โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฮอตสปอตพุ่งทะลุพันจุด เชียงใหม่ปรับแผนคุมเข้มไฟป่า ประกาศพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ

แนวหน้า

เผยแพร่ 21 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่สั่งปรับกลยุทธ์ลาดตระเวนไฟป่าช่วงค่ำ หลังพบจุดความร้อนพุ่งสูงกว่า 1,000 จุด พร้อมประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อันเนื่องมาจากสถานการณ์อัคคีภัยไฟป่า เร่งระดมทรัพยากรเข้ายับยั้งต้นเพลิงอย่างเร่งด่วน

นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2569 เป็นต้นมา โดยสถานการณ์วิกฤตที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ซึ่งมีการตรวจพบจุดความร้อนหรือฮอตสปอตพุ่งสูงถึง 1,020 จุด ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลงในปัจจุบันจนเหลือเมื่อวานนี้จุดความร้อนเหลือประมาณ 355 จุด

จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพบว่าการเกิดไฟป่ามักกระจุกตัวอยู่ในช่วงเช้าและช่วงกลางคืน ส่วนช่วงบ่ายจะมีสถิติลดน้อยลงเพราะเจ้าหน้าที่เข้าไปดับ จังหวัดเชียงใหม่จึงสั่งการให้ปรับแผนการทำงานใหม่โดยเน้นการลาดตระเวนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริง พร้อมกำชับให้นายอำเภอประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเร่งสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง โดยกำหนดเป้าหมายสูงสุดคือการเฝ้าระวังไม่ให้มีการลักลอบเข้าไปในเขตป่า เพื่อสกัดกั้นการเกิดเพลิงไหม้ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการระดมกำลังเข้าไปดับไฟในพื้นที่ป่าที่เข้าถึงยาก

โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อันเนื่องมาจากสถานการณ์อัคคีภัยไฟป่า ไปแล้วในพื้นที่ 6 อำเภอ 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ประกอบด้วย อำเภอฮอด อำเภอสะเมิง อำเภอเชียงดาว อำเภอดอยสะเก็ด อำเภอแม่แตง และ อำเภอแม่วาง ซึ่งการประกาศในครั้งนี้จะไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งอำเภอ แต่เป็นการระบุเจาะจงเฉพาะรายตำบลและรายหมู่บ้านที่เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้นจริง เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุด

โดยหัวใจสำคัญของการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยคือการปลดล็อกอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง สามารถนำงบประมาณและทรัพยากรส่วนตัวที่มีอยู่มาใช้ในการระงับยับยั้งเหตุและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทันทีตามระเบียบราชการ ทั้งนี้หากหน่วยงานในระดับพื้นที่ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านงบประมาณไม่เพียงพอ ทางจังหวัดพร้อมที่จะอนุมัติเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปสนับสนุนเสริมการทำงานในทันที เพื่อให้การแก้ไขวิกฤตอัคคีภัยและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วที่สุดในทุกมิติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...