ศาลอุทธรณ์จำคุก 8 ปี "น้ำอุ่น" กักขังหน่วงเหนี่ยว มอมเหล้าพริตตี้"ลัลลาเบล" จนเสียชีวิต
วันนี้ (17 ม.ค.66) ศาลอาญาธนบุรี อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ 2181/2564 ที่พนักงานอัยการ เป็นโจทก์ และนางศุภมาศ นรพันธ์พิพัฒน์ ญาติผู้เสียชีวิต เป็นโจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง
นายรัชเดช หรือน้ำอุ่น วงศ์ทะบุตร จำเลยที่ 1
นายชัยพล หรือคิว พรรณา จำเลยที่ 2
นายนที หรือตี๋ สถิตพงษ์สถาพร จำเลยที่ 3 น.ส.พิกุลทอง หรือเฟิร์ส บุญภา จำเลยที่ 4
นายกฤษฎา หรือโนบิ โลหิตดี จำเลยที่ 5
นายโกเศศ หรือปิงปอง ฤทธิ์นิธิฤกษ์ จำเลยที่ 6
ความผิดสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ และความผิดต่อเสรีภาพ
กรณีร่วมกันจัดงานเลี้ยงให้มีการดื่มสุราในบ้านพักย่านบางบัวทอง โดยจ้าง น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ มาทำหน้าที่ชงสุรา ร่วมเต้นรำ หลังจากมีการกระทำกักขังหน่วงเหนี่ยวจนเป็นเหตุผู้ตายเสียชีวิต
โดยคดีนี้ศาลอาญาธนบุรีซึ่งเป็นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 วรรคหนึ่ง 284 วรรคหนี่ง 310 วรรคสอง อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตายฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักสุด จำคุก 8 ปี และลงโทษจำเลยที่ 2-6 ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งหดร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมแก่โจทก์ร่วม รวม 748,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ได้กระทำความผิด 16 ก.ย.2562
จำเลยทั้งหก ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา
โดยผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่ายกฟ้องจำเลยที่ 5,6 ซึ่งอุทธรณ์จำเลยฟังขึ้น โดยลำพังข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าจำเลยที่ 5,6 ร่วมงานปาร์ตี้ด้วย โดยไม่มีพฤติการณ์อื่นชี้ชัดว่าร่วมกันจัดงานเลี้ยงโดยมีเจตนาเพื่อเอื้อโอกาสให้จำเลยที่ 1 กระทำผิดต่อตัวผู้ตาย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215
และพิพากษาแก้ในส่วนของดอกเบี้ยความรับผิดทางแพ่งต่อโจทก์ร่วมของจำเลยที่ 1, 2, 3, 4 ว่าให้ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินที่ต้องชดใช้ จำนวน 748,660 บาท อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ได้กระทำความผิด 16 ก.ย.2562 ไปจนถึงวันที่ 10 เม.ย.2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่มีการแก้ไขกฎหมายปี 2564)นับตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย.2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คือจำเลยที่ 1 ลงโทษความผิดอาญาจำคุก 8 ปีฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นถึงแก่ความตาย และจำเลยที่ 2,3,4 ลงโทษความผิดอาญา จำคุกคนละ 5 ปี 4 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯ
ภายหลังฟังคำพิพากษาอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ 1-4 ยื่น คำร้องขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฎีกา โดยระหว่างนี้ศาลส่งคำร้องให้ศาลฎีก เป็นผู้พิจารณาสั่งคำร้องขอประกันตัว