โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SCB EIC ชี้ “ส่งออกไทย” ก.ค. พลิกฟื้น หนุนสิ้นปีขยายตัว 2.60%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 30 ก.ค. 2567 เวลา 09.51 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC เปิดเผยถึงรายงานการส่งออกประจำเดือนมิถุนายน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยอยู่ที่ 24,796.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พลิกกลับมาหดตัว 0.30% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่เคยขยายตัว 6.90% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งการหดตัวในเดือนนี้เป็นผลจากปัจจัยฐานสูงเป็นสำคัญ

อีกทั้งประกอบกับการส่งออกผลไม้ไปจีนหดตัวอีกครั้งหลังจากเผชิญภาวะภัยแล้งในช่วงก่อนหน้า ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยขยายตัวสูง 142.4% ในเดือนพฤษภาคม แม้จะยังมีแรงส่งจากการส่งออกทองคำที่ขยายตัวมากถึง 184.10% ก็ตาม ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกหลังหักทองคำและปัจจัยฐานหดตัวอยู่ที่ 0.40% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนแบบปรับฤดูกาลสะท้อนภาวะการส่งออกของไทยที่ใกล้เคียงเดือนก่อนในภาพรวมมูลค่าการส่งออกไทยในครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 145,290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ หากพิจารณาสินค้าส่งออกรายหมวดจะพบว่า 1.สินค้าอุตสาหกรรมเกษตรหดตัว 4.80% จากที่เคยขยายตัว 0.80% ในเดือนก่อน โดยผลิตภัณฑ์ประเภทไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์และอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นสินค้าหลักที่ขยายตัว ขณะที่น้ำตาลทรายเป็นสินค้าสำคัญที่หดตัว

2.สินค้าเกษตรกลับมาหดตัว 2.20% จากเดิมที่ขยายตัวมากถึง 36.30% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะการส่งออก อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งที่หดตัว 37.80% หลังจากที่เคยขยายตัวสูงถึง 128% ในเดือนก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งโดยเฉพาะในตลาดประเทศจีนที่หดตัวถึง 40.20% จากที่ขยายตัวถึง 142.40% ในเดือนก่อน โดยคิดเป็นราว 90% ของการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งของไทยทั้งหมด

โดยการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งเป็นสินค้าสำคัญที่กดดันให้มูลค่าการส่งออกในเดือน มิถุนายน ลดลงถึง 1.40% จากการส่งออกรวมที่หดตัว 0.30% ขณะที่สินค้าประเภทข้าวและยางพาราเป็นสินค้าเกษตรสำคัญที่ขยายตัว

3.สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 0.30% แต่ชะลอลงจาก 4.20% ในเดือนก่อน โดยสินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบนับเป็นสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดี ขณะที่เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ, แผงวงจรไฟฟ้า, เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางนับเป็นสินค้าสำคัญที่หดตัว สุดท้าย 4. สินค้าแร่และเชื้อเพลิงขยายตัวชะลอลงเพียง 1.30% หลังจากขยายตัว 2.60% ในเดือนก่อน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการส่งออกรายตลาดจะพบดังต่อไปนี้ 1.ตลาดฮ่องกงพลิกกลับมาหดตัว 15.50% หลังจากที่ขยายตัว 25.10% ในเดือนก่อน โดยสินค้าส่งออกไปฮ่องกงที่สำคัญสุด 3 ประเภทมีการหดตัว ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับที่หดตัว 14.20% โดยเฉพาะทองคำหดตัวถึง 95.60% ขณะที่สินค้าประเภทเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบหดตัว 12.90% และแผงวงจรไฟฟ้าหดตัว 16.90%

2.ตลาดญี่ปุ่นหดตัว 12.30% รุนแรงเพิ่มขึ้นจาก 1% ในเดือนก่อน โดยเป็นการหดตัวที่ค่อนข้างทั่วถึงเพราะ 12 ใน 15 สินค้าที่ส่งออกไปญี่ปุ่นหดตัวในเดือนนี้ เป็นภาพต่อเนื่องจากที่เห็นการหดตัวทั้ง 15 สินค้าในเดือนก่อน

3.ตลาดจีนพลิกกลับมาหดตัว 12.30% หลังจากที่ขยายตัวมากถึง 31.20% ในเดือนก่อน ตามการส่งออกสินค้าสำคัญหลายชนิดที่หดตัวเป็นตัวเลขสองหลัก อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งหดตัวถึง 40.20%, ส่วนเม็ดพลาสติกหดตัว 19.80% และผลิตภัณฑ์ยางหดตัว 17%, 4.การส่งออกไปสหรัฐฯและอินเดียขยายตัวดีในเดือนนี้และครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มเป็นตลาดสำคัญของการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปีต่อไปได้

5.ตลาดสวิตเซอร์แลนด์ขยายตัวมากถึง 106.90% จากการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูงถึง 1,641.70% และ 6.ตลาดประเทศ กัมพูชา, ประเทศลาว, ประเทศพม่า และประเทศเวียดนาม (CLMV) ขยายตัว 7.50% จากการส่งออกไปกัมพูชาที่ขยายตัว 44.20% โดยเฉพาะจากการส่งออกทองคำไปกัมพูชาที่ขยายตัวมากถึง 648.60% แต่การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำไปกัมพูชากลับหดตัว 4.10% ขณะที่การส่งออกไปยังลาวหดตัว 0.80% และเมียนมาหดตัว 24% ซึ่งอาจเป็นผลจากความไม่สงบในประเทศเมียนมา ส่วนภาพการส่งออกไปเวียดนามขยายตัว 2.60%

ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าสินค้าในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ 24,578.5 พลิกกลับมาขยายตัว 0.30% หลังจากหดตัว 1.60% ในเดือนก่อน โดยการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวดี 6.30%, สินค้าอุปโภคบริโภคขยายตัวชะลอลง 1.30%, ขณะที่การนำเข้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งหดตัว 22.20%, สินค้าเชื้อเพลิงหดตัว 3.80% และสินค้าทุนหดตัว 2% ซึ่งดุลการค้าระบบศุลกากรในเดือนนี้กลับมาเกินดุล 656.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อเนื่องจาก 656.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤษภาคม สำหรับภาพรวมครึ่งแรกของปี 2567 ดุลการค้าไทยยังคงขาดดุล 5,242.70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มพลิกกลับมาขยายตัวได้จากปัจจัยฐานต่ำเป็นสำคัญ เนื่องจากมูลค่าการส่งออกในเดือนกรกฎาคม ปี 2566 หดตัวมากถึง 10.30% ตามเศรษฐกิจโลกที่ไม่สดใสนักในขณะนั้นประกอบกับการส่งออกทองคำหดตัวมากถึง 53.70%

ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกและเครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรมโลกยังเอื้อต่อการส่งออกไทยอยู่บ้างสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโลกที่ยังอยู่เหนือระดับ 50 แต่ข้อมูลเดือนล่าสุดทยอยปรับลดลงต่ำกว่า 50 ในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งด้วยปัจจัยนี้ SCB EIC ประเมินมูลค่าการส่งออกไทยปีนี้จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 2.60% โดยตัวเลขระบบดุลการชำระเงินและมุมมอง ณ มิถุนายน 2567 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ภาคการผลิตโลก และราคาสินค้าส่งออกที่มีทิศทางเติบโตดีขึ้นกว่ามุมมองก่อนหน้านี้

สำหรับในปี 2568 มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องใกล้เคียงปีนี้ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่มีเติบโตใกล้เคียงปีนี้และปริมาณการค้าโลกที่มีแนวโน้มเร่งขึ้นจากปีนี้จากความต้องการบริโภคสินค้าภาคการผลิตที่มากขึ้น ภายใต้แรงกดดันปัญหาเชิงโครงสร้างภาคการส่งออกของไทยที่ไม่สามารถปรับตัวตามความต้องการในตลาดโลกที่เปลี่ยนไปได้เต็มที่ ตลอดจนผลการเลือกตั้งสำคัญในโลก

โดยเฉพาะสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปที่มีแนวโน้มจะทำให้คู่ค้าสำคัญของไทยมีลักษณะเป็น Protectionism และใช้เครื่องมือกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหา (China overcapacity) ยังเป็นความเสี่ยงและปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องจับตามอง เนื่องจากทำให้สินค้าไทยแข่งขันด้านราคากับสินค้าจีนในตลาดโลกได้ยากขึ้น ทั้งนี้ SCB EIC อยู่ระหว่างการประเมินอัตราการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกไทยในปี 2567 และ 2568 ใหม่ และจะเผยแพร่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...