เมื่อ “ใบปริญญา” ไม่การันตีคุณภาพชีวิต ทำไม ? บัณฑิตจึงยอมเริ่มต้นในฐานะ “แรงงานต่างแดน”
“ตั้งใจเรียน จะได้ไม่ต้องลำบาก ได้ทำงานดี ๆ เป็นเจ้าคน นายคน”
เชื่อว่าหลาย ๆ คน ตั้งแต่จำความได้คงเคยได้ยินประโยคคำสอนนี้จากปากผู้ใหญ่ หรือคนในครอบครัวที่มักบอกกล่าวกับเราเสมอมา ความเชื่อนี้ทำให้การศึกษาในระดับปริญญา ถูกมองว่าเป็นบันไดสำคัญสู่ความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม
แต่ปัจจุบันนี้ ภาพดังกล่าวกลับไม่สอดคล้องกับความจริงของ บัณฑิต จำนวนไม่น้อย เพราะเมื่อเรียนจบแล้วกลับหางานได้ยาก หรือแม้มีงานทำ รายได้ก็ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ส่งผลให้หลายคนเลือกมองหาโอกาสใหม่ด้วยการเดินทางไปทำงานในประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจมากกว่า
แม้งานจะใช้แรงกายและอยู่ห่างจากครอบครัว แต่ก็แลกมาด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่างานที่ต้องใช้ วุฒิการศึกษา ในประเทศไทยหลายเท่า
The Active ชวนสำรวจปรากฏการณ์นี้ ในวันที่ ใบปริญญา ไม่ใช่หลักประกันคุณภาพชีวิตอีกต่อไป อะไร ? กำลังเกิดขึ้นกับโครงสร้างของเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทย เหตุใด ? บัณฑิตจำนวนหนึ่ง จึงเลือกเริ่มต้นชีวิตการทำงานในต่างแดน ใช้แรงงานแลกเงินก็ตาม
ตลาดแรงงาน ค่าครองชีพ และปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนแรงจูงใจ
“ปริญญาตรียังเป็นใบเบิกทาง ทำให้เราสามารถมีงานทำ เดินไปแล้วสมัครงานได้ แต่บันไดนั้นที่มีความชันมากขึ้น เพราะมีการแข่งขันที่มากขึ้น มีแต่คนจบปริญญาตรีเยอะ มันอาจพาเราไม่ได้ไปไกลกว่าเดิมนัก”
ความจริงที่เกิดขึ้นกับตลาดงานยุคนี้ ผ่านสายตาของ รศ.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ให้คำอธิบายเอาไว้ว่า ปัจจุบันปริญญาตรียังมีความสำคัญในฐานะ ใบเบิกทาง สู่ตลาดแรงงาน แต่ไม่ใช่หลักประกันของความก้าวหน้าเสมอไป
เนื่องจากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กลับสวนทางกับตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะระดับดังกล่าวไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ส่งผลให้ตลาดแรงงานไม่สามารถดูดซับบัณฑิตได้เพียงพอ
ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ (NSO) สำรวจภาวะการทำงานของประชากร ปี 2569 พบว่า มีผู้ว่างงานทั้งหมด 393,073 คน ในจำนวนนี้ จบปริญญาตรี 116,246 คน หรือคิดเป็น 29.57% ของผู้ว่างงานทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า การมีวุฒิปริญญาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความได้เปรียบในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
เมื่อจำนวนผู้จบปริญญาตรีมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความต้องการแรงงานและการสร้างตำแหน่งงานใหม่ไม่ได้เติบโตไปด้วยกัน ยิ่งส่งผลให้ ค่าพรีเมียมของปริญญา หรือ ผลตอบแทนจากการศึกษา จึงลดลง ประกอบกับเงินเดือนเริ่มต้นของบัณฑิตที่อยู่ราว 15,000 – 18,000 บาท ทำให้หลายคนรู้สึกว่าผลตอบแทนไม่คุ้มกับเวลาและค่าใช้จ่ายที่ลงทุนตลอด 4 ปีการศึกษา
นักเศรษฐศาสตร์ ยังยกตัวอย่างว่า เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน บัณฑิตจบใหม่มีเงินเดือนเริ่มต้นราว 9,000 บาท ขณะที่ข้าวราดแกงมีราคาเพียง 25-30 บาทต่อจาน ปัจจุบัน เงินเดือนเริ่มต้นเพิ่มเป็นประมาณ 15,000 บาท หรือราว 67% แต่ราคาอาหารจานเดียวกลับเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ดังนั้น แม้รายได้ในรูปตัวเงินจะสูงขึ้น แต่อำนาจซื้อกลับแทบไม่เพิ่มตามค่าครองชีพ
ผลลัพธ์คือ รายได้ส่วนมากถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน จนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับการเก็บออมหรือชำระหนี้
นอกจากปัญหาตลาดแรงงานและค่าจ้างแล้ว ปัจจัยเชิงโครงสร้างของประเทศก็มีส่วนบั่นทอนคุณค่าของปริญญาตรีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำสูง ระบบคอร์รัปชัน และระบบอุปถัมภ์ ที่ทำให้โอกาสในการเติบโต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว
“ทำดีไป แต่ไม่มีเส้นสาย ก็อาจจะไม่เติบโต”
อาจเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยรู้สึกได้ และเป็นอีกปัจจัยที่ผลักให้บัณฑิตบางส่วนเริ่มหันไปมองโอกาสการทำงานในต่างแดน
เมื่อการขายแรง “ต่างแดน” กลายเป็น “ทางเลือก” ที่คุ้มกว่า
เมื่อโอกาสการได้งานสอดคล้องกับวุฒิการศึกษามีน้อยลง ส่วนค่าจ้างเริ่มต้นไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ การเลือกไปทำงานต่างประเทศจึงเป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผลในเชิงเศรษฐศาสตร์
ข้อมูลแรงงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2569 รวบรวมโดยกองบริหารข้อมูลตลาดแรงงาน พบว่า ประเทศที่มีแรงงานไทยไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ อิสราเอล, ไต้หวัน, สวีเดน, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น
“มูลค่าเพิ่มของสิ่งที่ผลิต” คือสิ่งที่ รศ.กิริยา ชี้ให้เห็นว่าเป็นปัจจัยทำให้บัณฑิตป้ายแดง รวมถึงคนอีกจำนวนไม่น้อยเลือกไปทำงานต่างประเทศ
โดยเฉพาะ ภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง อย่างที่ อิสราเอล และ เกาหลีใต้ ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น มีการลงทุนด้านเครื่องจักรและนวัตกรรม ทำให้ผลผลิตมีมูลค่าสูงและขายได้ราคาดีในตลาดโลก นายจ้างจึงมีศักยภาพในการจ่ายค่าจ้างสูง และยังทำกำไรได้
ในทางกลับกันไทยยังติดกับดักผลิตภาพต่ำ มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่น้อย โครงสร้างอุตสาหกรรมพึ่งพาแรงงานราคาถูก ทำให้ไม่สามารถยกระดับอุตสาหกรรมให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากพอ เมื่อผลิตภาพต่ำ นายจ้างก็ไม่มีพื้นที่ทางการเงินพอจะจ่ายค่าแรงสูง จนเกิดเป็นวงจรที่ทำให้ค่าตอบแทนของแรงงานไทยเติบโตได้ยาก
“เขาไปทำงานประเภทที่คนไทยไม่อยากทำ อย่างก่อสร้าง เก็บผลไม้ หรือภาคเกษตร เป็นงานที่ยากลำบาก ใช้แรงกายเยอะ และต้องทนต่อสภาพภูมิอากาศที่แตกต่าง แต่คนก็ยังเลือกไป เพราะค่าตอบแทนต่างกัน นั่นสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวแรงงาน แต่อยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจ ไทยที่ยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงพอจะจ่ายค่าแรงแข่งขันกับต่างประเทศได้”
รศ.กิริยา กุลกลการ
งานเดียวกัน…ในไทยถูกด้อยค่า แต่ต่างแดนคือโอกาสสร้างตัว
หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ การเลือกไปทำงานต่างประเทศถือเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล เพราะแม้งานจะหนัก แต่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้กลับชวนตั้งคำถามต่อทัศนคติของสังคมไทยว่าเหตุใด ? งานลักษณะเดียวกัน เมื่ออยู่ในประเทศไทยจึงมักถูกมองว่าเป็น “งานแรงงาน” ที่มีสถานะต่ำ แต่เมื่อเป็นงานในต่างประเทศ กลับถูกมองว่าเป็นโอกาสในการสร้างชีวิต
ผศ.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายประเด็นนี้ โดยในความหมายทางวิชาการ แรงงาน หมายถึง คนที่ทำงานและนำแรงงานของตนไปแลกกับค่าตอบแทน ดังนั้น ทุกคนที่ทำงานต่างก็เป็นแรงงานทั้งสิ้น
ในสังคมไทย คำว่า แรงงาน มีพัฒนาการทางความหมายเริ่มต้นมาจากคำว่า กรรมกร ทำให้เมื่อพูดถึงแรงงาน คนจำนวนมากจึงนึกถึงคนทำงานในโรงงาน เกษตรกร วินมอเตอร์ไซค์ ไรเดอร์ หรือผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ส่งผลให้คำว่าแรงงานกลายเป็นคำที่สะท้อนลำดับชั้นทางสังคม อาชีพ และเศรษฐกิจ มากกว่าจะเป็นคำกลางที่ใช้เรียกแรงงานทั้งหมด
“จริง ๆ แล้วคนทำงานทุกคนคือแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศ ผู้จัดการ ข้าราชการ หรือคนทำงานโรงงาน ต่างก็ขายแรงงานของตัวเองเพื่อแลกกับรายได้เหมือนกัน แต่ในสังคมไทย แรงงานถูกผูกไว้กับภาพของกรรมกร จนทำให้คนที่ทำงานในสำนักงานหรือมีตำแหน่งสูงจำนวนมากไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นแรงงาน ทั้งที่ในความหมายทางวิชาการ พวกเขาก็เป็นแรงงานเหมือนกัน”
ผศ.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์
การแบ่งภาพจำของงานใช้แรงงานออกจากคนทำงานกลุ่มอื่น นอกจากส่งผลต่อทัศนคติของสังคมแล้ว ยังส่งผลต่อการออกแบบนโยบาย เนื่องจาก กฎหมายแรงงาน ของประเทศไทยส่วนใหญ่คุ้มครองแรงงานในระบบเป็นหลัก ขณะที่แรงงานนอกระบบ หรือผู้รับจ้างอิสระจำนวนมาก เช่น เกษตรกร ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการคุ้มครองได้ในระดับเดียวกัน
ดังนั้น เมื่อมองกลับไปที่ปรากฏการณ์บัณฑิตไทยเลือกเดินทางไปทำงานต่างแดน จะเห็นว่า ปัจจัยสำคัญอาจไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ของคำว่าแรงงาน หากแต่เป็นการที่ตลาดแรงงานในต่างประเทศอาจให้ “คุณค่า” กับแรงงานมากกว่าทั้งในรูปของค่าตอบแทน สวัสดิการ และโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิต
มองภาวะ สมองไหล-ความสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นวัตกรรม อ่อนแอลง!
หากบัณฑิตเลือกไปทำงานต่างประเทศมากขึ้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ รศ.กิริยา อธิบายว่า ในระยะสั้น การย้ายไปทำงานอย่างถูกกฎหมายช่วยให้เกิด เงินโอนกลับ (remittance) ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน กระตุ้นการใช้จ่าย และบรรเทาความยากจนได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เงินโอนกลับเป็นเพียงรายได้ของครัวเรือน ไม่ได้สร้างการจ้างงาน พัฒนาเทคโนโลยี หรือเพิ่มผลิตภาพให้เศรษฐกิจไทย ทำให้ในระยะยาว ประเทศอาจเผชิญ ปัญหาสมองไหล (brain drain) เมื่อคนที่มีศักยภาพเลือกไปทำงานต่างประเทศ ประกอบกับประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยและมีแรงงานรุ่นใหม่ลดลง จึงยิ่งทำให้ความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนวัตกรรมอ่อนแอลง
รศ.กิริยา เสนอว่า การแก้ปัญหาไม่อาจทำได้ด้วยการขึ้นค่าแรงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินควบคู่กันอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่
การยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อให้มีพื้นที่ทางการเงินจ่ายค่าแรงที่สูงขึ้นได้จริง
การปฏิรูประบบที่บั่นทอนคุณค่าของความสามารถ ทั้งการคอร์รัปชันและระบบอุปถัมภ์ เพื่อให้เกิดแรงจูงใจการทำงานและการพัฒนาทักษะ
การสร้างแรงจูงใจให้แรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศกลับมาพัฒนาประเทศ ผ่านการสนับสนุนการลงทุนในไทยและการรับรองทักษะที่ได้รับจากต่างประเทศ
ปัญหาไม่ใช่ตัวบัณฑิต แต่คือเศรษฐกิจและสังคมไทย
เมื่อมองตลอดทั้งปรากฏการณ์ จะเห็นว่าการที่บัณฑิตไทยเลือกไปเป็นแรงงานในต่างประเทศ สะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถตอบแทนความรู้และทักษะได้คุ้มค่ากับต้นทุนที่ผู้คนลงทุนไปกับการศึกษา
ขณะเดียวกัน สังคมไทยก็ยังคงติดอยู่กับมายาคติที่มองคำว่า“แรงงาน” เป็นเพียงงานใช้แรงกาย ทั้งที่ในความเป็นจริง คนทำงานทุกคนล้วนเป็นแรงงานที่นำความรู้ ทักษะ หรือแรงกายมาแลกกับค่าตอบแทน
สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่การมองว่า “ทำไม ? บัณฑิตไทยถึงยอมไปเป็นแรงงานต่างแดน” แต่คือ “จะทำอย่างไร ? ให้การทำงานในประเทศไทยสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จนคนไม่จำเป็นต้องออกไปแสวงหาโอกาสที่อื่น”