ส่องแนวโน้ม หุ้นกลุ่มไหนได้-เสีย? เมื่อ OPEC+ อาจปล่อยน้ำมันล้นตลาด
เมื่อ OPEC+ เร่งเดินเกมเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน จังหวะนี้ตลาดเริ่มเผชิญแรงกดดันจาก “อุปทานล้น” ที่อาจฉุดราคาน้ำมันให้แกว่งลงแรง ท่ามกลางความผันผวนนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องจับตาการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องให้ดี เพราะแรงกระเพื่อมอาจไม่หยุดแค่ตลาดน้ำมัน แต่ยังสะเทือนไปถึงหุ้นไทยอีกหลายตัวด้วย
วันนี้ Wealthy Thai จึงจะพาทุกท่านไปเจาะลึกว่ากลุ่มใดมีโอกาสได้รับอานิสงส์ และกลุ่มใดที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำมันล้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568
โดยบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุ เมื่อวันที่ 6 ก.ค.68 ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และสมาชิกสำคัญอีก 6 ประเทศในกลุ่มพันธมิตร OPEC+ ได้ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจำนวน 548 KBD ในเดือน ส.ค. 2568 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 411 KBD ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับที่อนุมัติไว้สำหรับเดือน พ.ค. มิ.ย. และ ก.ค. 2568 ทั้งนี้ OPEC+ ยังเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดน้ำมันในระยะสั้นยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากการเติบโตของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกที่อยู่ในเกณฑ์ดี และปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่ค่อนข้างต่ำ
ทั้งนี้ การเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานล้นตลาด เนื่องจากการตัดสินใจนี้จะทำให้ระยะเวลาในการทยอยยกเลิกการลดกำลังการผลิต 2.2 ล้านบาร์เรล/วัน สั้นลงจาก 18 เดือน เหลือเพียง 6–7 เดือน โดยคาดว่าอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ส.ค.2568 ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.1 ล้านบาร์เรล/วัน ความสมดุลนี้บ่งชี้ถึงมุมมองเชิงลบต่อราคาน้ำมัน ทั้งนี้ จากพัฒนาการของอุตสาหกรรมข้างต้น คาดว่าตลาดน้ำมันโลกจะมีอุปทานส่วนเกิน 0.7 ล้านบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 0.5 ล้านบาร์เรล/วัน และจะเพิ่มเป็น 0.9 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2569
อย่างไรก็ดี ในทางกลับกัน มองว่ามี downside ต่ออุปทานที่อาจเกิดขึ้น 2 ประการ ได้แก่ 1) ความไม่แน่นอนของอุปทานจากความขัดแย้งระหว่าง อิหร่าน–อิสราเอล ซึ่งอาจส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และ 2) จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตลาดคาดว่าการผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม OPEC+ จะเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2568 โดยที่สหรัฐฯ จะมีส่วนในการเติบโตนี้ประมาณ 0.3 ล้านบาร์เรล/วัน อย่างไรก็ตาม จำนวนแท่นขุดเจาะในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้นำสำหรับปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซ ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 71 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล เทียบกับสมมติฐานของ บล.กสิกรไทย สำหรับปี 2568 ที่ 67 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล สมมติฐานราคาน้ำมันของ บล.กสิกรไทย สะท้อนราคาน้ำมันที่ 63 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบล่าสุดอยู่ที่ 64 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ดังนั้น จึงคงประมาณการราคาน้ำมันสำหรับปี 2568 เอาไว้เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม มองว่ามี downside ต่อสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2569–70 ที่ระดับ 65/62 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ตามลำดับ จากการเร่งเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ดังที่ได้กล่าว
ทั้งนี้ มุมมองของ บล.กสิกรไทย ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของตลาด ซึ่งอยู่ในภาวะอุปทานล้น ทั้งตลาดน้ำมันดิบ และตลาดปิโตรเคมี ขณะเดียวกัน คาดว่าผู้ประกอบการโรงกลั่นจะได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวลงตามฤดูกาล หลังจากจุดสูงสุดในฤดูร้อนระหว่างเดือน ก.ค.–ส.ค. ดังนั้น หุ้นเด่นยังคงเป็น PTT สำหรับกลุ่มพลังงาน เนื่องจากราคาหุ้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปรับลดลงน้อยกว่าบริษัทที่เป็น pure-play และยังคงชอบ IVL ในกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากธุรกิจ PET/PTA ในสหรัฐฯ ได้รับการปกป้องจากภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ สำหรับหุ้นที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนสูง เลือก PTTGC และ SCC เนื่องจากได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลงซึ่งส่งผลดีต่อส่วนต่างปิโตรเคมีในระยะสั้น และมีโอกาสรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์/การแปลงสินทรัพย์เป็นเงินในครึ่งหลังของปี 2568