ทำไมเสียงต้านจึงแผ่วลง? เปิดเกมอำนาจ วิเคราะห์เมียนมาหลังเลือกตั้ง แรงต้านลด-ชนกลุ่มน้อยนิ่ง หลัง ‘มิน อ่อง หล่าย’ ขึ้นอำนาจ
เปิดปมหลังมิน อ่อง หล่ายขึ้นการต่อต้านเบาบาง
หลังจากที่ประกาศผลเลือกตั้งเมียนมาไปและมีมติเอกฉันท์ยกให้ นายพล มิน อ่อง หล่าย ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แต่แทนที่เสียงคัดค้านจะดังก้องกลับการเป็นมีเพียงหยิบมือเดียวของกลุ่มต่อต้านที่ออกมาคัดค้านการขึ้นอำนาจครั้งนี้ สิ่งที่แปลกคือกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลับไม่มีใครคิดจะเปิดศึกกับเมียนมาเหมือนก่อน วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทุกคนได้เห็นภาพกันว่าเกิดอะไร
เรื่องแรกคือเรื่องกองกำลังชาติพันธุ์ที่ดูเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่กลับกลายเป็นเงียบเพราะทางฝั่งเมียนมาใช้การทูตทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะเคลียร์หมดแล้วจะเหลืออยู่ก็แค่ KNU 2 กองพลจากทั้งหมด 7 กองพล ที่ยังอยากจะรบกับฝั่งเมียนมาเพราะได้รับการอัดฉีดจากต่างชาติ ประมาณสู้แล้วรวย ส่วน KTLA ของนายพลเนอดาก็แทบจะเรียกว่าถูกจำหน่ายออกว่าไร้ประสิทธิภาพด้วยกองพลเท่าหยิบมือเพียงหลักร้อย ซึ่งหากเกิดการปะทะจริงฝ่ายไทยจะต้องรับผลกระทบอีกไม่ว่าจะเป็นการปิดชายแดนและเรื่องผู้อพยพที่จะหลั่งไหลเข้ามาหลังเกิดเหตุแน่นอน
ประเด็นต่อมาที่การต่อต้านลดลงเพราะหลังจากการสงบศึกของกลุ่มชาติพันธุ์และกองทัพเมียนมา กลุ่ม PDF ก็แทบไม่มีกำลังพลและยุทโธปกรณ์แม้กระทั่งจะไปสู้รบปรบมือกับฝั่งกองทัพได้เลย ทำให้หลายที่ PDF ไม่ถูกทำลายก็ละเลิกไปหมด ส่วนกลุ่ม CDM ส่วนหนึ่งก็ได้พบความจริงโดยเฉพาะกลุ่มผู้หนีและอยากย้ายประเทศส่วนใหญ่ก็เดินทางกลับเมียนมาเพราะทนความลำบากในต่างแดนไม่ไหว และมี CDM หลายครอบครัวส่งลูกหลานเขาเข้าระบบการศึกษาต่อในขณะมี CDM บางครอบครัวเลือกจะไม่ศึกษาต่อและออกมาทำงานก็ตามที นั่นสะท้อนถึงความจริงหลังถูกชักจูงด้วยโฆษณาชวนเชื่อจากกลุ่มต่อต้าน ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ใช่ใครเป็นผู้ประสบนอกจากผู้หลงเชื่อนั่นเอง
สุดท้ายการขึ้นเป็นประธานาธิบดีตามครรลองจะเพิ่มความชอบธรรมและลดการต่อต้านจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ อีกทั้ง ณ วันนี้เมียนมาเผชิญวิกฤตภายนอกหลายอย่างทั้งผลพวงด้านเศรษฐกิจทีาเป็นมาตั้งแต่รัฐประหารและปัญหาด้านพลังงาน ทำให้คนทั่วไปสนใจปากท้องมากกว่าจะมาสนใจเรื่องอื่น และนั่นทำให้เป็นแต้มต่อหากรัฐบาลภายใต้การนำของนายพล มิน อ่อง หล่าย นำพาประเทศให้พ้นวิกฤตนี้ได้ก็น่าจะทำให้คะแนนนิยมเขาดีขึ้นด้วย