โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกร้อนฉุดผลผลิตทั่วโลก เด็กยุคใหม่อาจอดมื้อกินมื้อ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 07.30 น.
โลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในระบบอาหาร เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ผลผลิตพืชอาหารหลักทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยล่าสุดเตือนว่า เด็กที่เกิดในวันนี้อาจเติบโตขึ้นมาในโลกที่สหรัฐอเมริกาสามารถผลิตอาหารได้เพียงครึ่งหนึ่งจากที่เคยผลิตได้ ขณะที่ประเทศยากจนก็เผชิญภัยคุกคามจากภาวะขาดแคลนอาหารเช่นกัน

งานวิจัยใหม่ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อผลผลิตพืชอาหารหลักทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่คาดว่าผลผลิตข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลี จะลดลงถึง 40-50% ภายในสิ้นศตวรรษนี้ หากภาวะโลกร้อนไม่ได้รับการควบคุม

การศึกษาซึ่งดำเนินการนานถึง 8 ปี โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ นับเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อผลผลิตพืชหลัก 6 ชนิดในกว่า 12,000 พื้นที่ทั่วโลกอย่างละเอียด รวมถึงการศึกษาวิธีที่เกษตรกรปรับตัว เช่น การเปลี่ยนสายพันธุ์พืชและปรับระบบชลประทาน

ผลการศึกษาพบว่า ทุกครั้งที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้ผลผลิตอาหารเฉลี่ยลดลง 120 แคลอรี่ต่อคนต่อวัน ส่งผลให้ราคาสินค้าอาหารสูงขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าถึงอาหารได้ยากมากขึ้น ขณะนี้โลกมีแนวโน้มที่จะร้อนขึ้นประมาณ 3 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ซึ่งจะส่งผลรุนแรงต่อความมั่นคงทางอาหาร

ข้าวสาลี ถั่วเหลือง และข้าวโพดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยพื้นที่สำคัญอย่างเกรนเบลต์ในสหรัฐฯ รวมถึงภาคตะวันออกของจีน เอเชียกลาง แอฟริกาใต้ และตะวันออกกลาง จะมีผลผลิตข้าวโพดลดลงประมาณ 40% ขณะที่ถั่วเหลืองในสหรัฐฯ คาดว่าจะลดลงถึง 50% ผลผลิตข้าวสาลีในสหรัฐฯ จีน รัสเซีย และแคนาดาก็จะลดลงประมาณ 40% ส่วนข้าวเป็นพืชหลักชนิดเดียวที่อาจได้รับประโยชน์จากอุณหภูมิที่สูงขึ้นในเวลากลางคืน จึงอาจไม่สูญเสียผลผลิตมากนัก

นักวิจัยระบุว่าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก อาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศยากจน เนื่องจากระบบเกษตรกรรมในประเทศเหล่านี้ถูกออกแบบมาสำหรับสภาพอากาศปัจจุบัน แต่ไม่เหมาะกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองในภาคกลางของสหรัฐฯ ที่เคยเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก อาจไม่สามารถรักษาผลผลิตได้ในอนาคต หากภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไป

ส่วนผลผลิตมันสำปะหลังในแอฟริกา ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชากรยากจนในพื้นที่นี้ ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างมากจากความร้อนจัด แม้ว่ามันสำปะหลังจะทนต่อภาวะแห้งแล้งได้ดี แต่ความร้อนจัดส่งผลเสียต่อพืชชนิดนี้เช่นกัน

งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าการปรับตัวของเกษตรกร เช่น การเปลี่ยนสายพันธุ์พืชและระบบชลประทาน จะช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันความมั่นคงทางอาหารในอนาคตนอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในการศึกษาที่ไม่ได้รวมการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ เช่น การเปลี่ยนชนิดพืชหรือการเปลี่ยนเวลาปลูก ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้บ้าง

งานวิจัยนี้ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นเร่งด่วนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อป้องกันความเสียหายร้ายแรงต่อระบบอาหารโลกในอนาคต หากไม่ดำเนินการแก้ไข ปัญหานี้จะสร้างความเสียหายและค่าใช้จ่ายสูงมากในอนาคต และมนุษยชาติก็ไม่เคยเผชิญกับวิกฤติที่รุนแรงเท่านี้มาก่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...