โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปี 67 โลกทุ่มกว่า 3.2 ล้านล้านบาทสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ‘สหรัฐฯ’ยืนหนึ่ง

Amarin TV

เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 05.41 น.
ปี 67 โลกทุ่มงบกว่า 3.2 ล้านล้านบาทสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ‘สหรัฐฯ’ จ่ายแซงทุกประเทศรวมกัน

ในปี 2024 ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ขยายวงกว้าง และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ โลกกลับเดินหน้าเพิ่มงบประมาณด้านอาวุธนิวเคลียร์จนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

รายงานล่าสุดจากองค์กรรณรงค์เพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ (International Campaign to Abolish Nuclear Weapons: ICAN) ระบุว่า 9 ประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อินเดีย ปากีสถาน อิสราเอล และเกาหลีเหนือ ใช้งบประมาณรวมกันถึง 100.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียว เพิ่มขึ้นเกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 11% จากปี 2023

ข้อมูลองค์รวมยังแสดงให้เห็นว่า ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การใช้จ่ายด้านอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 32% จาก 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2019 เป็น 1 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2024

สหรัฐฯ นำโด่งในการใช้จ่ายด้านอาวุธนิวเคลียร์

ในปี 2024 สหรัฐอเมริกา ยังคงครองตำแหน่งประเทศที่ใช้จ่ายด้านอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก ด้วยงบประมาณรวมสูงถึง 5.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.3 พันล้านดอลลาร์ จากปี 2023 และมากกว่าการใช้จ่ายรวมของประเทศผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อีก 8 ประเทศรวมกัน

จีน ตามมาเป็นอันดับสอง ด้วยงบประมาณ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ สหราชอาณาจักร อยู่ในอันดับสาม ใช้งบประมาณ 1.04 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 2.2 พันล้านดอลลาร์

จากข้อมูลของ ICAN ประเทศที่มีการใช้จ่ายสูงที่สุดในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่

  • สหรัฐอเมริกา ด้วยงบประมาณลงทุนในอาวุธนิวเคลียร์ 5.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • จีน ด้วยงบประมาณลงทุนในอาวุธนิวเคลียร์ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • สหราชอาณาจักร ด้วยงบประมาณลงทุนในอาวุธนิวเคลียร์ 1.04 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • รัสเซีย ด้วยงบประมาณลงทุนในอาวุธนิวเคลียร์ 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ฝรั่งเศส ด้วยงบประมาณลงทุนในอาวุธนิวเคลียร์ 6.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • อินเดีย ด้วยงบประมาณลงทุนในอาวุธนิวเคลียร์ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • อิสราเอล ด้วยงบประมาณลงทุนในอาวุธนิวเคลียร์ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ปากีสถาน ด้วยงบประมาณลงทุนในอาวุธนิวเคลียร์ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • เกาหลีเหนือ ด้วยงบประมาณลงทุนในอาวุธนิวเคลียร์ 0.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ค่าใช้จ่ายที่มากกว่าแค่ “ความมั่นคง” เป็นทุน UN ได้ 28 ปี

รัฐบาลของหลายประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มักอ้างว่า การทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลในด้านนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “การป้องปราม” (deterrence) ซึ่งจำเป็นต่อการรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคง เช่น สงครามในยูเครน ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี หรือความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน

อย่างไรก็ตาม รายงานขององค์กรรณรงค์เพื่อยกเลิกอาวุธนิวเคลียร์ (ICAN) ชี้ให้เห็นว่า แรงผลักดันหลักของการเพิ่มงบประมาณด้านอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากวิกฤตความมั่นคงโดยตรง หากเป็นผลจากภาระผูกพันระยะยาว ทั้งจากสัญญาเก่าที่ยังดำเนินอยู่ และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะระบบขนส่งและส่งกำลังอาวุธนิวเคลียร์

อลิเซีย แซนเดอร์ส-แซกเร ผู้ร่วมเขียนรายงานของ ICAN กล่าวว่า “เราเห็นการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากพันธะผูกพันในสัญญาระยะยาว มากกว่าจากวิกฤตความมั่นคง”

ในรายงานฉบับเดียวกัน ICAN ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า งบประมาณที่ 9 ประเทศผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ใช้จ่ายในปี 2024 เพียงปีเดียว มีมูลค่าสูงพอที่จะเป็นงบประมาณประจำปีขององค์การสหประชาชาติได้ถึง 28 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงความไม่สมดุลอย่างรุนแรงในการจัดสรรทรัพยากรของระบบระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ เงิน 1 แสนล้านดอลลาร์นี้ยังสามารถถูกนำไปใช้เพื่อรับมือกับปัญหาเร่งด่วนระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต และการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณสุข ที่อยู่อาศัย หรือการศึกษา ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อความมั่นคงของมนุษยชาติโดยตรง

ทั้งที่รัฐบาลของประเทศผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ต่างก็ยอมรับว่า “สงครามนิวเคลียร์ไม่มีใครชนะ และไม่ควรเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด” การลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบอาวุธนิวเคลียร์กลับสวนทางกับหลักการนั้นอย่างสิ้นเชิง และยังตัดโอกาสจากการลงทุนที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและก่อประโยชน์ต่อประชากรโลกอย่างแท้จริง

เอกชน: ผู้รับประโยชน์หลักในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

ภายใต้โครงสร้างของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ระดับโลก รายงานจากองค์กร ICAN ระบุชัดว่า ภาคเอกชนเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงและมากที่สุด จากการลงทุนด้านอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐ

ในปี 2024 บริษัทเอกชนหลายสิบแห่งทั่วโลกถือครองสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา บำรุงรักษา และส่งกำลังอาวุธนิวเคลียร์ รวมมูลค่าสูงถึง 4.63 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในหลายกรณี สัญญาเหล่านี้มีระยะเวลาดำเนินงานยาวไปจนถึงปี 2040 สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะการลงทุนระยะยาวและการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากในโครงการนิวเคลียร์ของประเทศมหาอำนาจ

Honeywell International เป็นบริษัทที่ถือครองสัญญามูลค่าสูงสุด มากกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ Boeing ที่ถือครองสัญญารวมราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่บริษัทกลุ่มรอง เช่น Fluor, Northrop Grumman และ Bechtel ต่างมีสัญญาในช่วง 4-5 หมื่นล้านดอลลาร์

ในปีเดียวกัน ยังมีการลงนามในสัญญาใหม่เพิ่มเติมอีก ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน บริษัทที่ได้รับประโยชน์จากระบบนี้ยังได้ลงทุนกว่า 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อดำเนินกิจกรรมล็อบบี้ต่อรัฐบาล โดยเฉพาะในประเทศที่มีการเปิดเผยข้อมูลการใช้จ่ายสาธารณะอย่าง สหรัฐอเมริกา และ ฝรั่งเศส

ซูซี สไนเดอร์ ผู้ประสานงานโครงการของ ICAN ระบุว่า “ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ และการแก้ไขนั้นเริ่มต้นจากการเข้าใจว่า ใครคือผู้ที่ได้ประโยชน์จากมัน”

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ ไม่ได้มีเพียงมิติด้านความมั่นคงเท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ

ความเสี่ยงนิวเคลียร์สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ

ในบริบทของความตึงเครียดระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากสงครามในยูเครน ความขัดแย้งในฉนวนกาซา รวมถึงสถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียใต้และเอเชียตะวันออก แนวโน้มของการใช้อาวุธนิวเคลียร์ หรือแม้แต่การขู่ใช้อาวุธเหล่านี้ ได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

องค์กร ICAN เตือนว่า แนวคิด “การป้องปราม” (deterrence) ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนการข่มขู่ด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในเชิงยุทธศาสตร์นั้น กำลังผลักดันโลกให้เข้าใกล้จุดเสี่ยงสูงสุดมากขึ้นเรื่อย ๆ และเปิดทางให้เกิดความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่หายนะระดับโลก

รายงานยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “ช่องว่างประชาธิปไตย” (Democratic Deficit) โดยในหลายประเทศที่อ้างตนว่าเป็นประชาธิปไตย กลับพบว่าข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งฐานหรือการเก็บรักษาอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศพันธมิตรบนดินแดนของตน ถูกปกปิดจากทั้งประชาชนและสมาชิกรัฐสภา

อลิเซีย แซนเดอร์ส-แซกเร หนึ่งในผู้เขียนรายงานกล่าวว่า “นี่คือการดูแคลนประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง… ประชาชนในบางประเทศไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีอาวุธนิวเคลียร์ของต่างชาติถูกนำเข้ามาตั้งอยู่บนแผ่นดินของตนเอง”

โลกอีกใบที่เป็นไปได้

ทั้งนี้ แม้ในระดับนโยบายของประเทศมหาอำนาจจะยังคงเดินหน้าเสริมแสนยานุภาพด้านนิวเคลียร์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของประชาคมระหว่างประเทศกลับชี้ไปในทิศทางตรงกันข้าม ปัจจุบันมี กว่า 98 ประเทศทั่วโลก และ องค์กรภาคประชาสังคมกว่า 700 แห่ง ที่ร่วมกันสนับสนุน สนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์แห่งสหประชาชาติ (Treaty on the Prohibition of Nuclear Weapons: TPNW) ซึ่งมีผลบังคับใช้มาแล้วเป็นเวลากว่า 4 ปี และยังมีแนวโน้มที่จะมีประเทศภาคีเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้

ICAN ปิดท้ายรายงานด้วยการย้ำว่า การสร้างโลกปลอดอาวุธนิวเคลียร์ไม่ใช่อุดมคติ แต่คือแนวทางที่จำเป็นต่อเสถียรภาพระยะยาวของมนุษยชาติ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของโลกใบนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...