โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

กองทุนรวมน้ำมันยีลด์ตก ล้อเทรนด์ราคาพลังงานโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ก.พ. 2566 เวลา 00.26 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. 2566 เวลา 00.26 น.

ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะดูไม่ค่อยลดลง ทว่า ปีนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่ได้สูงเหมือนปีก่อน ซึ่งส่งผลอย่างชัดเจนต่อผลตอบแทนของกองทุนรวมน้ำมัน (Commodities Energy)

ราคาน้ำมันครึ่งปีหลังลงอีก

โดย “จักรพงศ์ เชวงศรี” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันยืนอยู่ในระดับแถวบริเวณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกราคาน้ำมันดิบจะมีราคาที่สูงกว่าในช่วงครึ่งปีหลัง

เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกยังมีดีมานด์ที่ค่อนข้างดีจากการเปิดประเทศของจีน ซึ่งการที่จีนเปิดประเทศก็ได้มีนโยบายสั่งให้โรงกลั่นนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ทำให้ดีมานด์ค่อนข้างที่จะแข็งแกร่ง

ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าการนำเข้าน้ำมันของจีนน่าจะลดลง หลังจากที่นำเข้าในปริมาณมากไปแล้วในช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงในสภาพเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงชะลอตัวทั่วโลก ภาคการผลิตของจีนก็น่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน

ส่วนปัจจัยเรื่องอื่น ๆ น่าจะไม่ได้มีผลกระทบหรือส่งผลต่อราคาน้ำมันได้มากแล้ว อย่างสงครามรัสเซียกับยูเครนก็มองว่าปัจจัยนี้ได้ผ่านจุดที่เป็นความกลัวสูงสุดไปแล้ว ทำให้ความกังวลก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย

“ประเมินว่าราคาน้ำมันในปีนี้น่าจะไม่ได้เห็นการดีดตัวขึ้นไปเกิน 100 เหรียญต่อบาร์เรลเหมือนในช่วงปี 2565 ที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยหนุนหลักอย่างสงครามก็มีความกังวลที่ลดน้อยลง และมองว่าน่าจะยังไม่มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นแรง ๆ คาดว่าราคาอาจจะอยู่ที่ประมาณบวกลบไม่เกิน 80 เหรียญต่อบาร์เรลในปีนี้ และคาดว่าที่ในครึ่งปีแรกราคาน้ำมันน่าจะสูงกว่าในช่วงครึ่งปีหลัง” จักรพงศ์กล่าว

2 ปัจจัยกดดันน้ำมันปรับราคาลง

ขณะที่ “ชยนนท์ รักกาญจนันท์” ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า สาเหตุแรก ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง มาจากการที่คาดว่าสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน น่าจะไม่ได้ขยายวงกว้าง

สอง คือ อัตราเงินเฟ้อที่ค่อย ๆ ปรับตัวลดลงมาเรื่อย ๆ ซึ่งค่อนข้างที่จะชัดเจนว่าเงินเฟ้อที่ลดลง มาจากตัวดีมานด์ที่มีโอกาสชะลอตัวลง หลังจากทางฝั่งสหรัฐและทางฝั่งยุโรป มีความเสี่ยงที่อาจจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้

“ทั้งสองอย่างนี้น่าจะเป็นประเด็นหลักที่กดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลง อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นก็เริ่มมีประเด็นกลับเข้ามาทำให้ราคาน้ำมันบวกขึ้นมาได้บ้าง อย่างเรื่องแผ่นดินไหวที่ประเทศตุรกี ซึ่งท่าเรือของตุรกีเป็นท่าเรือที่ส่งออกน้ำมันเข้ายุโรป
อยู่ที่ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ขณะที่ OPEC+ และรัสเซียก็มีการคุยกันว่า อาจจะมีการลดกำลังการผลิตลงอีก 500,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ กับเวสต์เทกซัส (WTI) รีบาวนด์กลับขึ้นเล็กน้อยในช่วงประมาณ 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา”

ตาราง ผลตอบแทนกองทุนรวมน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม “ชยนนท์” มองว่า ยังมีปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันให้ดีดขึ้นไปได้ โดยเฉพาะการที่จีนเปิดประเทศ ซึ่งจีนเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกในการบริโภคน้ำมัน

เพราะฉะนั้นการที่จีนกลับมาเปิดประเทศ เที่ยวบินที่เพิ่มมากขึ้น การจราจรที่เพิ่มขึ้นทั้งบนถนนและระบบราง เฉพาะในจีนเองก็มีดีมานด์ต่อน้ำมันเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากแล้ว แต่อาจจะไม่ได้สะท้อนมาในราคาน้ำมันของตลาดโลก เพราะว่าจีนไปซื้อน้ำมันที่ลดราคาจากรัสเซีย แต่ว่าถ้าหากรัสเซียไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ จีนก็อาจจะต้องมีการนำเข้าน้ำมันจากประเทศอื่น ๆ

“ผมคิดว่าราคาน้ำมันถึงจะลง ก็คงลงได้ไม่เยอะ แต่ถามว่าขึ้นได้เยอะไหม ก็ต้องบอกว่าตอนนี้สหรัฐกับยุโรปมีโอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยและตลาดก็เป็นกังวล ดังนั้นราคาน้ำมันก็อาจจะขึ้นได้ไม่เยอะ ในมุมมองของฟินโนมีนาก็คาดว่าไม่น่าจะดีดตัวขึ้นไปเกิน 100 เหรียญต่อบาร์เรลในปีนี้” ชยนนท์กล่าว

ต้นปีกองทุนรวมน้ำมันติดลบ

ด้าน “ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา หลายกองทุนมีการฟื้นตัวและมีผลตอบแทนเป็นบวกขึ้นมาได้ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก ตามมาด้วยกองทุนหุ้นจีน ขณะที่กองทุนที่กลับมามีผลตอบแทนติดลบ มีเพียง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มหุ้นอินเดีย, กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ (Equity Large-Cap) และกลุ่มกองทุนรวมน้ำมัน

“กองทุนรวมน้ำมันมีผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) -1.4% ขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยสะสมย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ -2.3% (ข้อมูล ณ 14 ก.พ. 2566) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 2,800 ล้านบาท ทรงตัวจากสิ้นปี 2565 ที่ผ่านมา โดยมีเงินไหลออกสุทธิเดือน ม.ค.ไม่มากนักอยู่ที่ระดับ 30 ล้านบาท” ชญานีกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีมา กองทุนรวมน้ำมันที่มีผลตอบแทนติดลบมากที่สุด คือ กองทุน TMBOIL จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อีสท์สปริง ผลตอบแทน -2.20% ตามด้วยกองทุน KT-OIL จาก บลจ.กรุงไทย ผลตอบแทน -2.08% และกองทุน TUSOIL จาก บลจ.ทิสโก้ ผลตอบแทน -1.70% (ดูตาราง)

“ทิศทางราคาน้ำมันในปีนี้ ราคาอาจค่อนข้างผันผวน จากอัตราเงินเฟ้อที่ดูจะชะลอลง อาจทำให้มีความคาดหวังการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยที่อาจเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ แต่ยังคงมีความเสี่ยงของภาพรวมเศรษฐกิจถดถอย ที่กระทบต่อความต้องการพลังงาน
ทั่วโลก” ชญานีกล่าว

อย่างไรก็ดี ลงทุนกองทุนรวมประเภทนี้ ต้องศึกษาอย่างถี่ถ้วน จะลงทุนโดยมุ่งหวังผลตอบแทนสูง เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะหากเป็นกองทุนที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ผลตอบแทนจะไม่ได้วิ่งตามราคาน้ำมันที่เห็นกันอยู่นั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...