โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หนี้ครัวเรือนไทยลงรากลึก เกินกว่าเรื้อรัง ส่อฉุดเศรษฐกิจไทยฟื้นช้า รัฐเร่งออกเครื่องยนต์กระตุ้นสารพัด ยังต้องเหนื่อย ลุ้นทั้งปีจะโตหรือนิ่ง

BTimes

อัพเดต 23 พ.ย. 2567 เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 23 พ.ย. 2567 เวลา 07.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

เราพูดถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยกันมานานแล้วหลายปี แถมสัดส่วนหนี้ยังสูงเกิน 90% ต่อจีดีพีมาเรื่อยๆ กระทบกำลังซื้อกำลังจ่ายของประชาชน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้ช้า แม้ว่าขณะนี้จะมีพระเอกอย่างภาคการท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการผลักดันเศรษฐกิจไทย

<ไตรมาส 3/67 หนี้เสียเร่งตัวขึ้น >
ล่าสุด ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ระบุว่ารายงานภาระหนี้สินภาคครัวเรือนจากสถาบันการเงิน 157 แห่งที่เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร ครอบคลุมประชาชนคนไทยและผู้มีถิ่นฐานในประเทศไทยที่มีหนี้สินกับสถาบันการเงินสมาชิก ซึ่งปัจจุบันครอบคลุมประมาณกว่า 30 ล้านคน จากฐานข้อมูลสถิติที่ไม่มีตัวตน ในไตรมาสที่ 3 ปี 2567 พบว่า หนี้ครัวเรือนในระบบเครดิตบูโร อยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) อยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.8% ของหนี้รวม 13.6 ล้านล้านบาท โดยหนี้เสียเพิ่มขึ้นจาก 7.7% ในไตรมาส 4 ปี 66 มาสู่ 8.8% ในไตรมาส 3 ปีนี้

<หนี้เอสเอ็มอีน่าห่วงมากสุด>
คุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่เครดิตบูโร ตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นที่น่าสนใจก็คือ NPLs ไตรมาส 3/67 ที่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาทนั้น เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.1% และเพิ่มขึ้น 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งพบว่า NPLs สินเชื่อบ้าน รถยนต์ เครดิตการ์ด และสินเชื่อส่วนบุคคลยังนิ่งๆ หรือโตไม่มากจากไตรมาสก่อน แต่ที่กังวลมาก คือ สินเชื่อธุรกิจคนตัวเล็ก หรือ SME ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 20% และเพิ่มขึ้น 5.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนี่คือประเด็นที่สำคัญมาก

ส่วนหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Special Mention Loan : SM) มียอดคงค้างของไตรมาส 3/67 อยู่ที่ประมาณ 4.8 แสนล้านบาท ลดลงทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งน่าจะเบาใจขึ้นได้บ้าง

<หนี้เสียลดยาก>
ในส่วนของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย (TDR) คุณสุรพลระบุว่าตัวเลขสะสมอยู่ที่ 1.03 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7.6% ของ 13.6 ล้านล้านบาท ติดลบจากไตรมาสก่อนประมาณ 3% ซึ่งไม่ค่อยดี “เพราะมันอืด” ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันก่อนเป็นหนี้เสีย (DR) มียอดสะสมตั้งแต่ เม.ย. 67 มาหยุดที่ 1.2 ล้านบัญชี คิดเป็น 6.45 แสนล้านบาท

หากมองในแง่มุมของการสกัดหนี้ ขณะนี้จุดสกัดสำคัญนั้นอยู่ที่สถาบันการเงิน เพราะเห็นได้ชัด และจากข้อมูลของบรรดาภาคอสังหาฯ ที่ออกมาบอกเสมอว่าตอนนี้แบงก์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อบ้านอย่างมาก เพราะกลัวว่าจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ หากปล่อยกู้ไปโดยง่ายดายทั้งที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น หรือแม้แต่สินเชื่อรถที่ไม่ต่างกัน เพราะภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ออกมาให้ข้อมูลเรื่อยๆ ว่าในตลาดรถยนต์ชะลอตัวลงชัดเจน จนกระทั่งทรุดลง เพราะแบงก์ไม่ยอมปล่อยสินเชื่อง่ายๆ ทำให้ยอดขายลามไปยังยอดผลิตแย่ไปตามๆ กัน โดยเฉพาะรถกระบะที่เป็นตัวสะท้อนสถานการณ์กำลังซื้อภาคการเกษตร การผลิตได้เป็นอย่างดี

<“หนี้” ตัวการใหญ่ที่มีผลต่อเศรษฐกิจ>
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยบทวิเคราะห์เรื่อง Debt deleveraging แบบใด เศรษฐกิจไทยจะไปต่อได้ ซึ่งเนื้อหาสำคัญคือกระบวนการลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะท้าทายกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต สำหรับกระบวนการลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP (Debt deleveraging) เป็นกระบวนการสำคัญที่จะช่วยลดความเปราะบางทางการเงินให้แก่ภาคครัวเรือนจากการบรรเทาปัญหาหนี้ ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างยั่งยืน

กระบวนการลดหนี้ของไทยในระยะต่อไปจะเผชิญความท้าทายกว่าในอดีต เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลงมาก ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้าไปด้วย ภาวะนี้ต่างจากในอดีตที่กระบวนการ Deleveraging เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีต่อเนื่อง การลดหนี้ครัวเรือนไทยในรอบนี้จึงเป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้น

Debt deleveraging เหมือนจะคืบหน้า แต่อาจไม่ช่วยปลดล็อกครัวเรือนจากปัญหาหนี้ แม้ตัวเลขสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยในภาพรวมจะลดลงต่อเนื่องในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2024 แต่ภาพที่ดูเหมือนจะคืบหน้านี้ เกิดขึ้นเพราะตัวเลขหนี้ครัวเรือนขยายตัวต่ำเป็นประวัติการณ์เป็นหลัก ตามความเสี่ยงของลูกหนี้รายย่อยที่เพิ่มขึ้นมาก

ขณะที่ตัวเลข GDP ขยายตัวได้ต่ำ หากสถานการณ์ตัวเลขหนี้ครัวเรือนและตัวเลข GDP ไทยขยายตัวต่ำทั้งคู่ยังคงดำเนินต่อไป อาจเห็นผลลบต่อการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือนในอนาคตตามมา ยิ่งจะทำให้การใช้คืนหนี้เดิมทำได้ยากขึ้น

ดังนั้นในมุมมองของ SCB EIC การที่เห็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ลดลงต่อเนื่องมา 2 ไตรมาสติดกัน อาจไม่ใช่เครื่องชี้ที่ดีพอจะสรุปได้ว่า ครัวเรือนไทยเริ่มแก้ปัญหาหนี้ได้แล้ว แต่กระบวนการลดหนี้ที่จะเป็นประโยชน์แท้จริงต่อภาคครัวเรือน จะต้องช่วยลดภาระหนี้ในระดับแต่ละครัวเรือนได้ผ่าน 2 แนวทาง คือกระบวนการแก้หนี้เดิม จะต้องออกแบบให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ครัวเรือนที่มีปัญหาหนี้ต่างกัน และกลไกนโยบายเศรษฐกิจมหภาค จะต้องช่วยประคองเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนให้รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวได้มากพอจะนำไปชำระหนี้ เพื่อหลุดจากปัญหาหนี้ได้อย่างยั่งยืน

<การแก้หนี้ต้องตรงจุด รายได้ครั้วเรือนต้องฟื้น มีพอจ่ายหนี้>
SCB EIC มองว่าการแก้หนี้และเอื้อให้เศรษฐกิจไทยยังไปต่อได้นั้น กระบวนการแก้ไขหนี้เดิมต้องครอบคลุมและตอบโจทย์ครัวเรือนที่มีปัญหาต่างกัน การสนับสนุนให้ครัวเรือนจัดการหนี้เดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องมีกระบวนการแก้หนี้เดิมที่ครอบคลุมครัวเรือนที่กำลังมีปัญหาหนี้ให้ได้มากที่สุด ตอบโจทย์ปัญหาหนี้และความต้องการแก้หนี้ที่แตกต่างกันได้

นโยบายเศรษฐกิจมหภาคต้องช่วยสนับสนุนให้รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวในอนาคต การแก้หนี้เดิมของครัวเรือนให้ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งต้องอาศัยนโยบายเศรษฐกิจมหภาคช่วยประคองเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อสนับสนุนให้รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวเพียงพอกับรายจ่าย ด้านนโยบายการคลังไทยเริ่มมีพื้นที่การคลังจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพรวม จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเจาะจงครัวเรือนเปราะบาง ด้านนโยบายการเงินต้องเอื้อให้เกิดการฟื้นตัวของรายได้ครัวเรือน โดยสามารถผ่อนคลายเพิ่มได้ หากจำเป็นต้องลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำลงอีก จนกระทบความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนตามมา

<รัฐเร่งออกเครื่องมือแก้หนี้>
ล่าสุด รัฐบาลได้จับมือกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แก้ปัญหาหนี้ โดยอนุมัติมาตรการแก้หนี้สินประชาชน และ SMEs ที่เป็นหนี้เสียไม่เกิน 1 ปี ในกลุ่มหนี้บ้าน หนี้รถ และหนี้เพื่อประกอบอาชีพ เพื่อให้กลุ่มนี้ดำรงชีวิตต่อไปได้ และมีกำลังชำระหนี้มากขึ้น
ทั้งนี้จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจโดยรวม โดยพักจ่ายดอกเบี้ย 3 ปี ให้กลุ่มลูกหนี้ NPL มาไม่เกิน 1 ปี โดยจะมีการปิดวันนับยอดหนี้ 1 ปี (Cut of date) ไม่เกินวันที่ 31 ต.ค. 67

สำหรับเงื่อนไขใน 3 กลุ่มของลูกหนี้ที่จะเข้าโครงการนี้ ได้แก่

1. ลูกหนี้ที่เป็นหนี้บ้านกับสถาบันการเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท และเป็น NPL ไม่เกิน 1 ปี

2. ลูกหนี้ที่กู้ซื้อรถยนต์ไม่เกิน 800,000 บาทต่อคัน และเป็น NPL ไม่เกิน 1 ปี

3. ลูกหนี้กลุ่ม SMEs ที่กู้เงินเพื่อประกอบอาชีพวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อราย ที่เป็น NPL ไม่เกิน 1 ปีเช่นกัน

โดยวงเงินรวมทั้งหมดที่จะเข้าโครงการนี้คิดเป็นมูลหนี้รวม 1.31 ล้านล้านบาท มีลูกหนี้ที่เข้าข่ายรวม 2.3 ล้านบัญชี โดยผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ โดยรายละเอียดทั้งหมดคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะแถลงรายละเอียดอีกครั้ง

สำหรับลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้ประโยชน์ใน 3 กลุ่มที่เป็นหนี้ NPL ไม่เกิน 1 ปี ได้แก่

1. หนี้บ้าน 4.6 แสนบัญชี วงเงินรวม 4.83 แสนล้านบาท

2. หนี้รถ 1.4 ล้านบัญชี วงเงินรวม 3.75 แสนล้านบาท

3. หนี้เอสเอ็มอีที่กู้เพื่อประกอบอาชีพ 4.3 แสนบัญชี วงเงินรวม 4.54 แสนล้านบาท

ซึ่งกลุ่มที่มีสิทธิเข้าโครงการต้องลงทะเบียนเข้าโครงการถึงจะได้รับการช่วยเหลือ

<เพิ่มเครื่องมือ ลดเก็บเงินส่ง FIDF เหลือ 0.23%>
แหล่งเงินที่ใช้ดำเนินการจะไม่ได้ใช้งบประมาณ แต่จะร่วมกับสถาบันการเงิน 2 แนวทาง คือรัฐบาลจะลดอัตราเงินนำส่งเงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากธนาคารพาณิชย์ลงครึ่งหนึ่งเหลือ 0.23% ต่อปี จาก 0.46% ต่อปี เพื่อนำเงินมาช่วยชำระดอกเบี้ยแทนทำให้ผู้ที่ชำระหนี้จ่ายชำระเงินต้น และสถาบันการเงินจะใส่เงินเข้ามาตรงนี้ส่วนหนึ่งด้วยแต่จะใส่เงินเข้ามาเท่าไรนั้นรายละเอียดในส่วนนี้ กนส. จะเป็นฝ่ายที่ให้ข้อมูลรัฐบาลได้พิจารณาแล้ว และเห็นว่าตอนนี้เรื่องการแก้หนี้สินที่มีปัญหาในส่วนนี้มีความสำคัญมาก ส่วนการกำหนดการเก็บเงินเข้ากองทุน FIDF บริหารจัดการได้ แม้ว่าจะมีข้อกังวลว่าจะทำให้การจ่ายหนี้ในส่วนนี้ช้าลงก็ตาม

ส่วนกรณีที่ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ เพราะแบงก์เองก็ยังกังวลว่าในภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ อาจจะเกิดปัญหาผิดนักชำระหนี้ได้นั้น กระทรวงการคลังแก้ไขด้วยการเพิ่มหลักประกันในโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS ที่มีการเพิ่มวงเงินเป็นระยะ และในระยะต่อไปจะเปลี่ยนไปเป็นกลไกของสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแบงก์ด้วย

<แจกเงินหมื่นเฟส 2 กระตุ้นกำลังซื้ออีก 1.4 แสนล้าน>
หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการแจกเงินหมื่นให้กับกลุ่มเปราะบางไปในเฟสแรกแล้ว 1.45 แสนล้านบาท คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าจากรายงานการประเมินผลพบว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี และจะส่งผลถึงเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ที่ทำให้เศรษฐกิจปี 2567 ขยายตัว 2.8% ซึ่งในปี 2568 ก็จะยังคงได้อานิสงส์ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน 10,000 บาท ในเฟสที่ 2 ให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 4 ล้านราย ซึ่งจะปรับโครงการให้จ่ายเงินได้ก่อนวันตรุษจีนนี้อีกด้วย

แต่จะต้องลงทะเบียนผ่านการคัดกรองคุณสมบัติ และจะประกาศผลการลงทะเบียนหลังจากตรวจสอบคุณสมบัติแล้วเสร็จภายในเดือน ธ.ค. 67 นี้

ส่วนกลุ่มที่เหลือที่ลงทะเบียนไว้ รวมทั้งกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟนที่จะเปิดให้ลงทะเบียนระยะต่อไป จะจ่ายในเฟสที่ 3 ซึ่งเงินจะลงสู่ระบบเศรษฐกิจเดือน เม.ย. – มิ.ย. 68 โดยจะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลือวงเงินรวม 1.47 แสนล้านบาท

คุณจุลพันธ์ คาดว่าในไตรมาส 4 เป็นช่วงไฮซีซันจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาเสริม ถ้าเป็นไปตามนี้จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่คาดไว้ ส่วนจะเกิน 3% หรือไม่ ต้องพยายาม

ยังไม่นับรวมมาตรการอื่นๆ จากภาครัฐและเอกชนที่ต่างช่วยกันคนละไม้ละมือ โดยเฉพาะมาตรการฟื้นเศรษฐกิจจากน้ำท่วม ของ ททท. มาตรการสินเชื่อภาคอสังหาริมทรัพย์ หรือเกษตรกร ในการเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟูกิจการ พื้นที่การเกษตร สินเชื่อซื้อ ซ่อม สร้าง มาตรการเที่ยวคนละครึ่ง ที่เน้นช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบอุทกภัย ก็นับเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลพยายามงัดขึ้นมาใช้ เพื่อหวังที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจฟื้นขึ้นให้เร็วที่สุด

ความหวังในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปีไปจนถึงต้นปีหน้า ที่เรานับเป็นช่วงไฮซีซั่น จะมีเม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำจากการท่องเที่ยว แต่อย่าลืมว่าเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอันดับแรกนั่นก็คือ “หนี้ครัวเรือน” ที่เปรียบเสมือนซุงท่อนใหญ่ขวางทางจราจรเศรษฐกิจ สุดท้ายแล้วหากผลักซุงท่อนนี้ลงข้างทางไปก่อนได้ ก็น่าจะเป็นการเปิดทางให้เศรษฐกิจไทยได้เดินต่อไปข้างหน้าได้เต็มที่ ซึ่งก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่แสนจะท้าทายของรัฐบาลมากที่สุด อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะจริงจังกับการแก้ไขปัญหาหนี้มากแค่ไหน ???…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...