เปิดจุดเสี่ยงตึกเก่ากรุงเทพฯ ต้องเฝ้าระวัง
จากเหตุการณ์กันสาดอาคารเก่าอายุกว่า 100 ปี ย่านพระราม 4 พังถล่มลงมาจนมีผู้เสียชีวิต 1 คน ไม่เพียงสะท้อนความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่ยังกลายเป็นสัญญาณเตือนถึงความปลอดภัยของอาคารเก่าทั่วกรุงเทพมหานคร ที่หลายแห่งมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 40-60 ปี ท่ามกลางข้อกังวลเรื่อง การเสื่อมสภาพของโครงสร้าง และความจำเป็นในการตรวจสอบบำรุงรักษาอย่างจริงจัง ก่อนจะเกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นอีกใน
หากย้อนดูข้อมูลของกรุงเทพมหานคร พบว่าอาคารพาณิชย์และตึกแถวคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวนมากถูกก่อสร้างในช่วงปี 2500 ถึง 2520 หรือ เมื่อกว่า 40-60 ปีก่อน
ในช่วงเวลานั้นกฎหมายควบคุมอาคารยังไม่เข้มงวดเท่าปัจจุบัน รวมถึงเทคโนโลยีการออกแบบ การคำนวณโครงสร้าง และการผลิตคอนกรีตยังมีข้อจำกัดเมื่ออาคารมีอายุการใช้งานที่ยาวนานจึงมีความเสื่อมสภาพของวัสดุ ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะหากไม่มีการบำรุงรักษา หรือ ซ่อมแซม อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ พื้นที่ที่มีอาคารพาณิชย์อายุหลายสิบปีหนาแน่น ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตเมืองเก่าและย่านการค้าดั้งเดิม ได้แก่ เขตสัมพันธวงศ์ เช่น เยาวราช เจริญกรุง และตลาดน้อย ซึ่งมีตึกแถวเก่าและการต่อเติมอาคารสะสมเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เขตพระนคร เช่น ถนนข้าวสาร เสาชิงช้า และพื้นที่โดยรอบพระบรมมหาราชวัง ที่ยังมีอาคารโบราณ และอาคารอนุรักษ์ จำนวนมาก เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ย่านโบ๊เบ๊และพลับพลาไชย
ซึ่งเป็นพื้นที่ค้าส่ง มีการใช้งานอาคารอย่างหนักและเก็บสินค้าปริมาณมาก ย่านบางรัก ยานนาวา และประตูน้ำ ซึ่งเป็นตึกแถวริมถนนสายหลัก ที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเมือง หลายแห่งมีอายุการใช้งานยาวนาน
ย้อนเหตุ “กันสาด 100 ปี” ถล่มย่านสำราญราษฎร์ ปี 68
หากย้อนไปปี 2568 ก็ได้เกิดเหตุกันสาดอายุ 100 ปี ถล่มย่านสำราญราษฎร์ ครั้งนั้นมีคนติดอยู่ในบ้าน 5 คน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยกรุงเทพหานครขอความร่วมมือให้เจ้าของบ้าน ช่วยตรวจสอบอาคาร เพื่อป้องกันไม่เกิดเหตุซ้ำอีก
ผู้เชี่ยวชาญ ชี้กันสาดถล่มเกิดจาก “เหล็ก-ปูน” เสื่อมสภาพ
ขณะที่ ศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและกรรมการ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุว่า สาเหตุหลักของการถล่มเกิดจากความเสื่อมสภาพของวัสดุตามกาลเวลา ทั้งเนื้อปูนและเหล็กเส้นที่ต้องเผชิญกับฝนและความชื้นจนเกิดสนิม แต่จุดที่น่ากังวลที่สุดคือ “จุดเชื่อมต่อระเบียง” ซึ่งพบว่ามีการเชื่อมยึดไว้เพียงบางจุดเท่านั้น ไม่ได้เชื่อมตลอดแนว ทำให้ความแข็งแรงไม่เพียงพอที่จะรับน้ำหนักได้ในระยะยาว
จากการตรวจสอบอาคารข้างเคียง พบว่ามีลักษณะการก่อสร้างและอายุการใช้งานที่ใกล้เคียงกัน จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุลักษณะเดียวกันได้อีก
นอกจากนี้ ศ.อมร ย้ำว่า ปัจจัยเรื่องแผ่นดินไหวไม่ใช่สาเหตุหลักสำหรับอาคารเตี้ยเหล่านี้ ส่วนแรงสั่นสะเทือนจากรถบรรทุกเป็นเพียงปัจจัยเสริมเท่านั้น แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “โครงสร้างที่หมดอายุการใช้งาน” โดยปกติปูนจะมีอายุการใช้งานประมาณ 50 ปี แต่อาคารที่เกิดเหตุมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว
สภาวิศวกรเสนอให้กรุงเทพมหานคร เร่งสำรวจความมั่นคงของอาคารเก่าในย่านเมืองเก่า โดยเฉพาะอาคารที่มีระเบียงยื่นออกมา โดยอาศัยอำนาจตาม กฎกระทรวงปี 2563 (พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร) ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นสั่งการให้เจ้าของอาคารตรวจสอบ และแก้ไขอาคารที่อยู่ในสภาพไม่ปลอดภัยได้ทันที
วิศวกรเตือนอาคารเก่าเสื่อมตามอายุ ปล่อยพังอาจถูกดำเนินคดี
หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ วิศวกรผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่า เจ้าของอาคารไม่ควรปล่อยปละละเลยการดูแลรักษา เพราะอาจต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญา รศ.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การเป็นเจ้าของอาคารก็ไม่ต่างจากการเลี้ยงสุนัข หากปล่อยให้สุนัขออกไปกัดคน เจ้าของต้องรับผิดชอบ เช่นเดียวกับอาคาร
หากปล่อยให้ทรุดโทรมจนเกิดการถล่มสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เจ้าของย่อมต้องรับผิดชอบโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า อาคารที่มีอายุใช้งาน 20 - 50 ปีขึ้นไป ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องการออกแบบในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่คือการบำรุงรักษาในปัจจุบัน เพราะโครงสร้างย่อมเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หากละเลยจนเกิดเหตุร้ายแรง อาจถูกฟ้องทั้งคดีแพ่งเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย และคดีอาญาฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้
อ่านข่าว
อุปกรณ์ติดตั้งในอุโมงค์ดอยหลวง รถไฟเด่นชัย-เชียงของ หล่นทับช่างตาย 2 สาหัส 3
ห้ามใช้อาคารจุดเกิดเหตุ 5 คูหา ผอ.เขต ยอมรับอาคารเก่ากว่า 100 ปี ไม่มีเสาเข็ม
กันสาดอาคาร 2 ชั้นถล่ม ส.วิศวกรโครงสร้าง แนะตรวจสอบอาคารเก่า สันนิษฐาน 4 ประเด็น
กันสาดอาคารทรุด แยกหมอมี ถ.เจริญกรุง ทับประชาชนเสียชีวิต 1 คน