โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาษีจากวอชิงตัน สู่ผลกระทบที่ตลาดสด เมื่อเศรษฐศาสตร์จุลภาค ถูกลืมบนโต๊ะเจรจามหภาค

The Structure

อัพเดต 15 ก.ค. 2568 เวลา 15.39 น. • เผยแพร่ 15 ก.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • The Structure

“คุณจะไม่มีทางผิดหวังกับสหรัฐอเมริกา”
คำพูดนี้ถูกกล่าวโดยชายผู้เขียนจดหมายสองหน้า แต่สามารถเขย่าเศรษฐกิจจานข้าวของคนไทยหลายสิบล้านคนได้ทั้งประเทศ

ในโลกของการทูตเศรษฐกิจ ไม่มีคำว่า “ฟรี” หรือ “มิตรแท้” มีเพียงสิทธิในการต่อรอง และต้นทุนที่ประเทศเล็กต้องจ่ายเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการพูด

ในวันที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ไม่เคยลังเลจะเป็นพระเจ้าในระบบเศรษฐกิจโลก ลงดาบภาษีสินค้าจากไทย 36% ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2025 สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ภาษี แต่มันคือการประกาศจุดยืน “ระหว่างเรากับเขา ใครกันแน่ที่ควรเป็นฝ่ายขอเจรจา”

เมื่อภาษี 36% ไม่ได้ตีเข้าที่ตัวเลข GDP แต่เข้าตรงกระเพาะของคนหาเช้ากินค่ำ

หลายคนอาจคิดว่า “ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันไม่ได้ส่งออกอะไรไปอเมริกา” แต่ในโลกที่ supply chain คือเครือข่ายเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ ไม่มีใครอยู่นอกระบบนี้ได้

เพราะเมื่อภาษีเพิ่ม ต้นทุนส่งออกพุ่ง
ผู้ประกอบการ “หั่น” กำลังผลิต
โรงงาน “หยุด” OT
ร้านย่อย “ลดคำสั่งซื้อ”
ลูกจ้าง “หลุดจากงานชั่วคราว”
และคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง…ไม่มีคนจ้างขับไปส่งข้าวเที่ยง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ทฤษฎี แต่มันคือเศรษฐศาสตร์จุลภาคที่พังตั้งแต่ปลายนิ้วมือของผู้เซ็นชื่อใน จม. ฉบับนั้น

จากภาษีมหภาค สู่ผลลัพธ์ที่ซึมลึกลงไปในจุลภาค

“ภาษี 36% คือบทลงโทษเชิงโครงสร้าง แต่ผู้รับโทษคือคนที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะรู้ว่ามีโต๊ะเจรจาอยู่ที่ไหนในโลกนี้”

ลองนึกถึงผู้หญิงที่รับจ้างเย็บผ้าให้โรงงานในสมุทรสาคร ได้ค่าแรงวันละ 320 บาท โดยไม่รู้เลยว่าเสื้อผ้าที่เธอเย็บถูกส่งไปอเมริกา เธอรู้แค่ว่า “ออเดอร์หาย” โรงงานลดวันทำงานจาก 6 เหลือ 4 ไม่มีโอที ไม่มีเบี้ยขยัน

ผลกระทบเช่นนี้สะท้อน “Marginal Utility” ของเงินทุกบาทที่คนตัวเล็กใช้: จากข้าวแกงกล่องละ 35 บาท วันนี้ต้องใช้เป็นค่าเดินทางไปหางานใหม่ในอำเภอถัดไป

แม้ราคาข้าวเหนียวไม่ได้ขึ้นทันที แต่เมื่อราคาพลาสติก โลหะ เคมีภัณฑ์ขึ้น ระบบ domino ก็เริ่มทำงาน กระทบคนขับรถบรรทุก พนักงานแพ็คของ และแม่ค้าที่ตลาดนัด

ทำไมอเมริกาถึงลงดาบภาษีไทย?

ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทยในครั้งนี้ ไม่อาจแยกออกจากบริบทเชิงยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อน ทั้งในมิติการค้า การทูต และภูมิรัฐศาสตร์

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือดุลการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐที่มีความไม่สมดุลอย่างชัดเจน โดยสหรัฐ ฯ ขาดดุลกับไทยสูงกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของประเทศคู่ค้าที่สหรัฐต้องการ ‘รีบาลานซ์’ ความสัมพันธ์ทางการค้า การตั้งกำแพงภาษีจึงกลายเป็นเครื่องมือบีบให้ประเทศคู่ค้า “เปิดโต๊ะเจรจา” ด้วยเงื่อนไขใหม่ที่สหรัฐเป็นฝ่ายกำหนด

นอกจากนี้ ไทยยังไม่แสดงบทบาทชัดเจนในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเป็นสนามที่สหรัฐต้องการเสียงสนับสนุนในระดับองค์การสหประชาชาติ

แต่ไทยเลือกยืนอยู่ในจุดกึ่งกลางอย่างระมัดระวัง จุดยืนนี้แม้ดูเป็นกลางในเชิงนโยบาย แต่ในสายตาของคนจากวอชิงตัน มันสะท้อน “ความไม่แน่นอนในการเลือกข้าง”

ประเด็นที่สร้างความไม่พอใจที่สุด คือข้อกล่าวหาว่าไทยอาจมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานที่เอื้อให้สินค้าจีนเลี่ยงภาษีสหรัฐผ่านการ relabeling เป็น “Made in Thailand”

ซึ่งหากเป็นจริง ย่อมถูกตีความว่าไทยกำลังเป็นช่องทางให้จีนหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรทางการค้า

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นการตั้งคำถามถึงจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์

ขณะเดียวกัน ประเทศอื่นในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม ใช้กลยุทธ์เชิงรุกด้วยการลดภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐแบบ Zero Tariff เพื่อรักษาสัมพันธภาพทางการค้าและลดแรงกดดันด้านภาษี ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง นี่คือตัวอย่างของการ “ยอมแลกบางอย่างเพื่อรักษาสถานะบนโต๊ะเจรจา”

และล่าสุด สหรัฐประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะพิจารณาขึ้นภาษีต่อประเทศที่เข้าข้างกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นพันธมิตรใหม่ที่จีนและรัสเซียสนับสนุน เพราะสหรัฐมองว่ากลุ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในระบบเศรษฐกิจโลก

ในมุมมองของสหรัฐ การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันจึงไม่ใช่เพียงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ แต่คือการ “จัดระเบียบพันธมิตร” ใหม่ในโลกที่เต็มไปด้วยการแบ่งขั้วทางอำนาจทางการเงินและการเมือง

ประเทศที่จะโดนขึ้นภาษี เพราะอาจกำลังเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่พยายามลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในเวทีโลก

ข้อเสนอเชิงนโยบาย : ถ้าไม่อยากให้นโยบายจากวอชิงตันมากำหนดมื้อเที่ยงของคนไทย

  • ตั้งโต๊ะเอง ก่อนจะถูกเชิญออกจากห้อง

* ตั้งคณะเจรจาเชิงรุก (Offensive Trade Diplomacy Unit) ที่ไม่ใช่แค่รอคำเชิญจากมหาอำนาจ แต่ต้องเสนอเกมใหม่ของเราเอง พร้อมข้อมูล ความกล้า และของที่จะใช้ต่อรอง

* ใช้ Soft Power ที่ไทยมี เช่น ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ตลาดดิจิทัล ไปสร้างดีลใหม่

  • ป้องกันแรงกระแทก ด้วยนโยบายจุลภาคเฉพาะกิจ

* ตั้งกองทุนประกันแรงงานจุลภาค สำหรับภาค SME ที่ได้รับผลกระทบจากการค้าโลก

* ออกแบบประกันภัยแรงงานเฉพาะกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มสิ่งทอ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์

  • อัดมาตรการ Targeted Stimulus แบบเจาะจง ไม่ใช่หว่านแบบสาธารณะ

* เชื่อมโยงตลาดใหม่ในเอเชีย แอฟริกา หรือตลาดออนไลน์ด้วยแพลตฟอร์มรัฐ-เอกชน

* ทำ “Soft-FTA” ภายใน ให้ SME เข้าถึงผู้บริโภคได้ โดยไม่ติดทุนผูกขาด

  • ปฏิรูปสิ่งที่ใช้ต่อรอง

* เปิดตลาดการเงินเขียว ดิจิทัล เทคโนโลยีพลังงานสะอาด เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขเชิงยุทธศาสตร์

* ปรับกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น ภาษีดิจิทัล และระบบใบอนุญาตซ้อนทับ

  • ทำให้การค้ามีประชาธิปไตย

* จัดเวทีรับฟังผู้ประกอบการฐานรากให้เป็นระบบ ไม่ใช่เวทีถ่ายรูปลงข่าว

* ทำ Trade Impact Dashboard ที่สะท้อนผลกระทบของการค้าระหว่างประเทศต่อระดับจุลภาค

สรุป : รู้ว่าเสียเปรียบ ไม่ใช่ปัญหา แต่ไม่รู้ว่ากำลังถูกใช้เป็นหมาก นั่นแหละ…น่าเศร้า

ถ้าเรายังคิดว่าภาษี 36% เป็นแค่ปัญหาทางบัญชี เรากำลังหลอกตัวเอง

เพราะมันคือข้อความที่สหรัฐ ฯ ส่งมาให้รู้ว่า 
“This is not the best deal yet but it’s the one you get when you don’t play.”

คำถาม คือ ครั้งหน้าถ้าเรายังไม่รู้จะเอาอะไรไปต่อรอง
เขาอาจไม่เขียนจดหมายถึงเราอีกเลยก็ได้

ดร.ณพรรษธ์สรฌ์ เสมสันต์

นักวิชาการอิสระ

#TheStructure
#TheStructureEssay
#สงครามการค้า #สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...