โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ร่วมรณรงค์ให้หญิงท้องเข้ารับวัคซีนเพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดโควิด-19

The Reporters

อัพเดต 22 ธ.ค. 2564 เวลา 16.14 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 16.14 น.

กระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และองค์การอนามัยโลก ร่วมรณรงค์ให้หญิงท้องเข้ารับวัคซีนเพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดโควิด-19 เชิญชวนประชาชนกลุ่มเสี่ยงเข้ารับวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 2 ที่สถานพยาบาลใกล้บ้าน

กระทรวงสาธารณสุขแสดงความกังวลต่อกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสนั้นยังมีจำนวนน้อย จึงขอเชิญชวนให้หญิงตั้งครรภ์เข้ารับวัคซีนที่ศูนย์ฉีดวัคซีนหรือคลินิกฝากครรภ์ใกล้บ้าน ขณะที่ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ได้แสดงความเป็นห่วงที่หญิงตั้งครรภ์ที่รับวัคซีนเข็มที่ 2 มีเพียง 16.4 เปอร์เซ็นต์

หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงในวัยเดียวกันที่ไม่ท้อง ในการเกิดการเจ็บป่วยรุนแรงและอาจมีอาการหนักจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ผลการศึกษาล่าสุดจากการทดลองทางคลินิกระดับโลกของ ChAdOx1 nCoV-19 วัคซีน Astra Zeneca 1 แสดงให้เห็นว่าวัคซีนโควิด-19 ไม่มีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร หรือการตายของทารกในครรภ์ในสตรีที่ได้รับวัคซีนก่อนตั้งครรภ์ 

ในประเทศไทย ข้อมูลการติดเชื้อโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ์ระหว่างวันที่ 1 เมษายน - 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564 รายงานว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อทั้งหมด 6,102 ราย (850 ต่อเดือน หรือ 28 คนต่อวัน) เป็นคนไทย 4,280 ราย และชาวต่างชาติ 1,822 ราย ทำให้มีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต 103 ราย (1.7%) และทารกเสียชีวิต 55 ราย  โดยราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เตือนว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าประชากรทั่วไปเกือบสองเท่า

ดร. ดร.จอส ฟอนเดลาร์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประเทศไทย กล่าวว่า “การฉีดวัคซีนครบสองเข็มจะช่วยเพิ่มการป้องกันจากความร้ายแรงของไวรัส SARS-CoV-2 ในประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เราเข้าใจว่าหญิงตั้งครรภ์จะมีความระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการตัดสินใจที่ส่งผลต่อสุขภาพของตนเองและลูกในครรภ์ อย่างไรก็ดี การไม่ฉีดวัคซีนเป็นการเพิ่มความเสี่ยง หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับวัคซีนถ้าติดเชื้อโควิด-19 มีโอกาสจะเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต วัคซีนโควิด-19 ทุกชนิดที่องค์การอนามัยโลกและประเทศไทยอนุญาตให้ใช้ในปัจจุบัน มีความปลอดภัยต่อผู้หญิงท้องและทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด ซึ่งวัคซีนนี้มีพร้อมสำหรับหญิงตั้งครรภ์และสามารถฉีดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเข้ารับวัคซีนให้ครบโดส” เพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดโควิด-19”

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า“กรมอนามัยได้ทำการเก็บข้อมูลของแม่ที่ได้รับวัคซีนขณะตั้งครรภ์และคลอดแล้วจำนวน 1,215 คน ยังไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงใดๆ อุบัติการณ์ของการแท้ง ทารกตายในครรภ์ ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย หรือการเกิดความพิการแต่กำเนิด ไม่แตกต่างจากหญิงตั้งครรภ์ทั่วไป กรมอนามัย จึงจะขอสื่อสารกับสื่อมวลชนให้ช่วยกันรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้กับหญิงตั้งครรภ์ ว่า "หญิงตั้งครรภ์ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง ถ้าติดโควิด-19 แล้วจะเกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไป”   ดังนั้น  หญิงตั้งครรภ์ อย่าลังเลที่จะมารับวัคซีน และขอให้ครอบครัวของหญิงตั้งครรภ์ ตลอดจน บุคลากรทางการแพทย์ มีความมั่นใจในวัคซีนโควิด-19 และได้ช่วยกันสนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ให้ได้รับการฉีดวัคซีนในสถานพยาบาลใกล้บ้าน”

นายแพทย์ สนธิไชย นายแพทย์ชานาญการ กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า “หลักการสำคัญในการให้บริการวัคซีนโควิด 19 ของประเทศไทย ในปี 2565 ประกอบด้วย 1) เพื่อให้ประชากรทุกคนในแผ่นดินไทยได้รับวัคซีนด้วยความสมัครใจและครอบคลุม 2) เพื่อเตรียมการรองรับการระบาดรวมถึงเชื้อกลายพันธุ์ 3) เพื่อลดความรุนแรงและการเสียชีวิตในประชากรทุกกลุ่มอายุ และ 4) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา การท่องเที่ยว และการเปิดประเทศ ตามแผนที่กำหนด ทั้งนี้ สำหรับนโยบายการให้วัคซีนโควิด 19 ในหญิงตั้งครรภ์ ทางคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ครั้งที่ 9/2564 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 มีมติเห็นชอบให้กลุ่มหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเติมที่ควรได้รับวัคซีนโควิด-19 และคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ได้แจ้งแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเติม เพื่อเร่งรัดให้วัคซีนในกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีความเสี่ยงป่วยรุนแรงและเสียชีวิต ซึ่งรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในหญิงตั้งครรภ์อย่างทั่วถึง”

พลอากาศโทนายแพทย์การุณ เก่งสกุล ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เหตุผลที่หญิงตั้งครรภ์มีความกังวลในการฉีดวัคซีนโควิด 19 คือเรื่องความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกและสำนักง่านเลขาธิการอาหารและยาของประเทศไทยได้ทำการตรวจสอบข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยและอนุมัติวัคซีนโควิด-19 ที่มีความปลอดภัยและสามารถใช้ได้กับหญิงตั้งครรภ์ เราจึงอยากเชิญชวนให้หญิงตั้งครรภ์ติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อรับวัคซีนโดยเร็วที่สุด”

นอกจากกลุ่มหญิงตั้งครรภ์แล้ว กระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลกอยากเชิญชวนให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ ทั้งผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว (กลุ่ม 607) เข้ารับวัคซีนโควิด-19 โดยเร็วที่สุดด้วยเช่นกัน

การสำรวจ YouGov ล่าสุดที่จัดทำโดยองค์การอนามัยโลก ประเทศไทย พบว่าประชาชนกลุ่มเสี่ยง หรือ กลุ่ม 608 จำนวน 31เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าประชากรไทยส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเพียง 21 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ประชากรในกลุ่ม 608 จำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ ไม่แน่ใจหรือไม่ต้องการฉีดวัคซีน เปรียบเทียบกับประชาชนในกลุ่มทั่วไปที่ไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีนมีเพียง เปอร์เซ็นต์ และ 5 เปอร์เซ็นต์ ยังคงลังเลที่จะรับวัคซีนเข็มที่ 2 

บุคคลที่มีโรคประจาตัว  (607) ได้แก่ 
- โรคเบาหวาน 
- โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหอบหืดที่ควบคุมได้ไม่ดี
- โรคหัวใจและหลอดเลือด 
- โรคไตเรื้อรัง ที่อยู่ในระยะ 5 ขึ้นไป (ไตวายเรื้อรัง) 
- โรคหลอดเลือดสมอง 
- โรคมะเร็งทุกชนิด ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วย เคมีบาบัด รังสีบาบัด และภูมิคุ้มกันบาบัด 
- โรคอ้วน น้าหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...