‘วิณะโรจน์’ เปิดแผนดันสินค้าเกษตร ฝ่าการเมือง-สู้โลกผันผวน
ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงสุญญากาศ และเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ทิศทางการขับเคลื่อนภาคเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจสำคัญยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินค้าเกษตรท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ซับซ้อนมากขึ้น
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางการบริหารสินค้าเกษตร การดูแลรายได้เกษตรกร และบทบาทของกระทรวงฯ ในช่วงรอยต่อทางการเมือง เพื่อรักษาเสถียรภาพภาคเกษตรและเตรียมความพร้อมสู่การค้าโลกยุคใหม่
ไม่เกียร์ว่าง-ดูแลเกษตรกรเต็มสูบ
นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า กระทรวงยังคงเดินหน้าทำงานตามปกติ แม้อยู่ในช่วงการเลือกตั้ง โดยกระทรวงฯ มีเป้าหมายชัดเจนในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญอย่างต่อเนื่องทั้งการจัดการที่ดิน การพัฒนาเอกสารสิทธิ์และการบริหารจัดการน้ำ พร้อมกันนี้ยังนำนโยบายต่างๆ มาสานต่อเพื่อดูแลเกษตรกรอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องรายได้ ปากท้อง พันธุ์พืช และปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง การพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และกองทุนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนและเกษตรกรได้รับผลกระทบจากช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
“รัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดหรือชะลอการทำงาน เพราะเกษตรกรยังคงต้องการความช่วยเหลือการพัฒนาและโอกาสใหม่ๆจากภาครัฐ เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ภารกิจสำคัญที่กระทรวงยึดถือและดำเนินการอย่างไม่หยุดยั้ง ได้แก่ การดูแลเรื่องดินและการเข้าถึงสิทธิในที่ดินทำกิน ทั้งเอกสารสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) การพัฒนาพื้นที่ ส.ป.ก. ตลอดจนการจัดการและยึดคืนที่ดิน ซึ่งยังคงดำเนินไปตามกรอบกฎหมายอย่างต่อเนื่อง”
ขณะเดียวกันการพัฒนาแหล่งน้ำโดยกรมชลประทานก็เดินหน้าตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายควบคู่กับการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรทั้งระบบอย่างรอบด้าน รวมถึงการผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพืช ปศุสัตว์ หรือประมง ซึ่งยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดชะงัก
ปลุกเกษตรกรรู้ทันกติกาใหม่คู่ค้า
สำหรับมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) เป็นโจทย์สำคัญที่ภาคเกษตรต้องเรียนรู้และปรับตัว หากต้องการก้าวสู่ตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลว์คาร์บอน CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือ EUDR (EU Deforestation Regulation) สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าของประเทศคู่ค้าอย่างสหภาพยุโรป (อียู)
“ผมมองว่าเกษตรกรจำเป็นต้องรับรู้และเข้าใจมาตรการใหม่ ๆ หากต้องการอยู่ในระบบการค้าโลก ก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้ามาสนับสนุนและมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง และทำงานเชิงรุกแบบพุ่งเป้าให้มากขึ้น ซึ่งในขณะนี้มีประเด็นต่างๆ ที่รับทราบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เราหารือกันทุกวันเพื่อหาทางแก้ไข และไม่ให้เกษตรกรรู้สึกว่าถูกละเลย พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่”
สำหรับสินค้าเกษตรแต่ละประเภท ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง หน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ต้องเร่งสร้างความเข้าใจว่า ผลผลิตเกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศหรือการส่งออกอย่างไร โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรอื่นๆซึ่งมีทั้งตลาดในประเทศและอุตสาหกรรมส่งออก
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อประเทศคู่ค้าออกกฎระเบียบใหม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสื่อสารไปถึงเกษตรกรกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว พร้อมหาแนวทางช่วยเหลือและทางออกที่เป็นรูปธรรม
ทูตเกษตรลุยสร้างแต้มต่อสินค้าไทย
นายวิณะโรจน์ ระบุว่า การยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบ การรับรอง ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าต่างประเทศ โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทบทวนตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่ออุดจุดอ่อนและเสริมความแข็งแกร่ง พร้อมเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ โดยเฉพาะบทบาทสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ หรือทูตเกษตร 11 แห่งทั่วโลก ที่ต้องช่วยถ่ายทอดข้อมูลและสร้างความเข้าใจตลาดหลัก เช่น ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ เพื่อรับมือมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีซึ่งเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม และแก้ไขอุปสรรคสินค้าเกษตรไทย รักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ส่วนการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ หลังสหรัฐปรับขึ้นภาษีสินค้าไทย 19% เป็นภารกิจของรัฐบาลโดยรวมขณะที่เกษตรกรควรติดตามข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่อย่างใกล้ชิด กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันเดินหน้าสื่อสารและทำงานต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ เพื่อดูแลเกษตรกรและขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,169 วันที่ 25 -28 มกราคม พ.ศ. 2569