“หุ้นไทย” เปิดตลาดร่วง 11 จุด กังวลภาษีสหรัฐกดดัน หลังไทยถูกเรียกเก็บ 36% มีผล 1 ส.ค.68
"หุ้นไทย" เปิดตลาดร่วง 11 จุด ที่ 1,111.89 จุด (-0.99%) กังวลภาษีสหรัฐกดดัน หลังส่งจดหมายถึงไทยเรียกเก็บในอัตรา 36% ตามอัตราเดิมที่เคยประกาศไว้ มีผล 1 ส.ค.68
วันที่ 8 กรกฎาคม 2568ตลาดหุ้นไทย เปิดตลาดปรับตัวลงกว่า 11 จุด ตามตลาดภูมิภาค เมื่อเวลา 10.07 น. ดัชนี SET ร่วงกว่า 11.11 จุด อยู่ที่ 1,111.89 จุด (-0.99%) ตอบรับความกังวลจากสหรัฐประกาศภาษีศุลกากรประเทศต่าง ๆ อย่างน้อย 14 ประเทศ จะถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 โดยไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 36% ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดตลาดแกว่งลงมีแนวรับที่ 1,095/1,080 และ 1,067 หลังสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้ากับไทย 36% โดยในช่วงต้นเดือน เม.ย. ที่ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าที่ 36% ตลาดลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,056 ก่อนมีช่วงปรับตัวขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสเจรจาได้ เบื้องต้นที่อัตราภาษีนี้ไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งอย่างเวียดนามที่มีอัตราภาษี 20% และมาเลเซียที่ 25%
ช่วงสั้นมอง SET จะแกว่งตัวผันผวน โดยแม้มองปัจจัยการเมืองในประเทศจะยังไม่มีแรงกดดันเพิ่มในช่วงสั้น เพราะยังต้องรอผลการตัดสินขั้นสุดท้ายของศาลรัฐธรรมนูญหลังจากที่มีมติให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ตลาดน่าจะให้น้ำหนักกับปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนของมาตรการภาษีศุลกากรซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีไปยังประเทศต่างๆ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 4 ก.ค. และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค. สำหรับประเทศที่ยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ซึ่งรวมทั้งไทยด้วย
อย่างไรก็ดีเราประเมิน SET ที่บริเวณต่ำกว่า 1,100 จุด คิดเป็น PER ปี 2568 ต่ำกว่า 12 เท่า ยังเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว โดยกลยุทธ์ลงทุนคงแนะนำให้ “Selective Buy”
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีย่อตัว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศในวันจันทร์ (7 ก.ค.) ถึงอัตราภาษีนำเข้าใหม่โดยไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 36% ไม่เปลี่ยนแปลง
ขณะที่บางประเทศได้ปรับลดอัตราภาษีลงเล็กน้อย ซึ่งไทยถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งทางการค้าสำคัญอย่างเวียดนามที่ถูกเรียกเก็บอัตราภาษี 20% ภาพรวมค่อนข้างเหนื่อยสำหรับการลงทุน และการส่งออกของไทย
ทั้งนี้มองว่าการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐที่ผ่านมา ค่อนข้างน่าผิดหวัง ต้องติดตามช่วงที่เหลือก่อนมาตรการจะบังคับใช้วันที่ 1 ส.ค. ว่าข้อเสนอใหม่ของไทยจะเป็นที่พอใจสำหรับสหรัฐหรือไม่ และจะได้ปรับลดอัตราภาษีมาที่ระดับเท่าไร เนื่องจากเวียดนามเสนอข้อเสนอแบบสุดซอย ยังถูกเรียกเก็บในอัตราที่สูง
โดยตลาดหุ้นไทยระยะสั้นคาดดัชนีย่อตัวลงมาก่อน หลังเมื่อวานนี้ดัชนีย่อตัวพยายามดีดกลับ ในเชิงดัชนีตลาดผิดหวังในประเด็นดังกล่าว
ด้าน บล.พาย ประเมิน SET INDEX เสี่ยงปรับฐานในกรอบ 1,050 – 1,120 ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นอาจเลือก Wait & See เพราะอาจเผชิญกับแรง Panic Sell
แต่อย่างไรก็ตามจะเป็นโอกาสให้กับนักลงทุนระยะกลาง – ยาวในการสะสมหุ้นที่อาจไม่มีผลกับสงครามการค้าหรือผลกระทบมีผลไม่มากนัก ประกอบไปด้วยกลุ่มโรงพยาบาล (BDMS) กลุ่มที่อิงต่างประเทศ (MINT) ค้าปลีก (BJC CPALL) Non Bank (MTC SAWAD TIDLOR) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB)
ทั้งนี้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่า สินค้านำเข้าจากอย่างน้อย 14 ประเทศจะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงแบบเหมา (blanket tariffs) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นไป
โดยในจดหมายระบุว่า สินค้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย คาซัคสถาน และตูนิเซีย ที่ส่งเข้ามายังสหรัฐจะต้องเสียภาษีในอัตรา 25% ส่วนสินค้าแอฟริกาใต้และบอสเนียจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 30% ขณะที่อินโดนีเซียจะถูกเรียกเก็บภาษี 32% ด้านบังกลาเทศและเซอร์เบียจะถูกเก็บภาษีที่ 35% ส่วนกัมพูชาและไทยจะถูกเก็บภาษี 36% ขณะที่สินค้าจากลาวและเมียนมาจะถูกเก็บภาษีสูงถึง 40%