โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤต “ฮอร์มุซ” ฉุดอุปทานน้ำมันหาย 6.7 ล้านบาร์เรล ดันราคาพุ่ง ชู BCP-PTTGC-IVL เด่น

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 07.12 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 01.00 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นำไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซติดขัดต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบฝั่งต้นน้ำปรับเพิ่มขึ้น 18-38% (สัปดาห์ต่อสัปดาห์)

โดยราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้น 29% จาก 99 ดอลลาร์สหรัฐ มาแตะระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การปิดช่องแคบฮอร์มุซบีบให้ผู้ผลิตในอ่าวอาหรับต้องลดกำลังการผลิตลงถึง 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน (นำโดยอิรัก 2.9 ล้านบาร์เรล, ซาอุดีอาระเบีย 2.0-2.5 ล้านบาร์เรล, ยูเออี 0.5-0.8 ล้านบาร์เรล และคูเวต 0.5 ล้านบาร์เรล)

อย่างไรก็ดี ความกังวลเริ่มผ่อนคลายลงบ้างหลังเรือบรรทุกน้ำมันปากีสถาน 1 ลำ และเรือบรรทุก LPG อินเดีย 2 ลำสามารถแล่นผ่านได้ ประกอบกับมีปัจจัยกดดันเชิงราคาจากการที่ IEA ตกลงระบายน้ำมันสำรอง (SPR) 400 ล้านบาร์เรล (เป็นของสหรัฐฯ 172 ล้านบาร์เรลในช่วง 120 วัน) และสหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรเรือขนส่งน้ำมันรัสเซียชั่วคราว 30 วัน (12 มีนาคม - 11 เมษายน) ทั้งนี้ แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในเดือนมีนาคม 2569 ยังคงฟื้นตัวจากภาวะอุปทานชะงักงัน

ฝั่งอุตสาหกรรมโรงกลั่น ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (SG GRM) ปรับลดลงแรง 72% จาก 14.5 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 4.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กดดันจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินที่ลดลง 31% เหลือ 11.5 ดอลลาร์สหรัฐ และน้ำมันอากาศยานที่ลดลง 35% เหลือ 51.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากผู้ซื้อชะลอการสั่งซื้อจากฐานราคาที่สูงและผันผวน ทำให้ปรับราคาขายไม่ทันต้นทุน ทว่าส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลยังเพิ่มขึ้น 3% แตะ 51.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากการใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นในตะวันออกกลางและอัตราการกลั่นในเอเชียที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม คาดว่า SG GRM ในเดือนมีนาคม 2569 จะปรับเพิ่มขึ้นได้จากปัญหาการขนส่ง ทั้งนี้ หากช่องแคบฮอร์มุซปิดยืดเยื้อ โรงกลั่นที่พึ่งพาน้ำมันดิบตะวันออกกลางสูงจะรับผลกระทบหนัก ได้แก่ TOP (91%), SPRC (84%) และ IRPC (70%) ขณะที่ BCP (16%) และ PTTGC (10%) มีสัดส่วนพึ่งพาน้อยกว่ามาก

ทางด้านตลาดปิโตรเคมีส่วนใหญ่ฟื้นตัวจากภาวะอุปทานตึงตัวหลังโรงงานลดหรือหยุดการผลิต โดยสายโอเลฟินส์ได้แรงหนุนจากการขาดแคลนแนฟทา ส่งผลให้ส่วนต่างราคา HDPE เพิ่มขึ้น 19% จาก 379 ดอลลาร์สหรัฐ แตะ 451 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และ PP เพิ่มขึ้น 21% จาก 398 ดอลลาร์สหรัฐ แตะ 482 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งปัจจัยอุปทานชะงักงันนี้สามารถกลบผลกระทบจากการชะลอสะสมสต็อกของจีนได้

ขณะที่สายอะโรเมติกส์ (PX) ส่วนต่างราคาเพิ่มขึ้น 11% จากความต้องการของกลุ่มปลายน้ำ ส่วนสายโพลีเอสเตอร์ (PET) ส่วนต่างราคาพุ่งขึ้น 40-57% จาก 102 ดอลลาร์สหรัฐ แตะ 161 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากการขาดแคลนวัตถุดิบ MEG ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าสายโอเลฟินส์ในเดือนมีนาคม 2569 จะฟื้นตัวจากฐานต่ำ รับอานิสงส์ฤดูกาล Re-stock รอบใหญ่ของจีน

บล.กรุงศรี และ บล.เคจีไอ ประเมินภาพรวมว่า หุ้นกลุ่มสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมถึงปิโตรเคมีมีปัจจัยบวกจากราคาผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยชู PTTEP เป็นตัวเลือกเด่นที่สุดและได้ประโยชน์เต็มที่หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อกว่าคาด นอกจากนี้ยังเน้นการลงทุนใน BCP และ PTTGC (ซึ่งใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบหลัก) ที่พึ่งพาวัตถุดิบตะวันออกกลางต่ำกว่ากลุ่มโรงกลั่นด้วยกัน รวมถึง IVL ที่ได้อานิสงส์บวกจากการมีฐานการผลิตกระจายทั่วโลก โดยได้รับผลกระทบจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานเพียงโรงงานเดียวในโปแลนด์เท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...