"ไอซ์ รักชนก" ฉะ ประธาน กสทช.หน้าหนา ไม่ยอมลาออก
"ไอซ์ รักชนก" ฉะ ประธาน กสทช.หน้าหนา ไม่ยอมลาออก - สงสัย! ตั้งราคาประมูลคลื่นความถี่ค่ายมือถือ เอื้อ ผลประโยชน์ให้ใครหรือไม่
วันที่ 25 มิ.ย. 68 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ในวัน 29 มิถุนายนนี้ จะมีการประมูลคลื่นความถี่ค่ายโทรศัพท์เกิดขึ้น โดยสิ่งที่ตนอยากจะเอามาพูดวันนี้ด้วยกันก็คือเรื่องของราคาที่ตั้งสำหรับการประมูลต่ำไปและเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช.ที่ตนมองว่าไม่เหมาะสมในการจัดการประมูลในวันที่ 29 มิถุนายนนี้
อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะทราบว่าจะมีการประมูลคลื่นความถี่หรือค่ายมือถือต่างๆนั้นสามารถใช้ความถี่เพื่อนำไปใช้ในการให้บริการ ซึ่งในการประมูลครั้งนี้ที่พบว่ามีความผิดปกติคือประกอบด้วยคลื่น 2001 เมกะเฮิรตซ์และคลื่น 2003 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจาก คลื่น2001 เมกะเฮิรตซ์นั้นค่ายสัญญาณหนึ่งเคยใช้อยู่ที่ 12,000 ล้านบาท แต่ในการประมูลครั้งนี้ กสทช.ตั้งราคาประมูลเริ่มต้นที่4,500ล้านบาท ขณะที่ คลื่น 2003 เมกะเฮิรตซ์ อีกค่ายเคยใช้อยู่ที่ 7,300 ล้านบาท แต่กสทช.ครั้งนี้ตั้งราคาประมูลเริ่มต้นที่ 2,600 ล้านบาท จะสังเกตได้ว่าราคาที่ตั้งประมูล กสทช. อ้างอิงจากราคาเมื่อ 20 ปีที่แล้วและเหตุผลใดทำไมถึงต้องอ้างอิงจากเมื่อ 20 ปีที่แล้วเพราะบริบทของโลกก็เปลี่ยนไป ราคาหรือค่าบริการกำไรที่ค่ามือถือทำรายได้ก็เปลี่ยนไป
ตอนนี้หลังจากที่มีการให้ควบรวมค่ายมือถือไปแล้วขณะนี้ก็เหลือค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อยู่เพียงแค่สองรายเท่านั้นและเขาก็ไม่ได้ใช้คลื่นสัญญาณทับกันค่ายหนึ่งใช้คลื่น 2001 เมกะเฮิรตซ์ อีกค่ายก็ใข้คลื่น 2003 เมกะเฮิรตซ์ เพราะฉะนั้นจึงมองว่าราคาที่ออกมานั้นแทบจะเป็นเหมือนราคาที่เขาต้องจ่ายเลย คำถามของพรรคประชาชนในเรื่องนี้ก็คือว่าทำไม กสทช. ถึงตั้งราคาประมูลที่ต่ำเตี้ยเลี้ยดินขนาดนี้ จากที่ค่ายหนึ่งก่อนหน้าจ่ายอยู่ที่ราคา 12,000 ล้านบาทเหลือเพียงเริ่มต้นที่4,500ล้านบาท อีกค่ายเคยจ่ายอยู่ที่ 7,300 บาทแต่กสทช.ครั้งนี้ตั้งราคาประมูลเริ่มต้นที่ 2,600 ล้านบาท
น.ส.รักชนก จึงขอตั้งคำถามว่า กสทช. ท่านเป็นอะไรกับค่ายมือถือ ถึงต้องไปรักษาผลประโยชน์ให้ถึงขนาดนี้ ซึ่งตนมองว่าเพราะไม่มีหลักฐานอะไรที่ยืนยันได้ว่าเมื่อค่ายมือถือเหล่านี้ จ่ายเงินซื้อของถูกแล้วเค้าจะเอาเงินส่วนต่างเหล่านี้มาลดหรือเพิ่มเป็นบริการที่ดีขึ้น โดยน.ส. รักชนก มองว่า
“ประชาชนประเทศนี้ไม่ได้กินหญ้า ตอนที่ทรูรวบรวมกับดีแทค กสทช. ก็บอกว่า เดี๋ยวบริการจะดีขึ้นแต่ค่าใช้จ่ายรายเดือนมือถือก็จะลดลงทุกอย่างจะดีหมดเลย แต่ทุกวันนี้ก็ประจักษ์แก่สายตาประชาชน แล้วว่าทั้งอินเตอร์เน็ต และ ค่าบริการรายเดือนหรือโปรต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้บริการเสริมก็เริ่มหดหายลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ต้องแข่งกันเอาใจผู้บริโภค”
นอกจากนี้ น.ส.รักชนก มองว่า กสทช. ควรเปลี่ยนชื่อ จากองค์กรบริหารคลื่นความถี่ เป็นองค์กรบริหารคลื่นความถี่เพื่อกลุ่มทุน และให้ระบุด้านหลังไปด้วยว่ากลุ่มไหน เพราะตอนนี้ เครือข่ายใช้มือถืออื่นแทบจะสั่งกสทช. แทบจะสั่ง กสทช. ให้ซ้ายหันขวาหันได้ และการจัดประมูลค่ายมือถือที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ นอกจาก ราคาประมูลที่ต่ำเตี้ยหรือดินและไม่มีอะไรที่รับประกันได้เลยว่าสุดท้ายแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร โดย น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่าตนจึงตั้งคำถามถึงคุณสมบัติ ผู้จัดการประมูลนั่นคือประธานกสทช. ว่า ยังมีหน้านั่งอยู่ในตำแหน่งได้อย่างไร เนื่องจากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ว่าประธานกสทช.ขาดคุณสมบัติซึ่งชัดเจนจนไม่รู้ว่าจะชัดอย่างไร เชื่อว่าคนเกินครึ่งประเทศแม้จะไม่ได้ติดตามข่าว ก็ต้องเคยได้ยินเรื่องคุณสมบัติของประธานกสทช.
น.ส.รักชนก ได้อ้างอิงถึงรายงานของICT วุฒิสภา ที่ได้ระบุว่าประธานกสทช.คนนี้ขาดคุณสมบัติ ซึ่งวุฒิภาวะชุดดังกล่าวก็มาจากการแต่งตั้งของคสช. เช่นเดียวกันกับประธาน กสทช. จึงมองว่าแม้แต่พวกเดียวกันก็แบกไม่ไหว “ต่อให้ดิฉันมาแถลงทุกสัปดาห์ท่านก็ไม่ออกเพราะเนื้อบนใบหน้าท่านอาจจะหนากว่าคนทั่วไปสักนิดนึง ดิฉันก็เข้าใจ และหากท่านลงจากอำนาจมา ก็น่าจะมีฝ่าเท้า ที่รอคอยเหยียบท่าน ดิฉันก็เข้าใจ” น.ส.รักชนกกล่าว ฉะนั้น หากเรียกร้องให้ประธาน กสทช.จัดการตัวเองไม่ได้ ตนจึงหาคะแนนให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เป็นการทำเพื่อประชาชนและผลประโยชน์ของประเทศจริงๆ คือเสนอให้นายกรัฐมนตรี เสนอชื่อทูลเกล้าเพื่อปลด นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ออกจากตำแหน่งประธาน กสทช.เพื่อให้องค์กรทำงานรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนได้จริงๆ เพราะทุกวันนี้ ทุกคนอาจจะทราบว่าองค์กรนี้ทำงานรับใช้ใคร ดังนั้นตนจึงขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพราะท่านเป็นคนเดียวที่จะสามารถหยุดเรื่องราวความเน่าเฟะความทุเรศทุรังต่างๆที่เกิดขึ้นในองค์กรของ กสทช.ได้