"อนุทิน" ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
วันนี้ (9 ก.ค.2569) เวลา 17.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการบริหารงานของรัฐบาล ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า
พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ มีเนื้อหาถูกต้องและไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
นายอนุทิน กล่าวแสดงความขอบคุณต่อองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกท่าน ที่ให้ความกรุณาเร่งรัดพิจารณาและมีคำวินิจฉัยต่อ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวด้วยความรวดเร็ว
ซึ่งคำวินิจฉัยในครั้งนี้ส่งผลให้รัฐบาลเกิดความมั่นใจ และมีความชัดเจนในข้อกฎหมาย พร้อมที่จะขับเคลื่อนการใช้จ่ายงบประมาณจากเงินกู้ก้อนนี้ ให้เกิดประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อผลประโยชน์ของภาคประชาชนอย่างสูงสุด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นความสบายใจในการทำงานของ ครม. นายกฯ ระบุว่า ที่ผ่านมาเดินหน้าทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงบประมาณก้อนนี้มีสถานะเป็น "เงินกู้" ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดินปกติ รัฐบาลจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล และตรวจสอบการใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ นายกฯ ยังเปิดเผยถึงข้อมูลเชิงนโยบายด้านการคลังว่า กระทรวงการคลังประสบความสำเร็จในการเจรจาเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ โดยสามารถควบคุมต้นทุนดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับที่ต่ำมากเพียงร้อยละ 1.2 เท่านั้น
อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลไม่มีความกังวล ในเรื่องภาระผูกพันงบประมาณ ที่จะต้องนำไปชำระคืนดอกเบี้ยในอนาคต และช่วยให้สามารถจัดสรรเม็ดเงินไปใช้ในโครงการพัฒนาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
สำหรับแนวทางการบริหารจัดการเงินกู้ นายอนุทิน ชี้แจงว่า รัฐบาลมุ่งเป้าที่จะสร้าง "ผลกระทบเชิงทวีคูณทางเศรษฐกิจ" หรือ Multiply Effect โดยการนำเม็ดเงินที่มีต้นทุนต่ำนี้ ไปอัดฉีดให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบ ซึ่งในทุกระบบการหมุนเวียนจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระจายรายได้ ส่งผลให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้ในรูปแบบต่างๆ กลับคืนสู่คลังได้เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
ขณะเดียวกัน แผนการใช้จ่ายเงินภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ จะถูกนำไปใช้เป็นงบประมาณหลัก ในการดำเนินมาตรการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลลัพธ์โดยตรงต่อการลดภาระค่าครองชีพขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายด้านกระแสไฟฟ้าให้แก่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
รัฐบาลจึงถือว่าวิกฤตนี้เป็นโอกาสสำคัญ ในการขับเคลื่อนผลประโยชน์ร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งในส่วนของโครงสร้างภาครัฐ ประชาชน และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศชาติโดยรวม
อ่านข่าวอื่น :
วอลเลย์บอลหญิงไทย พ่าย ญี่ปุ่น 1-3 เซต ศึกเนชันส์ลีก 2026 นัดที่ 2
สงขลาโมเดล ชูเสน่ห์พหุวัฒนธรรม-ซอฟต์พาวเวอร์ "โนรา" กระจายรายได้ฐานราก
"ชัชชาติ" เปิดแผน 100 วันแรก เดินหน้า 261 โครงการ ลั่นปราบทุจริตอันดับ 1