X ของ อีลอน มัสก์ เตรียมเปิด “แอปการเงินครบวงจร”! ใช้จ่าย โอน ลงทุน ได้ในแอปเดียวในปี 2025
X ของ อีลอน มัสก์ เตรียมเปิด “แอปการเงินครบวงจร”! ใช้จ่าย โอน ลงทุน ได้ในแอปเดียวในปี 2025
แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย “X” ของอีลอน มัสก์ เตรียมขยายขอบเขตบริการสู่โลกการเงินเต็มตัว โดยผู้ใช้งานจะสามารถโอนเงิน ชำระเงิน และจัดการการลงทุนทั้งหมดได้ภายในแอปเดียว
ลินดา ยัคคาริโน (Linda Yaccarino) ซีอีโอของ X ให้ สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Financial Timesว่า แพลตฟอร์มนี้ ซึ่งมีผู้ใช้งานราว 600 ล้านคน จะกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้สามารถ “ทำธุรกรรมทุกด้านของชีวิต” ได้ ตั้งแต่การส่งเงินให้เพื่อน ไปจนถึงการบริหารเงินลงทุนส่วนตัว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะออกบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตแบรนด์ X ภายในปีนี้
X Money ใกล้คลอดแล้ว
แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นแค่ฝัน เพราะก่อนหน้านี้ อีลอน มัสก์ ได้ยืนยันว่า X Money ซึ่งเป็นแอปด้านการเงินและธนาคาร กำลังอยู่ในช่วงทดสอบระบบเบต้าแล้ว
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา มัสก์ตอบกลับโพสต์หนึ่งบนโซเชียลว่า “ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง” ในช่วงทดลองใช้งาน เพราะ “นี่คือเงินออมของผู้คน”
บัญชีทางการของ X Money ก็เผยใบ้ว่า แอปนี้จะเปิดใช้งานจริงในปี 2025 โดยลินดายืนยันว่าการเปิดตัวครั้งแรกจะเริ่มที่สหรัฐอเมริกา พร้อมบอกว่า แอปนี้จะเป็นทั้ง “ระบบอีคอมเมิร์ซครบวงจร และระบบการเงินแบบเต็มรูปแบบ”
ยังไม่พูดถึงคริปโต แม้มัสก์จะชอบ Dogecoin
แม้ว่ามัสก์จะเป็นผู้สนับสนุน Dogecoin อย่างเปิดเผย แต่ทั้งเขาและลินดายังไม่ได้ยืนยันว่า X Money จะรองรับการชำระเงินด้วยคริปโตหรือไม่
ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม 2024 มัสก์เคยบอกว่า อาจให้ใช้ DOGE ซื้อรถ Tesla ได้ “ในอนาคต” แม้จะไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่แน่นอนก็ตาม ซึ่งแฟนคริปโตหลายคนก็หวังว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่าเขาจะนำคริปโตเข้ามาใช้กับบริษัทอื่น ๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ฝั่ง X ยังเงียบในเรื่องการรองรับคริปโต ขณะที่บริษัทอื่น ๆ เริ่มเดินหน้าแล้ว เช่น Visa ที่จับมือกับ Yellow Card Financial เพื่อผลักดันการใช้ stablecoin ในแอฟริกา โดย Yellow Card ประมวลผลธุรกรรมไปแล้วกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2019
ด้านสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง JPMorgan ก็ไม่อยู่นิ่ง ล่าสุดยื่นขอเครื่องหมายการค้าสำหรับ “JPMD” ซึ่งเป็นโทเคนเงินฝากดิจิทัล และประกาศทดลองใช้ JPMD บนเครือข่าย Baseของ Coinbase
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/elon-musk-x-financial-services-x-money-app-2025
นักลงทุนระยะสั้นแห่เทขายขาดทุนกว่า 15,000 BTC – สัญญาณใกล้ถึงจุดกลับตัว?
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาด Bitcoin ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงความไม่แน่นอนก่อนการประชุม FOMC ส่งผลให้นักลงทุนหลายคนชะลอการซื้อขาย แต่ในความเงียบนี้กลับมีข้อมูลจาก CryptoQuant ที่ชี้ถึงพฤติกรรมที่น่าสนใจ: นักลงทุนระยะสั้น (Short-Term Holders หรือ STHs) เทขาย Bitcoin มากกว่า 15,000 BTC โดยยอมขาดทุน
ข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่าเพียงวันจันทร์วันเดียวมีการโอน BTC จำนวน 959 เหรียญไปยังตลาดแลกเปลี่ยนในภาวะขาดทุน และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 16,700 BTC ภายในวันพุธ ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาลดลงจาก $106,500 เหลือ $103,500
สิ่งนี้สะท้อนพฤติกรรมเดิมของกลุ่มนักลงทุนระยะสั้น หรือที่หลายคนเรียกว่า "มืออ่อน" ซึ่งมักจะตื่นตระหนกและรีบขายเมื่อราคาตก ส่งผลให้เกิดแรงกดดันระยะสั้นต่อราคา
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมนี้มีผลในเชิงบวกในระยะยาว เพราะเหรียญที่มืออ่อนขายออกมานั้น มักจะถูกซื้อไปโดยนักลงทุนระยะยาว (Long-Term Holders หรือ LTHs) ที่มีความมั่นคงมากกว่า ทำให้เกิดการเปลี่ยนมือของเหรียญไปสู่ "มือแข็ง" ซึ่งช่วยสร้างฐานราคาที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว
สรุปประเด็นสำคัญ:
- นักลงทุนระยะสั้นขาย Bitcoin ขาดทุนมากกว่า 15,000 BTC ภายในสัปดาห์เดียว
- ราคาตกจาก $106,500 เหลือ $103,500
- นักลงทุนระยะยาวยังคงเข้าซื้อสะสมต่อเนื่อง
- ปริมาณ BTC ที่ถือโดยกลุ่มมืออ่อนลดลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าใกล้ถึง “จุดต่ำสุด” ของราคาแล้ว
Bitcoin กำลังอยู่ใน “จุดอับ” – ต้องการแรงซื้อใหม่ดันราคา
ข้อมูลจาก Swissblock แพลตฟอร์มวิเคราะห์ตลาด บ่งชี้ว่า Bitcoin อยู่ในช่วง “blind spot” หรือจุดอับของตลาด แม้ราคาจะดีดกลับเล็กน้อย แต่แรงซื้อยังเบาบาง สวนทางกับแรงขายที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน
แม้แรงกดดันฝั่งขายจะเริ่มผ่อนคลาย แต่หากไม่มีแรงซื้อมาสนับสนุนเพิ่มเติม ก็อาจเห็นการย่อตัวอีกรอบก่อนที่ตลาดจะกลับตัวอย่างจริงจัง
จากข้อมูล on-chain ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนระยะสั้นอยู่ในช่วง $94,000–$97,000 ซึ่งอาจกลายเป็น “แนวรับสำคัญ” ของรอบนี้ และมีโอกาสสูงที่จะเป็นจุดกลับตัวของราคา หากมีแรงซื้อตอบรับในระดับนี้
บทสรุปโดยรวม:
- กลุ่มนักลงทุนมืออ่อนกำลังขายขาดทุน → ราคาอ่อนตัว
- เหรียญส่วนใหญ่ถูกซื้อโดยมือแข็ง → เสริมฐานระยะยาว
- แนวรับสำคัญที่น่าจับตา: $94,000–$97,000
- ตลาดยังขาดแรงซื้อมหาศาล → ต้องการดีมานด์ใหม่เพื่อเบรกอัป
หากราคาหลุด $100,000 ลงมาอีก อาจเป็นโอกาสสำหรับการเก็บของของนักลงทุนระยะยาว ก่อนที่ราคาจะฟื้นตัวและเบรกขึ้นรอบใหม่
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/bitcoin-weak-hands-sell-15k-btc-at-a-loss-are-btc-lows-under-100k-next
ทรัมป์ทยอยลดถือหุ้นใน World Liberty Financial เหลือ 40% ท่ามกลางกระแสกดดันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในวงการคริปโต
บริษัทที่เชื่อมโยงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และครอบครัว มีรายงานว่ากำลังลดสัดส่วนการถือหุ้นในแพลตฟอร์มคริปโต World Liberty Financial (WLF) ลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 11 วันที่ผ่านมา
ตามรายงานของ Forbes เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา บริษัท DT Marks DeFi LLC ซึ่งเป็นบริษัทลูกภายใต้การควบคุมของครอบครัวทรัมป์ เคยถือหุ้นใน WLF มากถึง 75% เมื่อเดือนธันวาคม 2024แต่ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ WLF ในเดือนมกราคมระบุว่าสัดส่วนลดลงเหลือ “ประมาณ 60%” และล่าสุดหลังวันที่ 8 มิถุนายน เหลือเพียง 40% เท่านั้น
ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าครอบครัวทรัมป์ได้กำไรจากการขายหุ้นหรือไม่ แต่ Forbes วิเคราะห์ว่า การขายหุ้นจำนวนนี้อาจทำเงินได้หลายล้านดอลลาร์
เกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันทางการเมือง
การลดถือหุ้นใน WLF เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้มีการสอบสวนความเชื่อมโยงระหว่างทรัมป์กับอุตสาหกรรมคริปโต ขณะที่ WLF เองก็เพิ่งออกเหรียญ Stablecoin ของตัวเองชื่อว่า USD1 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
เหรียญนี้เปิดตัวในช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐสภาสหรัฐฯ กำลังพิจารณาร่างกฎหมาย GENIUS Actซึ่งเป็นกฎหมายควบคุมการออกเหรียญ Stablecoin เพื่อใช้ชำระเงิน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวเพิ่งผ่านวุฒิสภาไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยเสียงสนับสนุนจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงว่าร่างกฎหมายอาจถูกสภาผู้แทนฯ ขวางไว้ เพราะข้อกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของทรัมป์ โดยเจ้าตัวออกมาโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธ เรียกร้องให้สภา “ผ่านร่างกฎหมายนี้โดยเร็วที่สุด”
WLF อยู่กลางพายุข้อกล่าวหา
WLF ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวทรัมป์ กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการตั้งคำถามว่า ประธานาธิบดีคนปัจจุบันควรมีสิทธิ์ออกนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคริปโตหรือไม่ ในขณะที่เขาเองมีผลประโยชน์โดยตรงในธุรกิจคริปโตผ่านบริษัทในครอบครัว
ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทจากอาบูดาบีรายหนึ่งประกาศว่าจะใช้เหรียญ USD1 ของ WLF เพื่อชำระเงินลงทุนมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ใน Binance
นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคม WLF ยังสามารถระดมทุนได้กว่า 550 ล้านดอลลาร์ จากการขายโทเคนต่อสาธารณะสองรอบ และ ทรัมป์รายงานรายได้จากโปรเจกต์นี้มากกว่า 57 ล้านดอลลาร์ภายในเดือนมิถุนายน
อ้างอิง : cointelegraph.com
ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/donald-trump-company-reducing-stake-world-liberty-financial
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้
Facebook คลิก https://www.facebook.com/thunhoonnews
Youtube คลิก https://www.youtube.com/c/ThunhoonOfficial
Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_/