ สุวรรณิก

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวง ร.9 เมื่อ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา ผู้เขียนขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พระองค์ได้พระราชทานไว้ และทรงปรารถนาให้เป็นแก่นสำคัญในการดำเนินชีวิตเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของประชาชน อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิด สับสน และสงสัยเกี่ยวกับหลักเศรษฐกิจพอเพียงอยู่มากในสังคมไทย โดยเฉพาะการตีความหมายอย่างคับแคบและตื้นเขินเกินไป วันนี้จึงขออุทิศบทความเพื่อไขข้อสงสัยและความเข้าใจผิดสำคัญ ๆ โดยสังเขป ดังต่อไปนี้ครับ

ความพอเพียง ห้ามมีมาก ห้ามใช้ของหรูหรา?

เป็นความเข้าใจผิดที่มักได้ยินกันบ่อย แต่ที่จริงแล้วคำว่าพอเพียงนั้น เป็นเชิงสัมพัทธ์ (relative) คือ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสถานะของแต่ละบุคคล หรือพูดง่าย ๆ ว่า เป็นการทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตนเอง มีการพัฒนา ก้าวหน้าและร่ำรวยได้ แต่ให้มีเพียงพอกับความต้องการโดยไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีรายได้สูง มีไลฟ์สไตล์หรูหรา รับประทานอาหารที่ภัตตาคารเป็นประจำ ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม แต่ยังสามารถบริหารจัดการการเงินของตนเองได้ คือมีเงินเก็บและมีหนี้แบบที่ชำระได้ไหว แบบนี้ก็ยังพอเพียงในแบบของเขา คือไม่เกินตัว ดังความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 เมื่อปี 2544 ความว่า “…ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ 200-300 บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป…”

ความพอเพียงเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกษตรกรโดยเฉพาะ?

เป็นความเข้าใจผิดอย่างมากอีกประการหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะเรามักจะเห็นตัวอย่างหลัก ๆ คือ เกษตรกรที่นำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้ เช่นนำไปประยุกต์กับเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่อันที่จริงความพอเพียงเป็นหลักการที่ใช้ได้กับคนทุกอาชีพ ทุกวัย และทุกภาคส่วน

ในหลวง ร.9 ทรงเสนอแนะให้ใช้แนวคิดนี้เพื่อแก้วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังถาโถมอยู่ตั้งแต่ปี 2540 เพื่อให้ประเทศเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน เพราะความพอเพียง คือ การยึดทางสายกลางและดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ใจความสำคัญประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข โดยปัจจัยสำคัญที่เป็นแก่นแท้ของ 3 ห่วง ได้แก่

(1) ความพอประมาณ ไม่สุดโต่งเกินไป

(2) การมีเหตุมีผล คิดวิเคราะห์ทุกอย่างก่อนลงมือปฏิบัติ

(3) การมีภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อไม่ให้กระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกระแสบริโภคนิยม เข้ามามีผลกระทบต่อชีวิตของเรามากเกินไป ซึ่งไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเทคโนโลยี สิ่งที่ดีก็นำมาประยุกต์ใช้ให้ประเทศก้าวหน้า แต่ความก้าวหน้าต้องมีความสมดุล คือให้ยั่งยืนด้วย ดังพระราชดำรัสเมื่อปี 2544 ตอนหนึ่งว่า“…ถ้าก้าวหน้าเร็วเกินไป ไปถึงขึ้นเขายังไม่ถึงยอดเขา หัวใจวาย แล้วก็หล่นจากเขา ถ้าบุคคลหล่นจากเขา ก็ไม่เป็นไร ช่างหัวเขา แต่ว่าถ้าคน ๆ เดียวขึ้นไปวิ่งบนเขา แล้วหล่นลงมา บางทีทับคนอื่น ทำให้คนอื่นต้องหล่นไปด้วย อันนี้เดือดร้อน…”

ส่วน 2 เงื่อนไข ได้แก่

(1) ความรู้ ที่จะนำมาสู่การตัดสินใจอย่างถูกต้อง (หากไม่มีก็หมั่นศึกษา) และ

(2) คุณธรรม คือ การรู้จักอดทนระงับความต้องการอันไม่มีประโยชน์ รู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วย

ความพอเพียงคือการกลับไปปลูกผัก ทำไร่ไถนา ปลูกข้าวกินเอง?

เป็นอีกความเข้าใจผิดหนึ่ง แม้ว่าเราจะเห็นตัวอย่างของหลายคนที่ดำเนินชีวิตหวนคืนสู่วิถีธรรมชาติ แต่ต้องไม่ลืมว่าแต่ละคนมีพื้นฐาน มีต้นทุนชีวิต ความรู้ความถนัดที่แตกต่างกัน การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การมีวิถีชีวิตในแบบดังกล่าว เพราะอาจกลับทำให้กลายเป็นชีวิตลำบาก เพราะไม่ได้มีพื้นฐานมาก่อน ดังใจความตอนหนึ่งของพระราชดำรัสเมื่อปี 2540 ที่ว่า “…อันนี้ขอบอกว่า ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป..” แต่การนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ไม่ว่าเราจะดำรงชีวิตอยู่ในวิถีแบบไหน แม้แต่วิถีคนเมือง ก็สามารถทำให้เกิดการรู้ใช้ รู้กิน รู้เก็บ และทำให้เรามีชีวิตที่มีความสุข ร่ำรวยทั้งทรัพย์สินและปัญญาอย่างยั่งยืนได้ต่างหากครับ

ผู้เขียน :สุพริศร์ สุวรรณิก
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

คอลัมน์ “บางขุนพรหมชวนคิด” นสพ.ไทยรัฐ
ฉบับวันที่ 15 ตุลาคม 2565

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย


ติดตามช่องทางLINE ของแบงก์ชาติ เพื่อให้ไม่พลาดข่าวสาร สาระความรู้ดี ๆ จากเรา คลิกเลย ➡️https://lin.ee/P5xJWV2

ช่องทางในการติดตามข่าวสารจากแบงก์ชาติ

Website : https://www.bot.or.th/

Twitter : https://twitter.com/bankofthailand

Instagram : https://www.instagram.com/bankofthailand.official/

Blockdit : https://www.blockdit.com/bankofthailand

YouTube : https://www.youtube.com/c/BankofThailandofficial

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไอที ธุรกิจ อื่น ๆ

“กองทุน-พร็อพ” เทขายหุ้นไทย 1.8 พันล้าน กด SET ปิดลบ 16 จุด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

ราคาทองวันนี้(26 มิ.ย.) ปรับขึ้น 850 บาท เปลี่ยนแปลง 30 ครั้ง

ทันหุ้น

EECO เปิดเวทีวางอนาคตยานยนต์ไทย!! ปักหมุดอีอีซีสู่ศูนย์กลาง EV แห่งภูมิภาค ดันไทยก้าวจากฐานผลิตรถยนต์สู่ยานยนต์อนาคต ส่งเสริมการลงทุนและระบบนิเวศ นำไทยสู่ยานยนต์สมัยใหม่ระดับโลก

THE STATES TIMES

ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,347.18 ลบ. สถาบัน-พอร์ตโบรกขาย

ทันหุ้น

ก.ล.ต.ฟ้องผู้กระทำความผิด 2 ราย สร้างราคาหุ้น TCC

ทันหุ้น

"บล.พาย"ส่องหุ้นกลุ่มนอนแบงก์ หลังจีดีพีฟื้น ชู MTC-TIDLOR เด่น

ทันหุ้น
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...