สื่อญี่ปุ่นเผย นิสสัน จับมือควบรวมกับ ฮอนด้า เพื่อหนีไม่ให้ Foxconn เข้าเทคโอเวอร์
สื่อญี่ปุ่นเผย นิสสัน เจรจาควบรวมกิจการกับฮอนด้า เพื่อหนีไม่ให้ Foxconn เข้าซื้อกิจการ ชี้ Foxconn เล็งซื้อหุ้นเข้าซื้อนิสสันนานหลายเดือน
วันที่ 18 ธันวาคม 2567 สำนักข่าวนิกเกอิเอเชียรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าว ระบุว่า นิสสัน มอเตอร์ (Nissan Motor) ได้เข้าเจรจาควบรวมกิจการกับ ฮอนด้า มอเตอร์ (Honda Motor) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการถูกซื้อกิจการโดย หงไห่ พรีซิชัน อินดัสทรีส์ (Hon Hai Precision Industry) หรือ ฟ็อกซ์คอนน์ (Foxxconn)
Foxconn ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกสัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดในโลกของไต้หวัน ได้ขยายกิจการเข้าสู่ภาคส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มที่ในปี 2562 โดยแหล่งข่าวระบุว่า Foxconn กำลังดำเนินการเบื้องหลังอย่างเงียบ ๆ เพื่อเข้าซื้อหุ้นนิสสันซึ่งแหล่งข่าวชี้ว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกจับตามองมาเป็นเวลาหลายเดือน
นายจุน เซกิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของ Foxconn มีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท โดยนายเซกิเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของนิสสันและต่อมาดำรงตำแหน่งประธานบริษัท นิเด็ค (Nidec) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าของญี่ปุ่น ก่อนจะเข้าร่วมงานกับ Foxconn ในปี 2566
นายเซกิได้รับมอบหมายให้บรรลุเป้าหมายระยะยาว ในการครองส่วนแบ่ง 40% ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งการมีส่วนร่วมของเขาทำให้ Foxconn มุ่งความสนใจไปที่นิสสัน
Foxconn ให้บริการออกแบบและผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามาโดยตลอดแต่เมื่อเดือนก.ย. บริษัทได้ประกาศแผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของตนเอง โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีส่วนประกอบของ ชาร์ป (Sharp) ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นในเครือ
รายงานระบุว่า หาก Foxcoon สามารถประสบความสำเร็จในการลงทุนในนิสสัน ซึ่งได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Leaf รุ่นแรกของโลก เมื่อปี 2553 แล้วละก็ ก็จะช่วยให้บริษัทได้รับความรู้ความเชี่ยวชาญที่สำคัญในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และความสามารถการจัดจำหน่ายทั่วโลก
นอกจากนี้แล้ว ยังมีรายงานว่า Foxconn ยังได้ตรวจสอบความเป็นไปได้ในการพิจารณาซื้อหุ้นนิสสันที่เรโนลต์ (Renault) ถืออยู่ในธนาคารบริหารทรัพย์สิน หรือธนาคารทรัสต์อีกด้วย
เรโนลต์เข้าซื้อหุ้นนิสสันในปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่นิสสันกำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง และได้กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด ด้วยสัดส่วนการถือครองหุ้น 43% โดยต่อมาในปี 2566 เรโนลต์และนิสสันได้ตกลงปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ด้านทุนของตนให้เป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน
เรโนลต์ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลง และทั้งสองบริษัทถือหุ้นของกันและกัน 15% และ ณ เดือนก.ย. 2567 ธนาคารบริหารทรัพย์สิน ถือครองหุ้นนิสสันอยู่ที่ 22.8% ซึ่ง รายงานระบุว่า Foxconn มุ่งเน้นความสนใจไปที่หุ้นที่ถือครองโดยธนาคารทรัสต์ เพื่อสร้างอิทธิพลในธุรกิจของนิสสัน
รายงานระบุว่า เมื่อนิสสันทราบเจตนาและความเคลื่อนไหวของ Foxconn ทางบริษัทได้ก็เข้าร่วมการเจรจาอย่างรอบคอบเพื่อพัฒนากลยุทธ์ในการปกป้องตัวเองจากการเข้าซื้อกิจการที่อาจเกิดขึ้น
นิสสันได้ประกาศแผนการปรับโครงสร้างองค์กรในเดือนพ.ย. โดยจะเลิกจ้างพนักงาน 9,000 คนทั่วโลก และลดกำลังการผลิตลง 20% แต่อย่างไรก็ตาม หาก Foxconn ต้องการเข้ามามีบทบาทในฝ่ายบริหารของนิสสัน บริษัทเกรงว่าอาจต้องเผชิญกับการปรับโครงสร้างองค์กรที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
แหล่งข่าวระบุว่า ฮอนด้า ซึ่งได้ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับนิสสันในเดือนส.ค. ก็มีความกังวลกับการดำเนินการของ Foxconn เช่นกัน โดยฮอนด้ามองว่า กลยุทธ์การเติบโตของบริษัทจะถูกทำลายลงและมองว่าการมีส่วนร่วมของฟ็อกซ์คอนน์อาจเป็นภัยคุกคามต่อความสัมพันธ์นี้
ตัวแทนของฮอนด้าจึงได้ออกคำเตือนอย่างหนักแน่นถึงนิสสัน โดยระบุว่า หากนิสสันและ Foxconn มีความร่วมมือใด ๆ ระหว่างกัน ฮอนด้าก็จะยุติความร่วมมือทางกลยุทธ์กับนิสสัน
รายงานชี้ว่า หาก Foxconn เปิดตัวยื่นข้อเสนอเข้าซื้อกิจการนิสสัน ฮอนด้าอาจกลายเป็น "อัศวินขี่ม้าขาว" ที่จะเข้ามาปกป้องนิสสันจากการถูกซื้อกิจการได้
ความเป็นไปได้นี้เพิ่มมากขึ้น เมื่อ Foxconn ดำเนินกิจกรรมลับ ๆ มากขึ้นในเดือนธ.ค. โดยนิสสันได้รับข้อมูลว่า นายเซกิ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ EV ของ Foxconn วางแผนที่จะพบกับนายลูกา เดอ เมโอ ซีอีโอของเรโนลต์ ที่ปารีส โดยเจ้าหน้าที่ของนิสสันคาดเดาว่า Foxconn อาจใช้การประชุมครั้งนี้เพื่อเสนอเข้าซื้อหุ้นนิสสันที่เรโนลต์ถือครองอยู่
นิสสันยังเผชิญความท้าทายในด้านอื่นอีก เมื่อผู้ถือหุ้นนักเคลื่อนไหว ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทเมื่อเดือนพ.ย. ส่งผลให้ฝ่ายบริหารของบริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันเพิ่มขึ้น ซึ่งสภาพแวดล้อมทางธุรกิจยิ่งไม่แน่นอนมากขึ้น เนื่องจากภัยคุกคามจากภาษีศุลกากร ภายใต้รัฐบาลสหรัฐของนายโดนัลด์ ทรัมป์
นิสสันและฮอนด้าจึงเริ่มสำรวจความร่วมมือที่กว้างขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงมิตซูบิชิ มอเตอร์ (Mitsubishi Motors) ซึ่งนิสสันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด โดยมีเป้าหมายสร้างองค์กรดำเนินงานของพวกเขา ที่สามารถจัดการกับภาระการลงทุนที่สำคัญซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติและแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
การควบรวมกิจการระหว่าง นิสสัน ฮอนด้า และมิตซูบิชิ จะสร้างกลุ่มบริษัทยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ด้วยยอดขายรวมกันเกิน 8 ล้านคันต่อปี และสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถแข่งขันกับเทสลา (Tesla) และบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้
อ้างอิง : asia.nikkei.com