โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เซียนนางหวนคืน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 ต.ค. 2568 เวลา 17.02 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 13.11 น. • ยอดเซียน
เธอคือดวงวิญญาณเซียนกระบี่ที่ตื่นขึ้นจากการหลับใหลนับหมื่นปี และบังเอิญได้พบกับเด็กสาวผู้โชคร้ายที่ต้องทนทุกข์กับพลังประหลาดในร่างกาย เมื่อโชคชะตาบรรจบกัน นั่นจึงเป็นจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

ข้อมูลเบื้องต้น

ลู่เหยา เซียนกระบี่ขอบเขตสิบที่แข็งแกร่งที่สุด เธอถูกเหล่าเซียนมากมายรุมล้อมสังทางหารจนตกตาย ร่างกายแตกสลาย พลังฝึกตนสูญสิ้น แต่ทว่า จิตวิญญาทางณของเธอยังคงอยู่ และมันได้สิงสถิตทางอยู่ในกระบี่หมื่นเมฆา กระบี่คู่ใจของเธอ จมอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งหมื่นห้าพันปี โลกเปลี่ยนไป ทุกอย่างเปลี่ยนไป ลู่เหยาที่สถิตอยู่ในกระบี่หมื่นเมฆาได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในร่างของเจียงหลิง เด็กสาวผู้โชคร้ายที่ถูกพลังของกายาหยกขาวกัดกร่อน

ลืมตาตื่น

โลกสีน้ำเงินแห่งนี้ผ่านกาลเวลาอันยาวนานจนนับไม่ถ้วน

ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตมากมาย รวมถึงสิ่งที่เรียกว่าพลังวิญญาณฟ้าดิน

ทุกสิ่งมีชีวิตสามารถยกระดับตัวเองได้จากการดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินนี้ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งการฝึกตน ปลายทางคือการเป็นเซียนที่แท้จริง

ณ ทวีปปราณฟ้า

หนึ่งในสี่ทวีปซึ่งเป็นแผ่นดินใหญ่ของโลก

ท่ามกลางฟ้าครามสดใส เมฆขาวลอยล่อง พลังวิญญาณฟ้าดินไหลเวียนไปพร้อมกับสายลม

ท่ามกลางทะเลสีน้ำเงินกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ลึกลงไปใต้ทะเลห้าร้อยเมตร

ใต้ท้องทะเลบริเวณนี้ค่อนข้างมืดสนิท สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ

บนยอดของก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง มีกระบี่ที่สภาพเสียหายทรุดโทรมเล่มหนึ่งปักตรึงอยู่ ไม่รู้ว่ามันอยู่แบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ไร้ประกายความวิเศษอย่างสิ้นเชิง ไม่ต่างจากกระบี่ธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง

แต่กระบี่ที่ดูธรรมดานี้มันกลับซุกซ่อนโลกอีกใบเอาไว้ภายใน มันเป็นโลกแห่งจิตสีขาวโพลนเงียบเชียบ เปี่ยมไปด้วยเจตจำนงกระบี่ที่คมกริบเชือดเฉือนจิตวิญญาณ

และข้างในนี้มีร่างวิญญาณของหญิงสาวในชุดโบราณสีขาวหิมะคนหนึ่งกำลังลอยนิ่งอยู่ในสภาวะปิดเปลือกตา

ใบหน้าของหญิงสาวงดงามแฝงความเย็นชา เส้นผมสีเงินยาวสลวย ทุกองค์ประกอบทำให้เธอดูสง่างามไร้มลทิน

ทันใดนั้น โลกแห่งจิตแห่งนี้พลันสั่นสะเทือน ปลุกให้ร่างวิญญาณของหญิงสาวตื่นจากการหลับใหลยาวนานนับหมื่นปี เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ฉับพลันนั้นเกิดประกายแสงแห่งเจตจำนงกระบี่สีขาวอันคมกริบเจิดจ้าในดวงตา

ด้านนอกโลกแห่งจิตกระบี่

ใต้ทะเลเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จุดศูนย์กลางคือกระบี่สภาพทรุดโทรมที่ปักตรึงอยู่บนก้อนหินใหญ่ แต่ปัจจุบันมันไม่ได้ธรรมดาอีกต่อไป กลับส่องแสงเรืองรองของอาวุธวิเศษชั้นสูงออกมา เต็มไปด้วยกลิ่นอายพิฆาตสังหารที่ทรงพลัง กวาดผ่านไปทั่วพื้นทะเล ก้อนหินและดินโคลนฟุ้งตลบอบอวล มวลน้ำมหาศาลปั่นป่วนจนเกิดเป็นน้ำวนขนาดมหึมาใต้ท้องทะเล

ไม่นานหลังจากนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใต้ทะเลก็ถูกผู้คนรับรู้ ด้วยพลังของการเชื่อมต่อสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ที่สามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วชั่วกะพริบตา

[เกิดเหตุแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงห่างจากชายฝั่งทะเลของประเทศฉู่ราวสองกิโลเมตร ศูนย์ควบคุมภัยพิบัติทางทะเลคาดว่าอาจจะทำให้เกิดเหตุสึนามิพัดถล่มแถบชายฝั่งในอีกครึ่งชั่วโมงให้หลัง เตือนประชาชนที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลรีบอพยพขึ้นที่สูงโดยเร็วเพื่อความปลอดภัย]

[ศูนย์แจ้งเตือนเหตุการณ์เหนือธรรมชาติทางทะเลสามารถตรวจจับพลังวิญญาณบริเวณจุดศูนย์กลางของเหตุแผ่นดินไหวได้ กำลังเร่งตรวจสอบ!]

[พบวัตถุบางอย่างใต้ทะเลในระดับความลึกห้าร้อยเมตร ใกล้กับชายฝั่งทะเลประเทศฉู่ ลักษณะเหมือนจะเป็นกระบี่โบราณเล่มหนึ่งที่สภาพเสียหาย เป็นไปได้หรือไม่ว่าเหตุแผ่นดินไหวก่อนหน้านี้จะเกิดขึ้นจากกระบี่โบราณเล่มดังกล่าว?]

ในโลกที่ข่าวสารแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเหล่าเทพเซียนและวัตถุวิเศษยุคโบราณ ไม่ว่าจะคนธรรมดาหรือผู้ฝึกตน ต่างก็ล้วนให้ความสนใจเป็นอันดับแรกๆ

ไม่ต้องแปลกใจ เพราะโลกนี้ถึงแม้วิทยาการด้านเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปมากแล้ว แต่เรื่องของการฝึกตนก็ยังคงสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และยังคงเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของคนส่วนใหญ่บนโลก

ใครบ้างล่ะจะไม่อยากเป็นผู้แข็งแกร่ง ใครบ้างล่ะจะไม่อยากเป็นเซียน เหาะเหินเดินอากาศได้อย่างอิสระเสรี มีอายุขัยยืนยาว ใช้ชีวิตอยู่บนโลกได้เป็นร้อยเป็นพันปี

เพราะนี่คือโลกแห่งการฝึกตน

โลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ

……

ประเทศฉู่

เมืองหนิงซาน

ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ห่างไกลจากชายฝั่งทะเลที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวราวๆ หนึ่งร้อยกิโลเมตร

ในห้องผู้ป่วยพิเศษชั้นหกของโรงพยาบาล

หลายปีมานี้ห้องผู้ป่วยพิเศษดังกล่าวแทบจะถูกปิดตายตลอดเวลา นอกจากหน่วยแพทย์ที่รับผิดชอบซึ่งคอยเข้าไปตรวจสอบสภาพของผู้ป่วยด้านในแล้ว คนทั่วไปหรือแม้แต่ญาติก็ห้ามเข้าไปเด็ดขาด เพราะข้างในห้องนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังไอเย็นเยือกเหนือธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตที่ปราศจากอุปกรณ์พิเศษป้องกันตัว หรือไม่ใช่ผู้ฝึกตน หากเข้าไปข้างในจะต้องถูกแช่แข็งตายในไม่กี่วินาที

ภายในห้องผู้ป่วยพิเศษ มีโลงแก้วสีใสที่ทำจากวัสดุพิเศษวางอยู่ใจกลางห้อง ฐานถูกยกสูงจากพื้นหนึ่งเมตร

รอบๆ ตัวโลงแก้วใสนั้นสามารถสัมผัสได้ถึงปราณหยางอันอบอุ่นเจือจาง คอยปรับสมดุลปราณหยินเย็นเฉียบที่เจ้าของร่างสีขาวซีดคล้ายกับศพแช่แข็งข้างในโลงแก้วใสปลดปล่อยออกมาตลอดเวลา

ดูจากภายนอก เจ้าของร่างในโลงแก้วใสคือหญิงสาววัยสิบเก้าปีคนหนึ่ง

แต่ที่จริงเจ็ดปีที่แล้ว ร่างของเธอยังเป็นแค่เด็กสาวอายุสิบสองปี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายจึงเจริญเติบโตตามวัย ทว่า นับตั้งแต่เจ็ดปีนั้น เธอไม่เคยลืมตาตื่นขึ้นมาเลย ตกอยู่ในสภาวะถูกแช่แข็งแบบนี้มาโดยตลอด

ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด

เสียงเครื่องวัดการเต้นของหัวใจข้างเตียงผู้ป่วยดังอยู่เป็นระยะ เชื่องช้าราวกับคนที่หายใจรวยรินใกล้ตาย

ทันใดนั้น ร่างวิญญาณเลือนรางที่ขาดๆ หายๆ คล้ายกับไอหมอกในยามเช้าตรู่ก็ปรากฏใกล้กับโลงแก้วใสในห้องผู้ป่วยพิเศษ ลักษณะเป็นวิญญาณสาวหน้าตางดงามมากคนหนึ่ง ผมยาวสลวยสีขาวหิมะเช่นเดียวกับชุดคลุมโบราณที่สวมอยู่บนร่าง บรรยากาศเก่าแก่โบราณและเปี่ยมพลังอำนาจ

เธอก็คือร่างวิญญาณที่หลับใหลอยู่ในกระบี่โบราณเล่มที่ปักตรึงอยู่ใต้ทะเลนั่นเอง

ชื่อของเธอก็คือ ‘ลู่เหยา’ อดีตเซียนกระบี่ที่ร่วงหล่นไปเมื่อเกือบสองหมื่นปีก่อน ร่างกายแหลกสลาย พลังฝึกตนสูญสิ้น ปัจจุบันเหลือเพียงร่างวิญญาณที่อ่อนแอสุดขีด

ผ่านมาแล้วสิบวันหลังจากตื่นขึ้นจากการหลับใหล ลู่เหยาออกมาจากกระบี่โบราณใต้ทะเลเล่มนั้นและใช้ร่างวิญญาณท่องไปตามสถานที่ต่างๆ ของประเทศฉู่ เพื่อแสวงหาโอกาสในการฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

และบังเอิญเหลือเกิน สถานที่ที่เรียกว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ ได้เก็บรักษากายหยาบที่หายากอย่างมากเอาไว้ มันคือ ‘กายาหยกขาว’ หนึ่งในกายาสวรรค์ที่พันปีจะปรากฏสักครั้งหนึ่ง

สำหรับตัวลู่เหยาที่เป็นเซียนกระบี่แล้ว นี่คือโชควาสนาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สำหรับเจ้าของร่างผู้ครอบครองกายาหยกขาว ดูเหมือนจะเป็นคำสาปเสียมากกว่า

ถ้าเดาไม่ผิดละก็ หลังจากพลังของกายาหยกขาวตื่นขึ้น เจ้าของร่างในโลงแก้วที่ไม่รู้ความลี้ลับของกายาหยกขาว แถมจิตวิญญาณก็ไม่แข็งแกร่งมากพอ จึงเป็นฝ่ายถูกพลังของกายาหยกขาวกัดกร่อน สุดท้ายต้องตกมาอยู่ในสภาวะหลับใหลและถูกแช่แข็ง กลายเป็นเจ้าหญิงนิทราที่น่าสงสารในโลงแก้วใส

ที่สำคัญ ลู่เหยาสัมผัสได้ว่าดวงวิญญาณของคนในโลงแก้วใสใกล้จะมอดสลายเต็มที อาจอยู่ได้ไม่เกินสามวันด้วยซ้ำ

เสียงถอนหายใจดังมาจากร่างวิญญาณของเซียนกระบี่หญิง เธอยกแขนที่ราวกับทำขึ้นจากหมอกควันสัมผัสกับโลงแก้วใส จากนั้นร่างวิญญาณทั้งร่างของเธอก็ราวกับหมอกควันสีขาวหิมะที่ถูกคนก็ไม่ใช่ผีก็ไม่เชิงในโลงแก้วใสดูดกลืนหายเข้าไปผ่านจุดกึ่งกลางหน้าผาก อันเป็นสถานที่สถิตของทะเลจิตวิญญาณในร่างกายมนุษย์

ที่นี่คือโลกแห่งทะเลจิตวิญญาณที่มืดสนิท เงียบสงัด ว่างเปล่า และหนาวเหน็บเสียดกระดูด หลังจากร่างวิญญาณของลู่เหยาเข้ามาภายใน เธอก็ได้พบกับเด็กสาวอายุสิบสองปีคนหนึ่ง ทั่วร่างเปล่งแสงสีทองอร่ามอบอุ่นหนึ่งเดียว ท่ามกลางโลกที่มืดมิดและหนาวเหน็บแห่งนี้

เทียบกับร่างกายภายนอกที่เป็นหญิงสาวอายุสิบเก้าปีแล้ว ร่างวิญญาณนี้ยังเด็กอยู่มาก ราวกับถูกหยุดเวลาและพัฒนาการเอาไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

เด็กสาวกำลังนั่งในท่ากอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้น ไม่รู้ว่าเธอร้องไห้แบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว

ทันใดนั้น เด็กสาวราวกับสัมผัสความผิดปกติได้ จึงเงยหน้าขึ้นมองแขกไม่ได้รับเชิญที่เป็นร่างวิญญาณสีขาวหิมะตรงหน้า

“ช่วยด้วย หนูทนแบบนี้อีกต่อไปไม่ไหวแล้ว” นี่คือคำพูดแรกของคนที่เพิ่งพบหน้ากัน น้ำเสียงของเด็กสาวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน

ลู่เหยามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง “อายุขัยของเจ้าใกล้จะสิ้นสุดแล้ว และตัวข้าในตอนนี้ไม่สามารถช่วยชีวิตเจ้าได้ แต่ข้า…สามารถอยู่เป็นเพื่อนเจ้าจนวินาทีสุดท้ายได้”

เด็กสาวสีหน้าปิติยินดีขึ้นมาทันที “แค่นั้นก็ดีมากแล้ว หนูอยู่คนเดียวมาตลอด รู้สึกเหงามากเลย”

นี่เป็นการตอบสนองตามจิตใต้สำนึกของเด็กสาว

วิญญาณเซียนกระบี่สาวเผยความเวทนา เธอโบกสะบัดมือ โลกแห่งจิตวิญญาณที่มืดหม่นและหนาวเหน็บก็พลันสว่างเจิดจ้า บนพื้นกลายเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี นกและเหล่าแมลงบินสวนกันไปมา ท้องฟ้าครามปรอดโปร่งสวยงาม รอบด้านรอยล้อมด้วยทะเลหมอกสีขาว มองออกไปไกลจะเห็นดวงอาทิตย์ที่กำลังสาดแสงส่อง สร้างความอบอุ่นให้กับโลกใบนี้

เด็กสาวดวงตาเปล่งประกาย เผยรอยยิ้มกว้าง ความเศร้าหมองหายไปจากร่างวิญญาณของเธอ และไม่รู้สึกเจ็บปวดทรมานอีกแล้ว เด็กสาวเริ่มออกวิ่งไปตามทุ่งหญ้าเขียวขจี ไล่ตามเหล่าฝูงผีเสื้อพลางส่งเสียงหัวเราะสนุกสนาน

นี่เป็นความสุขเล็กๆ ในรอบหลายปี

ผ่านไปนาน ดูเหมือนว่าเด็กสาวจะเหนื่อยล้า จึงกลับมาอยู่ข้างกายวิญญาณพี่สาวเซียนกระบี่

ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกัน ไหล่ชนไหล่ มองออกไปยังทะเลหมอกและแสงอาทิตย์ไกลๆ

ลู่เหยาได้เล่าเรื่องราวมากมายให้เด็กสาวฟัง เด็กสาวเองก็เล่าเรื่องของตัวเองบ้างเป็นบางครั้ง

ลู่เหยาจึงได้รู้ว่าเด็กสาวคนนี้ชื่อเจียงหลิง เป็นเด็กชาวบ้านทั่วไป มีครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ได้ลำบากมากนัก แต่โชคร้ายเธอล้มป่วยและต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล นับแต่นั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย

ไม่รู้ว่าผ่านวันเวลาไปนานเท่าไหร่ ลู่เหยาและเด็กสาวเจียงหลิงได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แบ่งปันความสุขและทุกข์ด้วยกัน จนเกิดเป็นความรู้สึกผูกพันและสนิทสนม

กระทั่งเด็กสาวเจียงหลิงเอ่ยปากขึ้นมา

“พี่สาวเทพเซียน ดูเหมือนหนูต้องไปแล้ว” เด็กสาวเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ขณะนอนอยู่บนตักของพี่สาวเทพเซียน ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจี

ลู่เหยาลูบศีรษะของเด็กสาวอย่างอ่อนโยน “เจ้าเจ็บปวดมามากพอแล้ว ถึงเวลาต้องพักผ่อน อย่าห่วงเลย ข้าจะอยู่กับเจ้าจนวินาทีสุดท้าย และจะอยู่ตลอดไป..”

ถึงตรงนี้ ลู่เหยาเอ่ยอย่างลำบากใจเล็กน้อย “เจียงหลิง ข้าจำเป็นต้องใช้ร่างกายเจ้าในการฟื้นคืนชีพอีกครั้ง เจ้าจะอนุญาตหรือไม่?”

“ได้สิ” เจียงหลิงพยักหน้าตอบอย่างไม่ลังเล

ลู่เหยาถอนหายใจ เอ่ยเสียงนุ่มนวล “ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงบอกความปรารถนาของตัวเองมาเถอะ ชีวิตนี้เจ้าอยากมีอนาคตแบบไหน ชีวิตนี้มีอะไรบ้างที่เจ้าอยากทำแต่ไม่สามารถทำได้ ข้าสัญญาว่าหากได้ชีวิตใหม่อีกครั้ง จะต้องทำความปรารถนาของเจ้าให้เป็นจริง”

เจียงหลิงตอบด้วยดวงตาเปล่งประกาย “ถ้าอย่างนั้น หนูอยากให้พี่สาวเทพเซียนรักครอบครัวของหนูให้มากๆ หน่อยจะได้ไหม พ่อ แม่ พี่ชาย แล้วก็น้องตัวเล็กในท้องแม่ที่หนูยังไม่เคยเห็นหน้า รักให้หมดทุกคนเลย”

“ตกลง” ลู่เหยารับปาก เธอถามต่อ “แค่นี้หรือ?”

เจียงหลิงเผยสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะมอบคำตอบ “งั้น..ถ้าหากพี่สาวเทพเซียนทำให้ครอบครัวของหนูมีเงินเยอะสักหน่อยจะดีมากเลย หนูไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องทำงานเหนื่อยอีกต่อไปแล้ว”

“ตกลง” ลู่เหยารับปาก เธอถามอีกครั้ง

“มีอีกหรือไม่?”

เจียงหลิงยิ้มสดใส “หนูอยากให้พี่สาวเทพเซียนใช้ชีวิตที่เหลือให้มีความสุขมากๆ เผื่อส่วนของหนูด้วย”

ลู่เหยาถึงกับเงียบงัน แต่เพียงไม่นานเธอก็ผุดรอยยิ้มอ่อนโยน

“ตกลง ข้ารับปาก”

เด็กสาวหัวเราะคิกคัก ก่อนจะหลับตาลงพลางหนุนตักพี่สาวเทพเซียน

ไม่นานหลังจากนั้น ร่างวิญญาณของเด็กสาวก็ค่อยๆ สลายหายไปพร้อมกับรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า สุดท้ายกลายเป็นสะเก็ดดวงวิญญาณขนาดเท่าเม็ดทรายนับไม่ถ้วน ล่องลอยขึ้นไปสู่จุดสูง ก่อนที่เศษเสี้ยวจิตวิญญาณทั้งหมดนั้นจะอันตรธานหายไปอย่างสมบูรณ์ เหลือทิ้งไว้เพียงประกายแสงเท่าเมล็ดข้าวโพดสีทองดวงหนึ่ง ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวความทรงจำและประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตทั้งหมดของเจียงหลิง

ลู่เหยารับเศษเสี้ยวความทรงจำนั้นมาไว้ในฝ่ามือตัวเอง จากนั้น โลกทั้งใบก็พังทลายลง ไม่มีทุ่งหญ้าเขียวขจีและท้องฟ้าสีครามอีกแล้ว เปลี่ยนกลายเป็นโลกแห่งจิตสีขาวโพลนราวทุ่งหิมะ

ลู่เหยามองจุดที่ร่างของเจียงหลิงสลายหายไป เธอถอนหายใจ ค่อยๆ หลับตาลง ร่างวิญญาณทั้งร่างของเธอก็กลายเป็นไอหมอกพวยพุ่งปกคลุมโลกสีขาวหิมะแห่งนี้ เริ่มทำการผสานร่างวิญญาณเข้ากับกายหยาบไปพร้อมๆ กับผสานเศษเสี้ยวความทรงจำที่หลงเหลือของเจียงหลิง เพื่อกลายเป็นเจ้าของร่างคนใหม่โดยสมบูรณ์

โลกภายนอก

ในห้องผู้ป่วยพิเศษยามดึกสงัด อยู่ๆ ทั้งห้องก็เกิดการสั่นสะเทือน โลงแก้วใสที่บรรจุร่างของเจียงหลิงเอาไว้เริ่มเกิดรอยร้าว จากนั้นก็พังทลายลงชั่วพริบตา พลังไอความเย็นที่ราวกับแช่แข็งได้ทุกสิ่งพวยพุ่งประหนึ่งกระแสน้ำเชี่ยวกราก โหมซัดกระแทกเครื่องไม้เครื่องมือภายในห้องผู้ป่วยพิเศษจนเสียหายยับเยิน

หมอและพยาบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เข้าเวรดึกพากันเร่งรุดมาที่ห้องผู้ป่วยพิเศษทันที สีหน้าของแต่ละคนตื่นตระหนก จากที่ง่วงๆ อยู่ก็พลันตาสว่างในฉับพลัน

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ห้องผู้ป่วยพิเศษชั้นหก อยู่ๆ ก็มีเสียงระเบิด”

หลายคนตื่นตะลึง เพราะห้องผู้ป่วยแห่งนั้นแทบจะไม่เคยเกิดเหตุการณ์ผิดปกติทำนองนี้เลยตลอดเจ็ดปี

ท่ามกลางไอความเย็นภายในห้องผู้ป่วยพิเศษ ร่างของหญิงสาวที่ผอมซูบเหมือนซากศพ ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีขาว ปัจจุบันกำลังนั่งในท่าหลังตรงขัดสมาธิอยู่ในโลงแก้วใส

ทันใดนั้นไอพลังความเย็นสีขาวโพลนทั่วห้องที่เพิ่งจะพวยพุ่งออกไป พลันถูกหญิงสาวทำการดูดกลับเข้ามาในร่าง อาศัยพลังไอเย็นนี้หล่อหลอมกายาหยกขาว จนกระทั่งร่างของหญิงสาวเริ่มมีเนื้อหนัง ไม่ได้ดูเหมือนซากศพแห้งๆ อีกต่อไป

ใบหน้ามีน้ำมีนวลเพิ่มขึ้น เริ่มปรากฏเค้าโครงของหญิงสาวกำลังย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว เส้นผมที่เคยเป็นสีขาวโพลนทั้งศีรษะ ปัจจุบันเริ่มกลับมาเป็นสีดำ จากโคนผมจรดปลายเส้นผม ราวกับมีมือล่องหนใช้หมึกสีดำวาดทับอย่างบรรจง

หลังจากดูดกลืนพลังไอเย็นจนหมด ห้องกลับมาเงียบอีกครั้ง หญิงสาวลืมตาขึ้นช้าๆ ท่ามกลางความมืดภายในห้อง นัยน์ตาของเธอสาดประกายสีขาวหิมะที่คมกริบ หากใครสบตากับเธอตอนนี้จะต้องจิตวิญญาณสั่นสะท้าน

ชั่วครู่ให้หลัง หญิงสาวเก็บงำประกายเจตจำนงกระบี่กลับคืนมา ดวงตาหวนคืนสู่สีสันปกติแวววาว เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต ถ้าสังเกตดีๆ ในดวงตาที่ดูสดใสของหญิงสาวซุกซ่อนความลุ่มลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้งเอาไว้อย่างมิดชิด

ลู่เหยา วิญญาณเซียนกระบี่สาวที่ปัจจุบันอยู่ในร่างของเจียงหลิง เริ่มทดลองขยับร่างกายใหม่ของตัวเอง พบว่าข้อต่อต่างๆ ค่อนข้างฝืดเคืองอยู่บ้าง เนื่องจากไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน

เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังมาจากข้างนอกและหยุดลงเมื่ออยู่หน้าประตูห้อง

เจียงหลิงหันไปมองก็เห็นว่า มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังจ้องมาที่เธอราวกับมองตัวประหลาด

หมอและพยาบาลหน้าประตูต่างก็รู้สึกเหลือเชื่อกับภาพที่เห็น หลายปีแล้วที่คนในโลงแก้วใสไม่มีการตอบสนอง ทุกคนต่างก็คิดว่าผู้ป่วยที่ชื่อเจียงหลิงคนนี้กำลังนอนรอความตายเท่านั้น

แต่ใครจะไปคิด อยู่ดีๆ คนในโลงแก้วก็ฟื้นขึ้นมานั่งมองพวกตนตาปริบๆ แบบนี้

อดีตและปัจจุบัน

“ลู่เหยา สังหารข้า..”

น้ำเสียงแหบพร่าและเย็นชาของชายหนุ่มดังขึ้นแผ่วเบา แต่ก้องกังวานไปทั่วโสตประสาทคนฟัง

“หวังหมิง!” น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือ เต็มไปด้วยความสับสน

ร่างเพรียวบางสวมชุดสีขาวหิมะ ในมือถือกระบี่เซียนเล่มหนึ่ง ใบหน้างดงามกำลังเผยอาการเจ็บปวด ดวงตาของเธอจ้องมองชายตรงหน้า อีกฝ่ายถูกปกคลุมไปด้วยปราณสีดำอันชั่วร้าย ท่าทางดิ้นรนต่อสู้กับอะไรบางอย่าง

เขาก็คือจักรพรรดิมารหวังหมิง

เธอไม่รู้ว่าอยู่ดีๆ ทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ กลายเป็นมารร้ายอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นคนอื่นที่เธอไม่รู้จัก

“สังหารข้า..หากข้าไม่ตาย..โลกนี้ก็จบสิ้น” เสียงของเขาแหบพร่าและดิ้นรน

และในที่สุด ดวงตาของจักรพรรดิมารหวังหมิงก็กลายเป็นแดงฉานอย่างสมบูรณ์ ปราณอันชั่วร้ายพวยพุ่งออกจากร่าง แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ร่างนั้นไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ตามใจนึก เหมือนมีเชือกล่องหนพันธนาการเอาไว้

เซียนกระบี่สาวไม่ลังเลอีกต่อไป เคลื่อนไหวราวสายฟ้าฟาดพร้อมกับหยดน้ำตาสีใสกระเซ็นตลอดทาง แทงกระบี่ใส่ร่างของชายอันเป็นที่รักตรงหน้า กระบี่ของเธอทะลุร่างของเขาไปอย่างเฉียบขาด ปราณชั่วร้ายที่กำลังปลดปล่อยออกมาถึงกับหยุดชะงัก

ขณะอยู่ใกล้ในระยะประชิด มีคำพูดหนึ่งของจักรพรรดิมารหวังหมิงเอ่ยกระซิบข้างหู

“ลู่เหยา เป็นข้าที่ทำผิดต่อเจ้า” คำพูดนี้เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่ชวนให้รู้สึกเจ็บปวดใจ

มุมปากของเซียนกระบี่สาวเริ่มมีโลหิตไหลริน แต่เธอกลับไม่ลังเลเลย ระเบิดเจตจำนงกระบี่ที่ไม่สั่นคลอนออกมา ลำเสาแสงปราณกระบี่สีขาวพวยพุ่งทะลุชั้นเมฆ มองไกลๆ ราวกับการลงทัณฑ์จากสวรรค์

ภายใต้เสาลำแสงปราณกระบี่นี้ ร่างของจักรพรรดิมารหวังหมิงถูกฉีกกระชากทันที กายและจิตวิญญาณพลันแหลกสลายในพริบตา แม้แต่เลือดสักหยดก็ไม่มีเหลือให้เห็น ราวกับคนทั้งคนถูกลบหายไปจากโลกใบนี้อย่างสิ้นเชิง

เซียนกระบี่สาวรู้ดี หากต้องการสังหารเขา มีแต่ต้องทำแบบนี้เท่านั้น

เคร้ง!

กระบี่หลุดจากมือหญิงสาว เสียงของมันเมื่อตกกระทบพื้นดังก้องกังวาน ราวกับเป็นเสียงระฆังที่ปลุกให้ใครบางคนตื่นขึ้นจากฝันร้ายที่ไม่อาจลืมเลือนไปชั่วชีวิต

ในห้องพักฟื้นผู้ป่วยชั้นเจ็ดของโรงพยาบาล

เจียงหลิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง พลันลืมตาขึ้นจากการเข้าฌาน ใบหน้าที่ค่อนข้างซีดอยู่แล้ว เวลานี้ยิ่งดูย่ำแย่ แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน หัวใจดวงน้อยบริเวณอกด้านซ้ายแทบไม่อาจรับภาระนี้ไหว หญิงสาวต้องรีบควบคุมสติ สะกดจิตตัวเองไม่ให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตนั้นอีกครั้ง

ใช้เวลาสักพักกว่าจะกลับมาสงบได้ดังเดิม

เจียงหลิงถอนหายใจพลางนวดคลึงหว่างคิ้ว ถึงแม้จะผ่านมานานขนาดนี้แล้ว แต่ผลกระทบของเรื่องราวในอดีตนั้นยังคงรุนแรงทุกครั้งเมื่อเผลอย้อนนึกไปถึง

เจียงหลิงส่ายหน้า ไม่เก็บเรื่องในอดีตมาทำให้เสียสุขภาพจิตอีก

หญิงสาวเริ่มตรวจสอบร่างกายตัวเองและความทรงจำใหม่ที่ได้มาหลังจากฟื้นคืนชีพ

เส้นทางการฝึกตนของโลกนี้มีทั้งหมดสิบขอบเขต

เริ่มต้นที่ห้าขอบเขตล่าง

ขอบเขตแรก-เตาหลอม

ขอบเขตสอง-กลั่นลมปราณ

ขอบเขตสาม-ตัวอ่อนวิญญาณ

ขอบเขตสี่-แก่นแท้

ขอบเขตห้า-ร่างสถิต

ในแต่ละขอบเขตมีสี่ขั้นย่อย ขั้นหนึ่ง-ขั้นสอง-ขั้นสาม-ขั้นสมบูรณ์

เดิมทีก่อนจะเข้านอนโรงพยาบาล เจียงหลิงคนก่อนก็เป็นขอบเขตเตาหลอมขั้นสมบูรณ์แล้วจากความพิเศษของกายาหยกขาว โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว และเมื่อกายาหยกขาวตื่นขึ้น เธอก็ฝ่าทะลุขอบเขตกลายเป็นผู้ฝึกตนกลั่นลมปราณทันที และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดทรมานที่เจียงหลิงคนก่อนได้รับตลอดหลายปี

ปัจจุบัน หลังจากฟื้นเธอก็ได้ดูดซับไอพลังความเย็นที่กายาหยกขาวปลดปล่อยออกมาตลอดหลายปีกลับคืนร่าง ทำให้ตอนนี้เธอกลายเป็นขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นสมบูรณ์แล้ว เหลืออีกเพียงก้าวเดียวก็จะเลื่อนไปสู่ขอบเขตตัวอ่อนวิญญาณ

“ครึ่งปีหรืออาจน้อยกว่านั้น เราน่าจะไปถึงขอบเขตห้า-ร่างสถิตได้” เจียงหลิงพึมพำเสียงแผ่ว ด้วยคุณสมบัติของกายาหยกขาว บวกกับประสบการณ์เซียนเกือบสองพันปีที่เธอมี เส้นทางการฝึกตนต่อจากนี้คงเรียกได้ว่าเร็วเหมือนติดปีก

ปัจจุบันเป็นช่วงเช้าตรู่ ด้านนอกหน้าต่างเริ่มมีแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องเข้ามา เสียงผู้คนภายในโรงพยาบาลดังครึกครื้น นี่เป็นบรรยากาศแปลกใหม่ที่อดีตเซียนกระบี่ลู่เหยาอย่างเธอไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

ทันใดนั้น มีคนเปิดประตูเข้ามาในห้อง

เป็นคุณหมอวัยกลางคนสวมแว่นตา และเหล่านางพยาบาลผู้ช่วยสองสามคนติดตามมาด้านหลัง

หมอคนนี้รับผิดชอบดูแลเจียงหลิงโดยเฉพาะ

เจียงหลิงใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบ พบว่าทั้งหมดไม่มีใครเลยที่เป็นผู้ฝึกตน

“เป็นยังไงบ้าง” คุณหมอวัยกลางคนถามด้วยรอยยิ้ม แต่แววตายังคงเผยความตกใจไม่หาย

“ก็ดีค่ะ” เจียงหลิงพยักหน้า

“หมอขออนุญาตตรวจร่างกายหน่อยนะครับ” จากนั้น หมอและพยาบาลช่วยกันตรวจสอบร่างกายของเจียงหลิงอย่างละเอียด ยิ่งตรวจยิ่งพบความน่าตกตะลึง

เจียงหลิงคนนี้ไม่เพียงจะฟื้นขึ้นมาจากสภาวะครึ่งเป็นครึ่งตายแบบนั้นได้ แถมร่างกายของเธอก็ฟื้นตัวได้รวดเร็วมาก

ใช้เวลาไม่นานก็ตรวจร่างกายเบื้องต้นเสร็จ

คุณหมอเริ่มซักถาม “ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น หมอหมายถึง ทำไมอยู่ดีๆ เธอก็ฟื้นขึ้นมาแบบนั้น?”

เจียงหลิงส่ายหน้า “ฉันจำอะไรไม่ได้เลย รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองฟื้นขึ้นมาแล้ว

คุณหมอเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เธออาจจะไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานถึงเจ็ดปี จนตอนนี้ย่างเข้าปีที่แปดแล้ว การที่เธอยังมีชีวิตอยู่ก็ปาฏิหาริย์มากพอแล้ว แต่นี่เธอกลับยังฟื้นขึ้นมาได้อีก เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก”

แต่ต่อมาคุณหมอวัยกลางคนก็ถอนหายใจ

“แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ โลกเราก็เป็นซะแบบนี้ มีผู้ฝึกตนและตัวประหลาดทั่วบ้านทั่วเมือง แถมเธอเองก็ถือว่าเข้าข่ายตัวประหลาดอยู่เหมือนกัน เอ่อ..ไม่ได้ตั้งใจจะว่าเธอในทางที่ไม่ดี แต่อาการป่วยของเธอประหลาดมากจริงๆ พวกเราเองก็จนปัญญาจะรักษา ได้แต่ยื้อชีวิตเธอเอาไว้อย่างสุดความสามารถ พอเห็นว่าอยู่ดีๆ เธอก็ฟื้นขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์แบบนี้ เฮ้อ.. ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ”

จากนั้นหมอวัยกลางคนเอ่ยถาม “ยังจำหน้าครอบครัวได้ใช่ไหม?”

“จำได้ค่ะ” เจียงหลิงพยักหน้า จากนั้นแววตาก็เริ่มซับซ้อน

ชีวิตก่อนเธอไม่มีครอบครัว แต่ชีวิตนี้มันต่างออกไป

คุณหมอเอ่ย “เราโทรแจ้งพวกเขาไปก่อนหน้านี้แล้ว อีกไม่นานก็น่าจะมาถึง”

จากนั้น หมอและพยาบาลก็พากันเดินออกไปจากห้องไป

เจียงหลิงถึงได้มีเวลาส่วนตัวอีกครั้ง ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่สงบเงียบ พลางมองออกไปนอกหน้าต่าง

ด้วยเพราะเตียงของเธอติดกับหน้าต่าง แถมยังเป็นห้องที่อยู่บนตึกชั้นเจ็ดของโรงพยาบาล จึงสามารถมองเห็นภาพทิวทัศน์ด้านนอกในมุมที่กว้างขวางเป็นพิเศษ

ภายในตัวเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ตึกราบ้านช่องตั้งเรียงราย เสียงรถบนถนน เสียงจอแจของผู้คนดังระงม เต็มไปด้วยความคึกคัก ต่างจากโลกในอดีตที่เธอรู้จักอย่างสิ้นเชิง

จากความทรงจำของเจียงหลิงคนก่อน ถึงจะเป็นข้อมูลก่อนที่เธอจะเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อราวเจ็ดปีที่แล้ว แต่ก็มากพอจะทำให้เข้าใจโครงสร้างโดยรวมของโลกในปัจจุบันได้

สมัยนี้วิถีแห่งการฝึกตนไม่ใช่สิ่งเดียวที่ครองโลกอีกต่อไป วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล้ำสมัยเองก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนบนโลกอย่างแยกไม่ออก และเมื่อวิทยาศาสตร์และวิถีแห่งการฝึกตนรวมเข้าด้วยกัน จึงกลายเป็นความก้าวหน้าที่ไม่เคยมีมาก่อนของเผ่าพันธุ์มนุษย์

เจียงหลิงหลับตา นึกย้อนกลับไปในอดีตก่อนที่ตัวเองจะตาย

เมื่อราวๆ หนึ่งหมื่นห้าพันปีก่อน เธอเป็นเซียนกระบี่เพียงหนึ่งเดียวของโลกในตอนนั้น ขณะเดียวกันก็ได้ชื่อว่าเป็นเซียนขอบเขตสิบที่แข็งแกร่งที่สุด เรื่องนี้สร้างแรงกดดันต่อเซียนคนอื่นๆ อย่างใหญ่หลวง ภายหลังมีข่าวลือว่าเซียนกระบี่ลู่เหยาแท้จริงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจักรพรรดิมารหวังหมิง บุคคลที่โลกเกลียดชัง ตอนนั้นหวังหมิงได้ตายไปนานแล้ว แต่ไหนเลยพวกเซียนเหล่านั้นจะปล่อยโอกาสอันดีนี้ไปได้ เริ่มประกาศออกไปทั่วว่าเซียนกระบี่ลู่เหยาคือราชินีมารที่สมควรตาย จนสุดท้ายก็เกิดเป็นเหตุการณ์ล้อมสังหารที่สั่นสะเทือนฟ้าดินขึ้น

เจียงหลิงยังจดจำได้ไม่มีวันลืม ตอนนั้นมีเซียนมากมายรุมล้อมสังหารเธอเพียงคนเดียว แน่นอนว่าเธอสู้ไม่ไหว แต่กองกำลังศัตรูคิดจะฆ่าเธอที่เป็นเซียนกระบี่ ไหนเลยจะง่ายดาย ก่อนที่เธอจะถูกเหล่าเซียนชาติชั่วพวกนั้นฉีกกระชากร่างออกเป็นชิ้นๆ เธอได้ทุ่มสุดชีวิต ระเบิดพลังพิฆาตที่รุนแรงที่สุดในชีวิตออกมา ลากศัตรูทุกคนตายดับไปพร้อมกัน

ทว่า สิ่งที่เจียงหลิงคาดไม่ถึงก็คือ แม้ร่างเธอจะแตกสลาย พลังสูญสิ้นไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของเธอยังคงอยู่ และได้เข้าไปสิงสถิตอยู่ในกระบี่เล่มนั้นของเธอ หลับใหลอยู่ใต้ท้องทะเลลึกนานถึงหนึ่งหมื่นห้าพันปี

เหนือสิ่งอื่นใด มีเหตุการณ์น่าเหลือเชื่อบางอย่างที่เจียงหลิงเองก็เพิ่งจะรับรู้ เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน เป็นช่วงระหว่างที่เธอกำลังหลับใหลไม่ได้สติอยู่ในกระบี่ โลกได้เผชิญกับหายนะ อุกาบาตจากนอกโลกพุ่งเข้าชน มนุษย์ไม่มีพลังเพียงพอจะต่อต้าน เป็นเหตุให้โลกพบเจอกับการสูญเสียครั้งใหญ่ แก่นต้นกำเนิดโลกที่เป็นแหล่งพลังวิญญาณฟ้าดินได้รับความเสียหาย สิ่งมีชีวิตเกือบครึ่งต้องตาย แน่นอนว่ารวมถึงผู้ฝึกตนหรือแม้แต่เหล่าเซียนเองก็ด้วย เช่นเดียวกับอารยะธรรมและประวัติศาสตร์ที่สำคัญของมนุษย์อีกมากมายที่หายสาบสูญไป

ภายหลังผู้คนจึงเรียกขานช่วงเวลานั้นว่า ‘ยุคโลกาวินาศ’

เนื่องจากอุกาบาตพุ่งชนครั้งนั้นเอง ทำให้พื้นแผ่นดินของโลกหลายแห่งเสียหายยับเยินและเกิดการเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่อง จนถึงทุกวันนี้ แผ่นดินโลกเปลี่ยนแปลงไปแทบไม่เหลือเค้าเดิม เจียงหลิงอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองตื่นขึ้นมาในดาวเคราะห์ดวงอื่นที่ไม่ใช่โลกที่เธอรู้จักอีกต่อไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์โลกาวินาศถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของมนุษยชาติอย่างแท้จริง ด้วยความคิดที่ว่าวิถีแห่งการฝึกตนอาจไม่เพียงพอสำหรับปกป้องโลกใบนี้ จึงทำให้มีการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา จนกระทั่งกลายเป็นโลกศิวิไลซ์ในปัจจุบันที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ไปอย่างสิ้นเชิง

หลังจากยุคโลกาวินาศผ่านมาแล้วหนึ่งหมื่นปี พลังวิญญาณฟ้าดินค่อยๆ ถูกฟื้นฟูกลับมา เช่นเดียวกับประชากรผู้ฝึกตนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะไม่มีเซียนบินไปบินมามากมายเหมือนสมัยก่อน แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่ดี

ขณะที่เจียงหลิงนั่งหลับตาทำสมาธิ ครุ่นคิดในหลายเรื่อง ลมเย็นๆ และแดดอุ่นๆ ในยามเช้าลอดผ่านบานหน้าต่างห้องเข้ามา

เสียงตึงตังพลันดังมาจากข้างนอกห้องพักฟื้นผู้ป่วย

เจียงหลิงลืมตา มองไปยังกลุ่มคนทางประตู

คนที่มามีอยู่สามคน หนึ่งเป็นหญิงอายุห้าสิบกว่าปี มีร่องรอยการแก่ชรา แต่งตัวเรียบง่ายเหมือนแม่ค้าตลาดสด หนึ่งคือชายหนุ่มอายุยี่สิบสองปี ส่วนสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบ สวมแว่นตาเลนส์ใส กางเกงขายาวสีดำกับเสื้อยืดสีขาว ใบหน้าหล่อเหลาเอาการ บรรยากาศสุภาพอ่อนโยน แฝงกลิ่นอายของนักวิชาการ และหนึ่งเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบ มัดผมแกละ ชุดกี่เพ้าสีแดงลายมังกรทอง ส่วนสูงเท่าเอว มักขมวดคิ้วทำสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา ราวกับทุกคนบนโลกกำลังติดหนี้ก้อนโต

แน่นอนว่าทั้งสามก็คือครอบครัวของเจียงหลิง ประกอบไปด้วยแม่ พี่ชาย และน้องสาว

ลู่เหยาในร่างเจียงหลิงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนให้กับพวกเขา ความรู้สึกผูกพันภายในใจเป็นของจริง เพราะการหลอมรวมความทรงจำของเจียงหลิงคนก่อน ก็เท่ากับหลอมรวมเจตจำนงและตัวตนของเจียงหลิงเข้าไปด้วย

จากวันนี้และตลอดไป ครอบครัวของเจียงหลิงก็คือครอบครัวของเธอลู่เหยา

ครอบครัว

ทั้งสามคนเห็นภาพที่เจียงหลิงนั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยพลางส่งยิ้มมาให้ หญิงวัยกลางคนอึ้งตะลึง ชายหนุ่มสวมแว่นตาเหม่อลอย ส่วนเด็กหญิงตัวเล็กมองสำรวจอย่างใคร่รู้สงสัย

“หลิงเอ๋อ!” หญิงวัยกลางคนร้องตะโกนอย่างปิติยินดี

แม่ของเจียงหลิง ‘เจียงซูเหวิน’

“แม่..” เจียงหลิงเอ่ยเสียงแผ่ว

เจียงซูเหวินโผเข้ากอดร่างผอมบางของลูกสาวที่นั่งอยู่บนเตียง ความรู้สึกมากมายยากพรรณาปรากฏออกมาทางสีหน้า

“ทำอะไรอยู่ ไม่ฟื้นสักที แม่จะขาดใจตายอยู่แล้ว” หญิงวัยกลางคนพูดเสียงสั่นเครือ

ทำเอาเจียงหลิงที่ได้ยินรู้สึกเจ็บปวดใจ ได้แต่ยกมือขึ้นมาลูบหลังมารดาเพื่อปลอบโยน อ้าปากจะพูด แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร

“ไม่น่าเชื่อเลย” ชายหนุ่มถอดแว่นตาออก ซับน้ำตาบริเวณหางตาเบาๆ

พี่ชายของเจียงหลิง ‘เจียงหยวนจื่อ’

ขณะที่เด็กหญิงชุดกี่เพ้าสีแดง กระตุกชายแขนเสื้อของพี่ชายตัวเองเบาๆ

เจียงหลิงเริ่มสังเกตเด็กหญิงที่มีใบหน้าคล้ายตัวเองหลายส่วนตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอแล้ว

หรือจะเป็นน้องตัวเล็กซึ่งยังไม่เกิดที่เจียงหลิงคนก่อนเอ่ยถึง? เธอล้มป่วยตอนที่แม่กำลังตั้งท้องอยู่พอดี และนอนหลับใหลนานเกือบแปดปี จึงไม่เคยได้เห็นหน้าน้องแท้ๆ ตัวเองมาก่อน

เจียงซูเหวินผละจากร่างของลูกสาว ใช้มือลูบใบหน้าของเจียงหลิงอย่างนุ่มนวล ถึงแม้จะนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรามาหลายปี ตั้งแต่อายุสิบสองสิบสาม แต่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตทางร่างกายเลย ตอนนี้เจียงหลิงโตเป็นสาวแล้ว

“ดีๆๆ บอกแล้วไงคนดีเทพคุ้มครอง สวรรค์ไม่ทอดทิ้ง” เจียงซูเหวินรู้สึกมีความสุขเหลือเกิน มีความสุขที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา

เจียงหยวนจื่อพาเด็กหญิงเดินเข้ามาหา

เจียงหลิงมองหน้าชายหนุ่มและเอ่ยขึ้น “พี่..”

เจียงหยวนจื่อยิ้มอ่อนโยนพลางพยักหน้า “เป็นยังไงบ้าง?”

เจียงหลิงเพิ่งจะฟื้นจากความเป็นความตายเมื่อคืน พอตอนเช้าเธอก็ลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว

เจียงหลิงยิ้ม “ดีขึ้นมากแล้ว แค่ต้องพักอีกสักระยะ”

เจียงหยวนจื่อพยักหน้า

“พักผ่อนให้มากๆ ถ้ามีอะไรก็รีบบอกมาได้เลย ห้ามฝืนตัวเองเด็ดขาด” ชายหนุ่มกำชับเสียงอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยถาม “นอนหลับไปหลายปีขนาดนี้ ยังจำเรื่องต่างๆ ได้อยู่ใช่ไหม?”

เจียงหลิงจะตอบว่าจำได้ แต่มาคิดอีกทีก็เปลี่ยนใจ เพราะอะไรๆ เปลี่ยนไปเยอะจริงๆ

“จำได้รางๆ”

เจียงซูเหวินเผยใบหน้าเจ็บปวดใจ “โถ่เอ้ยลูกแม่ หลายปีมานี้คงลำบากมากเลยสินะ”

จากนั้นหญิงวัยกลางคนนึกขึ้นได้ จึงตวัดสายตาไปมองเด็กหญิงมัดผมแกละที่เงียบขรึมมาตลอด เอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “เหม่ยลี่ ยืนเหม่ออะไรอยู่ ทำไมไม่รีบมาทักทายพี่รอง เร็ว ให้พี่รองได้เห็นหน้าชัดๆ หน่อย”

เด็กหญิงเดินเข้ามาหา ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มเคร่งขรึม กุมหมัดผสานมือราวกับจอมยุทธน้อยในยุทธภพ

“เจียงเหม่ยลี่ คารวะพี่รอง”

เจียงหลิงอดอมยิ้มไม่ได้ พยักหน้าเบาๆ พลางมองประเมินคนตัวเล็กอย่างละเอียด

เจียงหยวนจื่อวางมือลงบนศีรษะของคนตัวเล็ก เอ่ยกับเจียงหลิงยิ้มๆ “อย่าถือสาเลย เหม่ยลี่น้อยของเราชอบดูหนังจอมยุทธกับหนังเทพเซียนตีกันจนขึ้นสมอง อาการค่อนข้างหนัก ต่อไปถ้ามีคำพูดประหลาดๆ หลุดออกมาอีกก็ไม่ต้องแปลกใจ”

เจียงหลิงยิ้มรับ ไม่ได้ถือสา

จากที่เธอใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบ เจียงเหม่ยลี่มีรากฐานการฝึกที่ดีมาก แทบจะเรียกได้ว่าตัวอ่อนชั้นเลิศ ขณะที่พี่ชายของเธอเจียงหยวนจื่อ ตอนนี้เขาเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตสาม-ตัวอ่อนวิญญาณแล้ว แถมยังเป็นขั้นสมบูรณ์ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เต็มใจเปิดเผยตัวตน ก็เลยปิดบังอำพรางพลังฝึกตนไว้อย่างมิดชิด แต่การอำพรางแค่นี้ไม่มีทางรอดพ้นสัมผัสวิญญาณเซียนของเธอไปได้

ส่วนแม่ ปราศจากรากฐานการฝึกตนอย่างสิ้นเชิง เป็นคนธรรมดาที่ธรรมดาไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

ขณะที่พ่อ ประเมินจากที่เขาสามารถให้กำเนิดลูกๆ ที่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดาอย่างพวกเธอสามคนออกมาได้ เขาเองก็คงไม่ใช่ผู้ฝึกตนที่ไร้พรสวรรค์ หรืออาจจะครอบครองร่างกายที่พิเศษมากบางอย่าง

พ่อของเจียงหลิงชื่อว่า ‘เจียงชุน’

จากความทรงจำของเจียงหลิงคนก่อน พ่อคนนั้นเป็นคนที่เรียบง่ายแต่ก็เข้มงวดมากในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะกับลูกๆ เขาเป็นคนพูดน้อย แต่ถ้าพูดแล้วทุกคนต้องตั้งใจฟัง ทั้งพี่ชายอย่างเจียงหยวนจื่อและเจียงหลิงต่างก็เกรงกลัวเขามาก

สำหรับลู่เหยาที่ฟื้นคืนชีพในร่างของเจียงหลิง ถึงแม้อดีตเธอจะเคยเป็นเซียนมาก่อน แต่เมื่อนึกถึงพ่อที่เข้มงวดของเจียงหลิงคนนั้น เธอก็ยังรู้สึกราวกับตัวเองเป็นผู้น้อยที่เผชิญหน้าผู้อาวุโส

ในครอบครัวเจียง เจียงชุนคนนั้นคือคนที่ลู่เหยารู้สึกยากจะรับมือที่สุดแล้ว แต่เมื่อไม่เห็นเงาร่างของเขาที่นี่ ใจหนึ่งเธอก็รู้สึกโล่งอก แต่อีกใจก็รู้สึกสงสัย

“พ่อไม่ได้มาด้วยเหรอคะ?” เจียงหลิงเอ่ยถามหลังจากผ่านไปนาน

เจียงซูเหวินกับเจียงหยวนจื่อเงียบงัน เป็นเหม่ยลี่น้อยที่ตอบคำถามอย่างสัตย์ซื่อ

“พ่อออกเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ตอนนี้ยังไม่กลับมาบ้าน” เด็กหญิงในชุดกี่เพ้าสีแดงใบหน้าเคร่งขรึม

ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ธรรมดาและสะเทือนใจเจียงซูเหวินมาก จนน้ำตาของหญิงวัยกลางคนเริ่มร่วงเผลาะๆ

ออกเดินทางและยังไม่กลับมา?

เจียงหลิงหันมองพี่ชายทันที เธอรู้สึกมีลางสังหรณ์เลวร้ายบางอย่าง

เจียงหยวนจื่อได้แต่ถอนหายใจ อธิบายว่า “ระหว่างที่เธอรักษาตัวในโรงพยาบาล พ่อก็หายตัวไปเมื่อห้าปีก่อน พวกเราทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อตามหาเขาแล้ว แต่ก็ไร้วี่แววจนถึงทุกวันนี้”

เจียงหลิงรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ถึงแม้ลึกๆ เธอจะกริ่งเกรงจนไม่อยากเจอหน้าท่านพ่อคนนั้น แต่เมื่อรู้ว่าเขาหายตัวไป ก็ยังอดรู้สึกใจหายวาบไม่ได้

หญิงสาวเริ่มขมวดคิ้ว “หายตัวไปได้ยังไง?”

เจียงหยวนส่ายหน้าพลางมอบคำตอบ “รู้แค่ว่าตอนนั้นพ่อกำลังพยายามหาทางช่วยเธออยู่ ท่านเคยเดินทางไปตามที่ต่างๆ นอกบ้านหลายครั้ง บ้างก็นานหลายวัน บ้างก็นานเป็นเดือน แต่ครั้งสุดท้ายพ่อหายไปและไม่กลับมาอีกเลยจนกระทั่งตอนนี้”

ได้ยินดังนั้น เจียงหลิงก็แววตาซับซ้อน

เจียงหยวนจื่อถอนหายใจ “ไม่ต้องรู้สึกผิดไปหรอก ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

เจียงซูเหวินพูดพลางสะอึกสะอื้น “พ่อของลูกอย่างอื่นใช้การไม่ค่อยได้ แต่เรื่องอึดถึกทนไม่เป็นสองรองใคร เรื่องนี้แม่รับประกัน ตราบใดที่ยังไม่เห็นศพของเขาก็แสดงว่าเขายังไม่ตาย เดี๋ยวพอถึงเวลาก็น่าจะกลับมาหาพวกเราเองนั่นแหละ”

เจียงหลิงพยักหน้ายิ้มๆ เธอเองก็เชื่ออย่างนั้น “พ่อจะต้องกลับมา”

จากนั้นเวลาผ่านไป

เจียงซูเหวินได้เล่าเรื่องหลายเรื่องให้เจียงหลิงฟัง เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างที่เธอนอนป่วยไม่ได้สติ

พี่ชายของเธอเจียงหยวนจื่อ ด้วยความที่เรียนเก่งระดับอัจฉริยะ จึงทำให้เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในวัยเพียงยี่สิบปี ก่อนจะออกมาทำงานเป็นอาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองหนิงซานเมื่อปีที่แล้ว รายได้มั่นคง ช่วยให้ครอบครัวสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบาก ส่วนแม่รับจ้างเย็บผ้าอยู่ที่บ้าน ถ้ามีงานรับจ้างนอกบ้านก็จะไปทำบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนเจียงเหม่ยลี่ก็กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมโรงเรียนเดียวกันกับพี่ชายที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือ

ทุกๆ สามวันห้าวัน แม่กับพี่ชายจะมาเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล คอยสอบถามอาการจากคุณหมออย่างต่อเนื่อง แต่คำตอบที่ได้ก็น่าเจ็บปวดใจทุกครั้ง อาการของเธอมีแต่จะแย่ลงทุกวัน แถมพ่อเจียงชุนคนนั้นก็ดันหายตัวไป ทำให้ครอบครัวเจียงตลอดหลายปีที่ผ่านมาขาดชีวิตชีวาไปมาก

โดยเฉพาะผู้เป็นมารดาของบ้านอย่างเจียงซูเหวิน ลูกสาวคนโตป่วยเข้านอนโรงพยาบาล ไร้หนทางรักษา ส่วนสามีก็หายตัวไปไม่ทราบชะตากรรม หลายปีมานี้เธอใช้ชีวิตอยู่อย่างทุกข์ใจ เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ไม่เคยมีความสุขเลย ทำให้สภาพร่างกายดูแก่ชราลงกว่าเดิมหลายปี

เมื่อคิดว่าตลอดหลายปีมานี้ แม่ต้องเผชิญกับความทุกข์ใจขนาดไหน รวมถึงได้เห็นร่องรอยความชราของท่าน ในใจของเจียงหลิงก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

พูดคุยกันสักพัก เจียงหยวนจื่อก็พาแม่ลงไปซื้อกับข้าวด้านล่างโรงพยาบาล เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีใครได้กินอะไรเลย

ภายในห้อง เจียงหลิงจึงได้อยู่กับเหม่ยลี่น้อยสองคน

เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบค่อนข้างเงียบขรึม สายตามองประเมินพี่สาวอยู่เป็นระยะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ทุกครั้งที่มาเยี่ยมพี่สาวที่โรงพยาบาล เหม่ยลี่น้อยได้แต่เพ่งมองจากไกลๆ ผ่านช่องกระจกประตูห้องผู้ป่วย เห็นเพียงโลงแก้วที่บรรจุร่างคนไว้ภายใน ไม่เห็นหน้าพี่สาว ครั้งนี้คือครั้งแรกจริงๆ ที่เห็นพี่สาวใกล้ชิดและชัดขนาดนี้ เหม่ยลี่จึงเบิกตากว้างมองให้มากหน่อย ไม่ปล่อยให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หลุดรอดสายตาไป

เจียงหลิงยิ้มให้กับคนตัวเล็กข้างเตียง “รู้สึกว่าพี่เป็นคนแปลกหน้าหรือเปล่า?”

เหม่ยลี่น้อยส่ายหน้า แต่ทว่าสุดท้ายก็พยักหน้าตามสัตย์จริง

เจียงหลิงอมยิ้ม ยื่นมือไปลูบศีรษะน้องสาวอย่างอ่อนโยน ขณะที่คนตัวเล็กก็ไม่ได้ขัดขืน

“อยากฝึกตนงั้นเหรอ?”

นิสัยที่ชอบเลียนแบบพฤติกรรมของจอมยุทธในยุทธภพของเหม่ยลี่น้อย คงยากหากจะห้ามไม่ให้อีกฝ่ายเดินบนเส้นทางฝึกตน

เหม่ยลี่น้อยดวงตาทอประกาย พยักหน้าแรงๆ เป็นคำตอบ

เจียงหลิงยิ้ม “บังเอิญจริง พี่รู้เรื่องพวกนี้เยอะนักล่ะ”

“จริงเหรอ?” เหม่ยลี่น้อยเผยท่าทีเคลือบแคลง

“จริงสิ” เจียงหลิงนึกสงสัย จึงเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ไม่ได้บอกอะไรเลยเหรอเกี่ยวกับการฝึกตน?”

เหม่ยลี่น้อยสีหน้าเคร่งขรึม

“อาจารย์เจียงบอกว่ารอให้หนูโตกว่านี้ก่อนถึงจะฝึกตนได้” เด็กหญิงกอดอก ชักสีหน้าแววตาไม่พอใจ “แต่ว่าตอนนี้หนูก็โตแล้วนะ ทำไมยังไม่สอนอีก แบบนี้เมื่อไหร่จะได้ไปอัดเจ้าพวกตะพาบน้อยที่โรงเรียนให้หน้าเขียวจมูกบวมกันล่ะ”

เนื่องจากเจียงหยวนจื่อเป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนเดียวกับเหม่ยลี่น้อย จึงได้เจอกันบ่อยๆ และที่โรงเรียนเด็กหญิงต้องเรียกพี่ชายที่อายุห่างกันสิบกว่าปีว่าอาจารย์เจียงอยู่ตลอด นั่นทำให้เหม่ยลี่น้อยเคยชิน และเรียกพี่ชายของตนว่าอาจารย์เจียงจนติดปาก

ได้ยินคำพูดของน้องสาว เจียงหลิงก็อมยิ้ม นิสัยไม่ยอมคนของเหม่ยลี่น้อยน่าจะได้จากแม่ ส่วนนิสัยไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินน่าจะได้จากพ่อ แต่นิสัยชอบพูดประหลาดๆ ไม่รู้ได้จากใคร

“ไว้กลับถึงบ้านพี่จะสอนฝึกตนให้ก็แล้วกัน” เจียงหลิงลูบศีรษะคนตัวเล็กอย่างอ่อนโยน

“จริงๆ นะ” เหม่ยลี่น้อยดวงตาเปล่งประกาย แต่นึกขึ้นได้ว่ากิริยาของตนไม่เหมาะสม จึงรีบกุมหมัดผสานมือ สีหน้าเคร่งขรึม “ขอบคุณพี่รองล่วงหน้า”

เจียงหลิงยิ้ม “แต่ต้องรับปากก่อนว่าจะไม่นำพลังไปรังแกคนอื่น โดยเฉพาะคนธรรมดา”

เหม่ยลี่ยิ่งเคร่งขรึมกว่าเดิม ตอบเสียงหนักแน่น “รับทราบ!”

เจียงหลิงไม่สานต่อหัวข้อเดิม ตอนนี้ยังมีเวลาว่างอยู่ เธอจึงเอ่ยยิ้มๆ “พี่จะเล่าเรื่องยุทธภพในยุคโบราณสนุกๆ ให้ฟังดีไหม มีหลายเรื่องเลย รับรองว่าเหม่ยลี่ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน”

เจียงเหม่ยลี่ท่าทางกระตือรือร้นขึ้นทันที พยักหน้ารัวๆ

“พี่รองว่ามาได้เลย”

คนตัวเล็กนั่งหลังตรง เตรียมรับฟังอย่างตั้งใจ

เจียงหลิงยิ้ม ใช้มือตบลงบนเตียงข้างตัวเองเบาๆ “มานั่งนี่สิ”

เหม่ยลี่น้อยไม่อิดออด ปีนขึ้นไปนั่งข้างๆ พี่สาวอย่างว่าง่าย

เจียงหลิงเริ่มเล่าเรื่องราวในตำนานของยุทธภพที่ตัวเองเคยเจอมาให้เหม่ยลี่น้อยฟัง คนตัวเล็กก็รับฟังด้วยความตื่นเต้นตั้งใจ ดวงตาทอประกาย คอยพยักหน้าแรงๆ สนับสนุนในจุดที่ตัวเองถูกใจเป็นระยะ แล้วก็ทอดถอนใจเหมือนคนแก่ในจุดที่ตัวละครในเรื่องเล่าต้องพบเจอกับชะตากรรมที่น่าสงสาร

ด้วยเหตุนี้ สองพี่น้องที่ถือได้ว่า ‘เพิ่งรู้จักกัน’ ก็กลายเป็นสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...