โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ควรเก็บภาษีการขายหุ้นหรือไม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 ม.ค. 2565 เวลา 04.16 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 04.16 น.

ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยและวิกฤติการคลังคงเป็นเหตุผลเพียงพอที่รัฐบาลพิจารณาปรับโครงสร้างทางภาษีไปพร้อมกับการให้ความรู้ และนักลงทุนไทยก็ควรจะตระหนักถึงภาระหน้าที่การเสียภาษีเพื่อมาพัฒนาประเทศอีกด้วย

            เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2564 ได้มีกระแสข่าวที่กระทรวงการคลังมีแนวคิดอยากจะเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะของการซื้อขายในหลักทรัพย์ในอัตราร้อยละ 0.1 ของยอดรายรับก่อนหักค่าใช้จ่ายหรือที่เรียกว่า Financial Transaction Tax (FTT) โดยคาดว่าจะเก็บภาษีได้ถึง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งภาษีธุรกิจเฉพาะตัวนี้ได้มีการยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2535 อันเป็นด้วยเหตุผลเพื่อส่งเสริมตลาดทุนไทย

            พร้อมกับการพิจารณาการเก็บภาษีเงินได้การขายหุ้น (Capital Gain Tax) เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านพ้นไปมากว่า 30 ปี การเก็บภาษีจากการขายหุ้นก็ยังไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ด้วย

            ความไม่เห็นด้วยจากบรรดาบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน สถาบันตลาดทุน และนักลงทุนจำนวนมาก โดยอ้างว่าทำให้ตลาดทุนไทยไม่น่าสนใจ คนจะไปลงทุนในตลาดต่างประเทศ เมื่อมีแนวคิดนี้ขึ้นคราวใด รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ตัดสินใจในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีไทย โดยในระยะเริ่มแรกการยกเว้นภาษีก็เป็นเรื่องถูกต้อง เพราะระยะแรกนั้นต้องอาศัยมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริม แต่เวลาผ่านไปกว่า 30 ปีแล้ว การพิจารณาการเก็บภาษีก็ยังคงค้างอยู่และไม่สำเร็จ

            ด้วยปัญหาการคลังมีรายได้ไม่ได้ตามเป้า วิกฤติโควิด-19 ความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้นในสังคม ผมจึงขอเสนอว่า อาจเป็นเวลาสมควรที่จะนำเรื่องนี้มาพิจารณากันใหม่ดีหรือไม่ 

    สำหรับผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และประกาศแนวทางในการจัดเก็บภาษีเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยพิจารณารับฟังความเห็นในทุกด้าน โดยไม่ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องลับ แล้วเร่งรีบออกเป็นพระราชกำหนด 

    ผมเองที่อยู่ในแวดวงตลาดทุนมากว่า 40 ปี มีความเห็นโดยส่วนตัวว่า รัฐบาลควรจัดเก็บภาษีตลาดทุนที่เป็นธรรมและเหมาะสม และนำเงินได้ส่วนนี้มาแบ่งแยกในการจัดสรรงบประมาณส่วนนี้มาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนคนไทยให้ชัดเจน

            ผมได้เคยเขียนเรื่องนี้ใน วารสารการเงินธนาคาร มาตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ.2546 เวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ผมจึงอยากนำข้อเสนอในตอนนั้น (ซึ่งมีผู้ลงทุนประมาณ 300,000 ราย แต่ในปัจจุบันมีผู้ลงทุน 2 ล้านรายในตลาดทุน) มาเพื่อลองพิจารณาว่าถูกผิดอย่างไร แต่เวลาพูดถึงเรื่องนี้ทีไร มักจะถูกต่อว่าและไม่สำเร็จสักครั้ง 

            ข้อเสนอที่ผ่านมาก็ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์มาสนับสนุน ปัญหานี้มีความเห็นที่น่าสนใจของนักเศรษฐศาสตร์ของไทยในการวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการเก็บภาษีการขายหุ้นที่ควรนำมาพิจารณา

            มีบทความที่วิเคราะห์เรื่องภาษีการขายหุ้นในมุมเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจมากว่าการเสนอเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษีธุรกิจเฉพาะที่เรียกว่า Financial Transaction Tax (FTT) ในอัตราร้อยละ 0.1 ที่เสนอโดยกระทรวงการคลังที่เป็นประเด็นถกเถียงอยู่นี้จะมีผลกระทบอะไรบ้าง (อ้างอิง "ภาษีการขายหุ้นในมุมเศรษฐศาสตร์ของ ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ในเว็บไซต์ www.101.world)

            ทั้งนี้ อาจารย์อธิภัทรได้ให้ความเห็นว่านโยบายการเรียกเก็บภาษี FTT นั้นประเทศในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซียก็ได้มีการเก็บโดย การเก็บภาษี FTT นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย 

            ซึ่งคงเป็นบุคคลส่วนใหญ่ในตลาดทุนไทยและนักเศรษฐศาสตร์ทีทำงานในตลาดทุนไทยมีความกังวลว่า ภาษีดีงกล่าวจะกระทบต่อสภาพคล่องและความน่าสนใจในตลาดหลักทรัพย์ไทยจะหายไปและจะทำให้ไม่สามารถดึงดูดโดยการลงทุนซึ่งความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ จากเหตุผลข้อนี้ว่าไม่ควรเก็บ FTT หรือภาษี กำไรจากการขายหุ้น Capital gain tax ในประเทศไทยเพราะได้ไม่คุ้มเสีย (ดูรายละเอียดใน Facebook ของอาจารย์ ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ) 

            ส่วนความเห็นฝ่ายที่สนับสนุนการเก็บภาษีการขายหุ้นก็เห็นว่าเพื่อความเป็นธรรมและการหารายได้เข้ารัฐรวมทั้งจำกัดการเก็งกำไรหรือ Noise Trading 

            ในบทความดังกล่าวอาจารย์อธิภัทรได้ให้ความเห็นว่าหากมีการเรียกเก็บ FTT ในอัตราร้อยละ 0.1 จะทำให้ต้นทุนของประเทศไทยรวมถึงต้นทุนค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จะทำให้ต้นทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ของประเทศไทยจะอยู่ในอัตราร้อยละ 0.27 ของต้นทุนการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อเปรียบเทียบกับ ประเทศสิงคโปร์ 0.20 หรือมาเลเซีย ซึ่งอยู่ในอัตราร้อยละ 0.29 ส่วนฮ่องกงอยู่ในอัตรา 0.39

            จากการศึกษาเชิงประจักษ์ โดยทั่วไปนั้นอาจารย์อธิภัทรพบว่าภาษี FTTจะส่งผลลบอย่างมีนัยสำคัญต่อปริมาณการซื้อขาย เช่น ในประเทศฝรั่งเศส และหากเป็นการออกแบบด้วยการยกเว้นภาษีให้กับการซื้อขายขนาดเล็กก็จะส่งผลให้มีการบิดเบือนพฤติกรรมนักลงทุนได้และมีความเห็นว่า FTT นี้อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจำกัดการเก็งกำไรหรือ Noise Trading ได้

    อาจารย์อธิภัทรให้ความเห็นว่า การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรจากการขายหุ้นเป็นการลดทอนความก้าวหน้าของระบบภาษีและเป็นการเพิ่มความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งลดความเสมอภาคทางภาษีระหว่างแหล่งเงินได้ของผู้ทำงานซึ่งอยู่ในอัตราภาษีถึงร้อยละ 5-35 แต่ในขณะเดียวกัน ผู้มีกำไรจากการขายหุ้นนั้นกลับได้รับการยกเว้นภาษีเป็นเวลานานมากกว่า 30 ปี และมีความเชื่อว่าในหลายประเทศการออกแบบ Capital Gain Tax สามารถส่งผลสำคัญต่อความเป็นธรรมและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถส่งเสริมการลงทุนระยะยาวของธุรกิจและ ยกระดับการผลิตของประเทศได้ ซึ่งอาจารย์และเห็นว่า FTT นั้น จะไม่ตอบโจทย์ความเป็นธรรมเมื่อเทียบกับภาษีเงินได้ Capital gain ของการขายหุ้นและก็เสนอว่าน่าจะนำค่าใช้จ่ายหรือตัดส่วนขาดทุนมาหักได้ 

    ผมเองมีความเห็นสอดคล้องกับอาจารย์อธิภัทรว่า การยกเว้นภาษีเงินได้ที่ผ่านมานานจนตลาดทุนไทยมีความเข้มแข็ง จึงถึงเวลาแล้วที่ควรจะจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นได้

โดยผมขอเสนอแนวคิดเรื่องภาษีการขายหุ้นดังนี้

            1.ประเทศไทยควรจะเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับบุคคลธรรมดาที่มีการซื้อขายหุ้นเกินกว่าครั้งละ 1 ล้านบาท และที่ถือหุ้นเพื่อเก็งกำไร เช่น ถือหุ้นไว้น้อยกว่าเวลาที่กำหนด แต่ควรยกเว้นให้กับนักลงทุนที่เป็นนักลงทุนระยะยาว เช่น ผู้ที่สมควรได้รับยกเว้นภาษีเงินได้กำไรจากการขายหุ้น ควรจะต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่า 6-12 เดือนแล้วแต่กรณี เพื่อจะให้การลงทุนนั้นเป็นการลงทุนระยะยาว หวังเงินปันผล รวมถึงกองทุนรวมต่างๆ อันจะเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับตลาดทุนเป็นอย่างดี 

    2.หากรัฐบาลจะเก็บภาษีเงินได้ที่ได้รับจากการขายหุ้นจากผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รัฐบาลก็ควรจะต้องให้สามารถนำผลขาดทุนที่เขาซื้อขายหุ้นมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน ซึ่งก็สามารถตรวจสอบได้จากบัญชีที่ผู้ลงทุนเปิดไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งแน่นอนอาจจะต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้องบ้างและเป็นภาระแก่บริษัทหลักทรัพย์บ้าง แต่ด้วยระบบ IT ในปัจจุบันผมเชื่อว่าสามารถทำได้แต่ต้องให้เวลาในการเตรียมตัว

    3.ถ้าหากจะเก็บภาษี ควรเก็บในอัตราเท่าใด ผมมีความคิดว่าการเก็บภาษีจากกำไรจากการขายหุ้นนั้น ก็น่าจะเก็บเช่นเดียวกับเงินปันผลไม่เกิน 10% โดยระยะแรกอาจเริ่มเก็บในอัตรา 5% สำหรับกำไรจำนวนหนึ่ง เช่น กำไร 5 ล้านบาท หรือเกิน 5 ล้านบาท ก็อาจจะเก็บ 10% โดยที่ผู้มีกำไรจากการขายหุ้นไม่ต้องนำไปรวมเพื่อเสียภาษีในตอนปลายปีอีกครั้งในอัตราก้าวหน้า 

กรณีนักลงทุนต่างประเทศ 

            ข้อเสนอการเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อาจทำให้นักลงทุนต่างประเทศและนักลงทุนไทยไปลงทุนผ่านประเทศสิงคโปร์หรือฮ่องกงเพราะจะไม่ต้องเสียภาษีกำไร (Capital Gain) จากผลของอนุสัญญาภาษีซ้อนก็จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างนักลงทุนไทย (กองทุนไทย) กับนักลงทุนต่างประเทศที่อยู่ในอนุสัญญาภาษีซ้อน จึงต้องหามาตรการการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ FTT ประกอบไปด้วย

            โดยรัฐบาลอาจจะพิจารณาเรียกเก็บค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ (FTT) ในการซื้อขายหุ้นจากนักลงทุนต่างประเทศที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินได้จากการขายหุ้นในอัตราที่เท่ากับ ร้อยละ 0.1 หรือสูงกว่า ส่วนนักลงทุนไทยก็อาจจัดเก็บในอัตราที่ต่ำกว่านี้ เช่น ร้อยละ 0.01-0.05 ของยอดขาย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน 

            ขณะนี้แนวคิดการเก็บภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital Gain Tax) อาจจะไม่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ จึงอาจดำเนินการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ FTT ไปก่อนได้ 

            การดำเนินการการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นดังกล่าวจึงจะต้องรับฟังความเห็นเพื่อจะได้ระบบภาษีที่สมบูรณ์ที่สุด ในความเห็นส่วนตัวของผมนั้น รัฐบาลอาจเริ่มต้นการจัดเก็บภาษีธุรกรรมแบบภาษีธุรกิจเฉพาะ FTT ในอัตราร้อยละ 0.1 เป็นมาตรการเบื้องต้นที่ลองเก็บดูโดยกำหนดอัตราที่เรียกเก็บในอัตราก้าวหน้า โดยกำหนดระยะแยกเริ่มจากร้อยละ 0.01, 0.03, 0.05 จนถึง 0.10 ขึ้นอยู่กับมูลค่าในการซื้อขายหลักทรัพย์ (แต่อาจมีความยุ่งยากในการจัดเก็บอยู่บ้างโดยเฉพาะต้นทุนของบริษัทหลักทรัพย์)

            ส่วนการพิจารณาการเก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้น Capital Gains ที่อาจารย์อธิภัทรคิดว่าจะใช้เวลาในการแก้กฎหมายนั้น ผมเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเข้าสภา เว้นแต่จะออกเป็นพระราชกำหนดหรือกระทรวงการคลังสามารถทำการยกเลิกและกำหนดเงื่อนไขโดยอาศัยพระราชกฤษฎีกา จะเรียกเก็บภาษีก็สามารถดำเนินการได้ โดยไม่ต้องแก้ไขประมวลกฎหมายรัษฎากร ทำการยกเลิกข้อยกเว้นการซื้อขายหลักทรัพย์ในพระราชกฤษฎีกา และสามารถกำหนดอัตราการเรียกเก็บภาษีโดยลดอัตราภาษีที่เรียกเก็บจากเงินได้ของ Capital Gain รวมถึงการหักค่าใช้จ่ายจากผลขาดทุนได้ ทั้งนี้ ควรจะต้องแจ้งล่วงหน้าหรือมีเวลาให้บริษัทหลักทรัพย์เตรียมตัวในการทำระบบการยื่นเสียภาษี

            ผมคิดว่าภาระภาษีของผู้ลงทุนในตลาดทุนไทยซึ่งได้รับการยกเว้นมาตลอดเวลา 30 ปี ได้สร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนเป็นจำนวนมากและในขณะเดียวกันก็สร้างความเสียหายหรือขาดทุนให้กับนักลงทุนจำนวนหนึ่งเช่นกัน ซึ่งการยกเว้นภาษีดังกล่าวไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการหรือคนทำงานที่ทำงานสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและต้องเสียภาษีในอัตราสูงถึงร้อยละ 35 ส่วนผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นบุคคลธรรมดากลับได้รับการยกเว้นภาษี อันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรม 

            จึงเห็นได้ว่า ในอดีตที่ผ่านมา เราจะพบว่าบัณฑิตที่จบมาไม่ว่าจะเป็นหมอ วิศวกร หรืออาชีพอื่นๆ อีกหลายอาชีพ ต่างก็ไม่อยากประกอบอาชีพในสายงานที่ตนสำเร็จการศึกษามาทั้งที่รัฐบาลได้ลงทุนในด้านการศึกษาในอาชีพดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยบุคคลเหล่านั้นอยากจะเป็นนักลงทุนทั้งแบบเก็งกำไรหรือนักลงทุนที่มีคุณค่า (Value Investor "VI") แทน ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้ามาทำงานเป็นลูกจ้างหรือเป็นผู้ประกอบการในระบบเศรษฐกิจแต่กลับอยากจะลงทุนค้าขายในหลักทรัพย์หรือสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งคิดว่าสามารถทำกำไรในเวลารวดเร็ว ดังนั้น การจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่นๆ ก็เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย

            การจัดเก็บภาษีการขายหุ้นคงยังไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันด้วย ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยและวิกฤติการคลังคงเป็นเหตุผลเพียงพอที่รัฐบาลพิจารณาปรับโครงสร้างทางภาษีไปพร้อมกับการให้ความรู้และนักลงทุนไทยก็ควรจะตระหนักถึงภาระหน้าที่การเสียภาษีเพื่อมาพัฒนาประเทศอีกด้วย

     ผมจึงสนับสนุนให้มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีอย่างจริงจังในขณะนี้โดยถือโอกาสนอกเหนือจากการพิจารณาจัดเก็บภาษี FTT และภาษีการขายหุ้นแล้ว โดยการปรับโครงสร้างภาษีไทยพร้อมกันไปเพื่อให้มีโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมและเท่าเทียม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...