โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

นายกฯแจง ภท.ใช้งบประชานิยมน้อย-เหตุกันไว้จ่ายยามคับขัน-มติ ครม.ให้เช่าพื้นที่อาคารเชื่อมสถานี MRT 7 แห่ง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • นายกฯเล็งใช้โมเดล กบข.ปรับโครงสร้าง สปส. หากกลับมาเป็นรัฐบาล
  • ปัด ‘พิพัฒน์’ นั่ง ‘เฟิร์สคลาส’ ท้าทำผิด-ฟ้อง ป.ป.ช.อย่าพูดลอยๆ
  • ตอบควบกลาโหมหรือไม่ ขอดูผลเลือกตั้งก่อน
  • แจง ภท.ใช้งบประชานิยมน้อย – เหตุกันไว้จ่ายยามคับขัน
  • มติ ครม.ไฟเขียว รฟม.เปิดเช่าพื้นที่อาคารเชื่อมสถานี MRT 7 แห่ง
  • ปูนบำเหน็จ จนท.ปราบยาเสพติด 14,676 อัตรา
  • ตั้ง ‘บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์’ ประธานบอร์ดองค์การสวนสัตว์ฯ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม.นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์เรื่องปัญหาเงินสมทบของสำนักงานประกันสังคมว่า “ช่วงเช้าก่อนประชุม ครม. ผมเชิญปลัดกระทรวงแรงงาน (นางสาวตรีนุช เทียนทอง) และเลขาธิการประกันสังคม มาสอบถามเรื่องราวว่าเป็นอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้รับรายงานเลยว่ามีปัญหาอะไร มีปัญหาอะไรร้ายแรงเช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งทุกคนยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้เป็นไปตามที่มีการเสนอข่าว โดยผมบอกไปว่าจะต้องพูด แจ้งแค่นี้ไม่ได้ ต้องไปแถลงข่าวให้ผู้สื่อข่าวได้ซักถามและตอบข้อสงสัยทั้งหมด”

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า “แต่ส่วนราชการคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด จึงไม่มีความจำเป็นต้องแถลงข่าว เพราะทำถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง แต่ผมเรียนว่า ช่วงนี้เป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ และเป็นช่วงยุบสภา ดังนั้น ถ้าเป็นเรื่องของหน่วยงานก็ควรออกมาชี้แจง ซึ่งก็เห็นว่าหลังประชุมคณะกรรมการบอร์ดประกันสังคม ปลัดฯ และเลขาฯ จะมีการแถลงข่าว”

เล็งใช้โมเดล กบข.ปรับโครงสร้าง สปส. หากกลับมาเป็นรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ มีข้อเสนออย่างไร นายอนุทิน ตอบว่า “มีข้อเสนอแนะเป็นการดำเนินการในหน่วยงาน เสียอย่างเดียวที่ทำให้คนนั้นคิดว่าเป็นหน่วยงานที่ขึ้นกับรัฐบาล เพราะเลขาธิการเป็นข้าราชการประจำ แต่การดำเนินการขึ้นอยู่กับคณะกรรมการและไตรภาคี 3 ฝ่าย ดังนั้น ไม่มีใครสั่งได้อยู่แล้ว”

“เมื่อเช้าได้พูดคุยกัน ก็เป็นประเด็นที่ดีเหมือนกัน ถ้าพวกผมได้มีโอกาสกลับเข้ามาทำงานต่อ และได้กำกับในส่วนงานนี้ ต้องมาคิดดูว่า เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นอิสระ อาจจะทำในรูปแบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) แทนที่จะเป็นการโยกย้ายข้าราชการกรมนั้นกรมนี้ ก็น่าจะมีการใช้วิธีการสรรหา เป็นสิ่งที่ผมคิดอยู่ในตอนนี้” นายอนุทิน ขยายความ

ถามต่อว่า ต้องให้เอกชนมาบริหารประกันสังคมหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ผมก็คิดของผมไปเรื่อยๆก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องดำเนินการอะไร เพราะไม่สามารถทำอะไรที่จะผูกพันไปถึงรัฐบาลอื่นได้อยู่แล้วตั้งแต่ยุบสภา”

ปัด ‘พิพัฒน์’ นั่ง ‘เฟิร์สคลาส’ ท้าทำผิด-ฟ้อง ป.ป.ช.อย่าพูดลอยๆ

ผู้สื่อข่าวบอกว่า พรรคประชาชนนำเรื่องนี้มาใช้หาเสียงโจมตีพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาล ทำให้ นายอนุทิน กล่าวว่า “ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้วว่า บอร์ดประกันสังคมมีอยู่ฝ่ายหนึ่งที่เข้ามาจากการสนับสนุนของกลุ่มพวกนี้ และก็อยู่มา 2 ปีแล้ว ค่อนข้างจะมีพลังพอสมควรด้วย…เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล รัฐบาลไม่เคยไปก้าวก่าย”

ผู้สื่อข่าวพูดต่อว่า ตอนนี้มีการเปิดประเด็นที่เป็นจุดด่างพร้อยของประกันสังคม แต่ยังไม่ทันพูดจบ นายอนุทิน ถามกลับว่า “เช่น” ผู้สื่อข่าวจึงยกตัวอย่าง การนั่งเครื่องบิน first class หรือ การตัดสูทแจก จากนั้นนายอนุทินบอกว่า “เนี่ย ก็พูดแบบนี้”

“ท่านพิพัฒน์ (พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ชี้แจงไปแล้วว่าไม่เคยนั่งเฟิร์สคลาส เป็นการกล่าวหาลอยๆ พอกล่าวหาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ก็จบแล้ว ไม่มีอะไรต่อ ไม่ใช่ว่าอันนี้เท็จ แต่ยังมีจริงอยู่ ถ้าจริงก็เปิดเผยมา อันไหนจริง อันไหนผิดระเบียบ ต้องไปดำเนินการร้องเรียน ฟ้อง ป.ป.ช. ว่าทำผิดมาตรา 157 แต่อย่าไปกล่าวหาไป กล่าวหามา ไม่มีประโยชน์ เราลงโทษกันเองไม่ได้ บ้านเมืองมีกระบวนการยุติธรรม คนไหนผิดไปตรงนั้น ถ้าข้าราชการทำผิด ก็ไป ป.ป.ช. ผมเห็นคนที่ผิดไม่เคยรอดสักราย คนที่ไม่ผิดเขาก็ไปชี้แจง แต่จะมากล่าวหากันทางโซเชียล สื่อออนไลน์ การปราศรัย โยนกันไป โยนกันมา เดี๋ยวเขาก็โยนกลับมาบ้าง มันก็ไม่จบไม่สิ้น กลายเป็นว่าทะเลาะกันให้ประชาชนเห็น ไม่มีประโยชน์”

ตอบควบกลาโหมหรือไม่ ขอดูผลเลือกตั้งก่อน

ถามต่อว่า พรรคภูมิใจไทยต้องตั้งทีม เพื่อดูเรื่องการสาดโคลนช่วงหาเสียงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ช่วงนี้หายใจยาวๆ นิ่งๆ เดินเข้าหาประชาชนอีก 2 อาทิตย์ พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ไม่ต้องการความขัดแย้ง เกลียดความขัดแย้ง จะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เคยโต้ตอบโต้เถียงอะไรใคร เวลาหาเสียงพูดถึงแต่นโยบายของพรรค ไม่พูดถึงพรรคอื่น แต่บางพรรค ขึ้นหาเสียงด่าพรรคภูมิใจไทย 50 นาที พูดถึงพรรคตัวเอง 10 นาที ประชาชนได้อะไร เราไปหาเสียง เพื่อขายนโยบายให้กับประชาชน ไม่ใช่ไปด่าพรรคอื่นให้ประชาชนฟัง เราไม่เคยทำแบบนั้น เลยไม่รู้ทำไมเขาคิดแบบนั้น”

ถามต่อว่า พรรคภูมิใจไทยจะเปิดตัวทีมบริหารอีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “พูดไปครบแล้ว ผมดูความมั่นคงและการบริหารประเทศ”

เมื่อถามว่า นายกฯ จะควบกระทรวงกลาโหมด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ตอบพร้อมหัวเราะว่า “ให้รอดวันที่ 8 ก.พ. ไปได้ก่อน อย่าเพิ่งคิดเรื่องอื่น ขอดูเป็นเฟสๆ เหมือนคนละครึ่ง ก่อนจะถึงจุดนั้นต้องผ่านเฟสเลือกตั้ง หลังจากนั้นค่อยว่ากัน ผลจะเป็นอย่างไร ก็พอจะชี้ชะตาตัวเอง รู้อนาคตตัวเองว่าจะต้องทำอะไร ตอนนี้พูด ไปก็ไม่มีประโยชน์”

เมื่อถามถึงผลการประเมินจากโพลต่างๆ ว่าพรรคภูมิใจไทย อาจได้ สส. 200 ที่นั่ง นายอนุทิน ตอบว่า “เราต้องทำให้ดีที่สุด”

ผู้สื่อข่าวพูดถึงการหาเสียงโค้งสุดท้าย โดยพรรคภูมิใจไทยมีการปราศรัย เช่นประโยค “ไม่เลือกเราเขามาแน่” หรือ “รอบนี้มีแค่ 2 ฝั่งคือซ้ายกับขวา” ฯลฯ โดยนายอนุทิน อธิบายว่า “เวลาที่มีการไปพาดพิงถึงคนอื่น ผมคิดว่าผมหุบปากดีกว่า ไม่เอาแล้ว เราต้องสร้างความสามัคคี ซึ่งเรามีสิ่งที่จะต้องไปต่อสู้ ไปป้องกันจากประเทศอื่นอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง รวมถึงการได้เปรียบเสียเปรียบทางการค้า ซึ่งเราต้องใช้หลักเดียวกัน เหมือนกับที่เราต้องต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้าน”

“ต้องทำให้คนในบ้านมีความสามัคคีกัน กองทัพที่เป็นรั้วของชาติไปรบจนทำให้ได้รับชัยชนะกลับมาในเวลารวดเร็ว ตอนนี้ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งที่การเมืองอยู่ระหว่างการแข่งขันเพื่อมาเป็นผู้แทนราษฎร ถ้าผู้แทนราษฎรทะเลาะกันก็เหมือนราษฎรทะเลาะกัน มันจะเกิดผลดีตรงไหนกับประเทศไทยตรงไหน” นายอนุทิน ตอบ

แจง ภท.ใช้งบประชานิยมน้อย – เหตุกันไว้จ่ายยามคับขัน

เมื่อถามว่า ทำไมนโยบายประชานิยมของพรรคภูมิใจไทยใช้เงินน้อย นายอนุทิน ตอบทันทีว่า “ใช้เงินเป็น” และย้ำว่า “อย่าบอกว่าใช้เงินน้อย เวลาใช้เงินมาก ก็บอกว่าใช้เงินมาก เวลาใช้เงินน้อย ก็บอกใช้เงินน้อย ควรจะบอกว่าใช้เงินเป็น และใช้ให้เกิดประโยชน์ให้ได้ที่สุด จะได้มีเงินสำรองเอาไว้ให้เกิดความมั่นใจ ถ้ามีเหตุการณ์อะไรที่คับขันหรือวิกฤติ เราจะได้ไม่ต้องไปพึ่งพาใคร พึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

กังวลกัมพูชาขุดคูเลต-ขอให้ทำตามข้อตกลง

ผู้สื่อข่าวยังขอให้นายกฯ พูดถึงการลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว เมื่อวานนี้ (26 ม.ค.) โดย นายอนุทิน ตอบว่า “เขามีการพูดคุยกันของบริเวณกองทัพทั้ง 2 ประเทศ พลาดตรงไหนทำแล้ว ทำให้เกิดความระแวงสงสัย และพูดคุยกันว่าขอให้ดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้ลงนามไว้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568”

ถามต่อว่า ทำไมกัมพูชาเลี่ยงเก็บกู้ทุ่นระเบิดฝั่งชายแดนไทย แต่ไปเก็บชายแดนประเทศอื่นก่อน นายอนุทิน ตอบว่า “เราอยู่ในฝั่งของเรา ถ้าไม่มีการคุกคาม กัมพูชาต้องดำเนินการตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้…ข้อตกลงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด กัมพูชาไม่ได้ตกลงไว้กับประเทศไทยเท่านั้น แต่ทำข้อตกลงไว้กับโลก ไทยก็พร้อมให้ความร่วมมือ ในปฏิญญาที่ไทยได้ลงนามไว้กับกัมพูชา การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เราได้ใช้คำจำกัดความว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยหลักมนุษยธรรม ถือเป็นข้อผูกมัดทั้ง 2 ประเทศ ถ้าฝ่ายใดก็ตามเห็นว่ามีการฝังทุ่นระเบิดไว้ตรงไหนก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องถามอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ในส่วนไทย ถ้าเราเจอตรงไหนก็เก็บอยู่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ในเขตการควบคุมอธิปไตยของไทย”

ถามต่อว่า กัมพูชาขุดคูเลต 3 พื้นที่ ยาว 1 กิโลเมตรในพื้นที่ฝั่งกัมพูชาเอง ทำให้ประเทศไทยหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “แต่ละประเทศสามารถสร้างการป้องกันประเทศของเขา ซึ่งเราก็ทำการป้องกันประเทศของเรา เราก็ยืนในจุดของเราไม่ไปยุ่งกับอธิปไตยของฝ่ายอื่น และไม่ให้ฝ่ายอื่นมาเข้าร่วมอธิปไตยของเรา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ได้ประเมินว่าจะมีการสู้รบรอบที่ 3 อีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เราไม่ประมาท เมื่อวานผมได้ฟังบรรยายสรุปที่สระแก้ว มีข้อสรุปว่า จากการประเมินและติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง เขายังเชื่อว่า ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จะเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงถึงขั้นต้องมีการปะทะ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แสดงว่าฝ่ายกองทัพของเรามีความไม่ประมาทอยู่ตลอด”

ถามต่อว่า คูเลตฝั่งกัมพูชาห่างจากชายแดนไทย 500 เมตร นายกฯ กังวลหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เพิ่งเกิดการปะทะอย่างรุนแรงไป ต้องบอกว่ามีความกังวล แต่ขอให้ความกังวลนี้ อยู่กับรัฐบาลและกองทัพ แต่ต้องสร้างความโล่งใจให้กับประชาชน ตรงนี้เราทำอยู่ การป้องกันประเทศต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล”

ผู้สื่อข่าวถามเรื่องกระแสข่าวกัมพูชาที่ปั่นป่วนการเมืองไทย โดย นายอนุทิน ตอบว่า “ตราบใดที่เรายังปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาฯ ตราบใดที่สองฝ่ายยังยึดข้อปฏิบัตินี้ ทั้ง 2 ประเทศไม่มีความเป็นภัยต่อกัน”

นายอนุทิน ยังกล่าวต่อว่า ทุกวันนี้มีการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ชายแดนไทย-กัมพูชา และ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งได้มีการรายงานข้อมูลตลอดเวลา

เมื่อถามว่า กัมพูชายังไม่สิ้นความเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทยใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “เรายังมีความพร้อมและตื่นตัว ตั้งแต่ที่หยุดยิงจนถึงวันนี้ 3 – 4 สัปดาห์แล้ว ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆ ที่จะสร้างความตึงเครียดต่อกัน”

สุดท้ายถามว่า ประเทศไทยใช้คำว่าวางใจได้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า “ผมตอบไปแล้ว ประชาชนสามารถใช้ชีวิตปกติได้ เรื่องการเฝ้าระวังการป้องกันประเทศ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและกองทัพ”

กำชับ ครม.- ขรก.เร่งเคลียร์งานค้าง

นายอนุทิน แถลงข้อสั่งการภายหลังการประชุม ครม. ว่า ตนได้กำชับ ครม. รวมถึงหน่วยงานราชการ ข้าราชการ และบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนองค์กรภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐว่า ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในการประคับประคองสถานการณ์ และภารกิจที่ยังค้างไว้ให้มีความคืบหน้ามากที่สุดในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

“จนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า ทีมไทยแลนด์ของเรายังแข็งแกร่ง และพร้อมปฏิบัติภารกิจและผลประโยชน์ให้ประเทศของเราทุกนาทีอย่างต่อเนื่อง ศักยภาพต่างๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี ขอให้ประชาชนดำเนินการตามสิ่งที่ได้วางแผนไว้ ทั้งเรื่องการลงทุน ครอบครัว ชีวิต รับรองว่าจะไม่มีการคุกคามใดๆ จากภายนอกประเทศที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดอันตราย โดยเฉพาะอันตรายต่อวิถีชีวิตหรือความปลอดภัย” นายอนุทิน กล่าว

“ถ้าจะต้องมีการเปลี่ยนผ่าน ก็ขอให้เป็นการเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความราบรื่น ด้วยความร่วมมือจากบุคลากรทุกคน” นายอนุทิน กล่าว

มติ ครม.มีดังนี้

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกฯ , นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

ไฟเขียว รฟม.เปิดเช่าพื้นที่อาคารเชื่อมสถานี MRT 7 แห่ง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ดำเนินการให้เช่า หรือ ให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทอาคารเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้า และอาคารอเนกประสงค์ที่มีมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เกินสิบล้านบาท โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล จำนวน 7 แห่ง ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

1. อาคารอเนกประสงค์ 2 ชั้น และแผงค้า (Entrance 1 และ 2) สถานีกำแพงเพชร

2. อาคารเชื่อมต่อสถานีห้าแยกลาดพร้าวกับสถานีพหลโยธิน (Entrance 4)

3. อาคารเชื่อมต่อ MRT สถานีสุขุมวิทกับ BTS สถานีอโศก (Entrance 3)

4. อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 2) สถานีวัดมังกร

5. อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 1) สถานีสามยอด

6. อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 2) สถานีสามยอด

7. อาคารอเนกประสงค์ (Entrance 3) สถานีสามยอด เพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ส่งเสริมให้เกิดความคุ้นเคยต่อระบบรถไฟฟ้า เช่น ตู้กดเงินสดอัตโนมัติ (ATM) กดสินค้าอัตโนมัติ (Vending machine) ร้านค้าและบริการ การสื่อสารโทรคมนาคม โฆษณาประชาสัมพันธ์ ลานกิจกรรมและพื้นที่สันทนาการ เป็นต้น โดยให้ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยว่าด้วยการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2566 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในครั้งนี้ รฟม. จะดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มรายได้แก่ รฟม. และเพื่อลดภาระเงินสนับสนุนภาครัฐ ซึ่ง รฟม. ได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สำหรับการดำเนินการให้เช่าหรือให้สิทธิใด ๆ ในอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของ รฟม. โดย รฟม. ได้คัดเลือกอาคารเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าและอาคารอเนกประสงค์ในโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล เป็นพื้นที่ที่จะดำเนินการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ในกลุ่มสถานีที่มีศักยภาพดีมาก และเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมมากที่สุดสำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ รวมทั้งมีระบบสาธารณูปโภคที่รองรับการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบของอาคารหรือร้านค้า โดยมีสาระสำคัญ เช่น

  • พื้นที่ในโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคลที่จะให้เช่าหรือให้สิทธิ รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ขนาดพื้นที่รวม 4,367.21 ตารางเมตร

  • แนวทางในการให้เช่าหรือให้สิทธิ แบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ (1) ให้สิทธิในการใช้พื้นที่แก่ผู้เช่าพื้นที่รายย่อย และ (2) ให้สิทธิในการใช้พื้นที่แก่ผู้เช่าแบบเหมาพื้นที่ โดย รฟม. ระบุว่าการให้สิทธิแบบเหมาพื้นที่จะทำให้ ประชาชนและทางราชการได้ประโยชน์มากกว่า และทำให้ รฟม. ได้รายได้มากกว่าแบบรายย่อย ทั้งนี้ ปัจจุบัน รฟม. ยังไม่ได้กำหนดรูปแบบการให้สิทธิ โดย รฟม. แจ้งว่า จะประชุมหารือเพื่อกำหนดรูปแบบการให้สิทธิอีกครั้งกายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบในครั้งนี้

ปูนบำเหน็จ จนท.ปราบยาเสพติด 14,676 อัตรา

นายสิริพงศ์ กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในอัตราไม่เกิน 14,676 อัตรา หรือในอัตราไม่เกินร้อยละ 4.5 จากจำนวนกำลังพลผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด จำนวน 610,978 คน ดังนี้

1) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง ในอัตราไม่เกินร้อยละ 3.0 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดโดยตรง จำนวน 367,443 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 11,023 อัตรา

2) เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดในอัตราไม่เกินร้อยละ 1.5 ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดจำนวน 243,535 อัตรา คิดเป็นอัตราไม่เกิน 3,653 อัตรา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้มีการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดมาตั้งแต่ปี 2546 และจากสถิติย้อนหลัง 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2567) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติกรอบอัตราการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษฯ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 4 จากจำนวนกำลังพลผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติด

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ ยธ. รับความเห็นของสำนักงบประมาณ (สงป.) ไปดำเนินการด้วย เช่น ให้ ยธ. ทบทวนปรับลดการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดประเภทเกื้อกูลเท่าที่จำเป็น และควรมีการพิจารณาคัดเลือกและจัดสรรอัตราบำเหน็จความชอบที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

ในการนี้ ยธ. แจ้งว่า งบประมาณในการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ ในครั้งนี้จะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของส่วนราชการต้นสังกัดของผู้ที่ได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้ตั้งงบประมาณไว้แล้ว และทุกหน่วยงานสามารถบริหารวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในการจัดสรรบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านยาเสพติดได้ และมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีรองรับเพียงพอ

‘ยานยนต์–อิเล็กทรอนิกส์–ปาล์ม’ Q3/68ฟื้น แต่ภาพรวมหดตัว

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.รับทราบตามที่ กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอ รายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไตรมาสที่ 3/2568 และแนวโน้มไตรมาสที่ 4/2568 รวมถึงรายงานภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประจำเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศเป็นประจำ

รองโฆษกฯ ระบุว่า ภาพรวม ไตรมาสที่ 3/2568 เมื่อพิจารณาจาก ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อยู่ที่ 93.36 หดตัวร้อยละ 2.40 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม จากการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่น เครื่องปรับอากาศ ตามเศรษฐกิจชะลอ และสินค้านำเข้าราคาต่ำยานยนต์ (รถยนต์นั่งขนาดเล็ก/กระบะ/รถยนต์นั่งขนาดใหญ่) จากการหยุดผลิตชั่วคราวของผู้ผลิตบางราย

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่ขยายตัว ในไตรมาสที่ 3/2568 ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน จากความต้องการเพิ่มขึ้นหลังราคาปรับลดลงและฐานต่ำปีก่อน และชิ้นส่วน-แผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกลุ่ม PCBA และ semiconductor

สำหรับ ภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเดือนตุลาคม 2568 MPI อยู่ที่ 94.57 หดตัวร้อยละ 0.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการหยุดผลิตเพื่อซ่อมบำรุงใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมบางราย และปัจจัยภายนอกที่กระทบภาคการผลิตบางกลุ่ม โดยอุตสาหกรรมที่ทำให้ MPI หดตัว ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ หดตัว ร้อยละ 21.0 มอเตอร์ไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า หดตัว ร้อยละ 38.7 และผลิตภัณฑ์จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัว ร้อยละ 2.4 (จากดีเซล น้ำมันเตา เบนซิน)

ขณะที่กลุ่มที่ ขยายตัวเด่น ในเดือนตุลาคม 2568 ได้แก่ ยานยนต์ ขยายตัว ร้อยละ 9.1 โดยเฉพาะรถไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ และรถกระบะ จากความนิยมเพิ่มขึ้นและการเร่งผลิตก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 ปลายปี 2568 ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัว ร้อยละ 12.4 จากการเติบโตของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก น้ำมันปาล์ม ขยายตัว ร้อยละ 36.5 จากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศเอื้ออำนวย

ส่วน แนวโน้มไตรมาสที่ 4/2568 รายงานประเมินว่าอุตสาหกรรมสำคัญมีทิศทางปรับดีขึ้น ได้แก่

  • เหล็กและเหล็กกล้า คาดขยายตัว จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง
  • อิเล็กทรอนิกส์ คาดผลผลิตและส่งออกขยายตัว จากความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นตามเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, 5G, Data Center (พร้อมติดตามความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์)
  • ยางและผลิตภัณฑ์ยาง คาดขยายตัว โดยเฉพาะยางแปรรูปและยางรถยนต์ตามการฟื้นตัวของยานยนต์ ขณะที่ ถุงมือยาง อาจชะลอจากคำสั่งซื้อบางตลาด
  • อาหาร คาดผลผลิตและส่งออกขยายตัว จากมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายช่วงปลายปี และแรงกดดันมาตรการทางภาษีต่างประเทศที่ผ่อนคลายลง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รายงานดังกล่าวเป็นข้อมูลสำคัญในการติดตามภาพรวมอุตสาหกรรมไทยทั้งด้านดัชนี ผลผลิต แนวโน้มรายสาขา และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการกำหนดทิศทางและมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตของประเทศต่อไป

ผลประชุม “AOMM-5” ไทยร่วมขับเคลื่อน “อนาคตสีน้ำเงิน”

นางสาวลลิดา กล่าวว่าที่ประชุม ครม.รับทราบตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ ผลการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องของมหาสมุทร ครั้งที่ 5 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ที่เคยเห็นชอบ (ร่าง) แถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านมหาสมุทร ค.ศ. 2025 และกำหนดให้หากมีการปรับถ้อยคำที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ให้รายงาน ครม. ทราบภายหลัง

รองโฆษกฯ ระบุว่า การประชุมดังกล่าวคือ 5th APEC Ocean-related Ministerial Meeting (AOMM 5) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน-1 พฤษภาคม 2568 ณ เมือง ปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้หัวข้อ “Navigating Our Blue Future-Connection, Innovation, and Prosperity” มีสมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคเข้าร่วม 19 เขตเศรษฐกิจ จากทั้งหมด 21 เขตเศรษฐกิจ

ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสำคัญ อาทิ

1. เสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวของมหาสมุทร และการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางทะเล เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

2. ต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย พร้อมส่งเสริม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

3. พัฒนาศักยภาพทุกภาคส่วน เพื่อบรรลุความเจริญรุ่งเรืองของเศรษฐกิจภาคทะเล

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า เดิมฝ่ายไทยได้เตรียมการตามกรอบ (ร่าง) แถลงการณ์ร่วมฯ ซึ่ง ครม. เคยเห็นชอบไว้ โดยมีสาระสำคัญ เช่น การยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านทะเลและมหาสมุทร การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของทะเล การจัดการขยะทะเลและมลพิษทางทะเล และการสนับสนุนการประมง/เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ในที่ประชุม AOMM 5 มีบางเขตเศรษฐกิจแสดงความไม่เห็นพ้องต่อข้อความที่เกี่ยวข้องกับ ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ไม่สามารถประกาศเป็น “แถลงการณ์ร่วม” ในรูปแบบ Joint Statement ได้ เนื่องจากยึดหลัก ฉันทามติ ประธานที่ประชุมจึงเสนอให้เผยแพร่ในรูปแบบ “แถลงการณ์ประธานการประชุม (Chair’s Statement)” โดยยังคงสาระสำคัญเดิม ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบและร่วมรับรอง และการปรับรูปแบบดังกล่าว ไม่ขัดกับหลักการและผลประโยชน์ของประเทศไทย ตามที่ ครม. ได้ให้ความเห็นชอบไว้

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเข้าข่ายเสนอ ครม. เพื่อทราบได้ตามกฎหมายและมติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง จึงได้นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบต่อไป

เก็บค่าใช้น้ำชลประทาน ‘ห้วยแคน’ 50 สตางค์/ลบม.

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .… ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า กรมชลประทานโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำก่ำ รายงานว่ามีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่น ที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ทางน้ำชลประทาน มีปริมาณน้ำไหลผ่าน จำนวน 40.000 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี มีการประปาส่วนภูมิภาคสาขาธาตุพนม ขออนุญาตใช้น้ำ จำนวน 0.900 ล้าน.ลบ.ม.ต่อปี และใช้เพื่อการอุปโภค เพื่อการเกษตร จำนวน 8.000 ล้าน.ลบ.ม.ต่อปี มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 4,400 ไร่ ด้วยเหตุนี้ ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง การเก็บค่าชลประทานจะเป็นการแก้ปัญหาการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคนได้ถูกกำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทานตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธสักราช 2485 (ฉบับที่ 9/2558) ลงวันที่ 21 กันยายน 2558 แล้ว ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมและดูแลปริมาณน้ำให้มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเป็นไปอย่างเหมาะสม สามารถตรวจสอบและทราบถึงปริมาณน้ำที่ขาดหายไปจากระบบชลประทาน และเป็นการรับรองการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปา และภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สมควรให้มีการจัดเก็บค่าชลประทานเพื่อนำเงินที่จัดเก็บได้เข้าบัญชีทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทานต่อไป สำหรับหลักเกณฑ์และอัตราค่าชลประทานเป็นไปตามข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตรา ค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564

ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. .… ที่ กษ. เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน จากกิโลเมตรที่ 0.000 ศูนย์กลางประตูระบายน้ำห้วยแคน ในท้องที่ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ถึงกิโลเมตรที่ 14.500 ด้านเหนือน้ำ ในท้องที่ตำบลกุดฉิม อำเภอธาตุพนม และตำบลหนองย่างชิ้น อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม และถึงกิโลเมตรที่ 1.150 ด้านท้ายน้ำ ในท้องที่ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้ใช้น้ำที่นำน้ำไปใช้ เพื่อกิจการโรงงาน การประปา หรือกิจการอื่น นอกจากภาคเกษตรกรรม เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลปริมาณน้ำ และให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานลำน้ำห้วยแคน เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลปริมาณน้ำให้มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งทำให้ทราบถึงปริมาณของน้ำที่ขาดหายไปจากระบบการชลประทาน และเป็นการรองรับการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปา และภาคธุรกิจอื่นที่จะมีขึ้นในอนาคต จึงสมควรกำหนดให้ทางน้ำชลประทานดังกล่าวเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทานโดยในส่วนอัตราเรียกเก็บค่าชลประทานจากผู้รับอนุญาตใช้น้ำชลประทานเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 ประกอบกับข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้น และการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของท้องที่การปกครองจากกรมการปกครองแล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มีนาคม

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอเรื่อง ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

เก็บค่าใช้น้ำชลประทาน ‘คลองวังขื่อ – บางวัว’ 50 สตางค์/ลบม.

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัวเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระองค์ไชยานุชิต รายงานว่า มีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว เพื่อกิจการโรงงาน การประปา หรือกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 59.482 ล้าน ลบ.ม ต่อปี มีบริษัท เวลโกรว์ อินดัสทรีส์ จำกัด ขออนุญาตใช้น้ำ 7.500 ต่อปี และใช้น้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค และเกษตรกรรม 10.353 ต่อปี รวมพื้นที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 46,406 ไร่

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง การเก็บค่าชลประทานจะเป็นการแก้ปัญหาการใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว ได้กำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทานตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดทางน้ำชลประทานตามพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธสักราช 2485 (ฉบับที่ 94/2565) ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2565 แล้ว จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการออกกฎกระทรวง ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะสำหรับการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน เพื่อให้มีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทานกับผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน โดยหลักเกณฑ์และอัตราค่าชลประทานเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวงฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 ประกอบกับข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทานและการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์

ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว จากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลพิมพา อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ถึงกิโลเมตรที่ 8.250 ในท้องที่ตำบลบางวัว และตำบลบางสมัคร อำเภอบางปะกงจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน เนื่องจากมีการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานคลองวังขื่อ – บางวัว เพื่อกิจการโรงงาน การประปาหรือกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น ทำให้ปริมาณของน้ำในแหล่งเก็บกักมีปริมาณลดลง

ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลปริมาณน้ำให้เป็นไปอย่างเหมาะสม อีกทั้งทำให้ทราบถึงปริมาณของน้ำที่ขาดหายไปจากระบบการชลประทาน และเป็นการรองรับการขออนุญาตใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปาและภาคธุรกิจอื่นที่จะมีขึ้นในอนาคต จึงสมควรกำหนดให้ทางน้ำชลประทานดังกล่าวเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน โดยหลักเกณฑ์และอัตราค่าชลประทานเป็นไปตามมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธสักราช 2485 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติการชลประทานหลวง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2518 ประกอบกับข้อ 3 ของกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดเก็บในอัตราลูกบาศก์เมตรละ 50 สตางค์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของท้องที่การปกครองจากกรมการปกครองแล้วตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า การเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ตั้ง ‘บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์’ ประธานบอร์ดองค์การสวนสัตว์ฯ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุม ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และผู้บริหารหน่วยงานของรัฐมีรายละเอียดดังนี้

1. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นางวัฒนาโสภี สุขสอาด ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิเคราะห์นโยบายและแผน (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ) กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และแผนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

2. เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยรวม 8 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการอื่นฯ เดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้

1. นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ประธานกรรมการ

2. นายกษาปณ์ เงินรวง กรรมการ

3. นายกานตพันธุ์ พิศาลสุขสกุล กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

4. นายธีร์ ภวังคนันท์ กรรมการ

5. นายมณเฑียร อินทร์น้อย กรรมการ

6. นางสาววิลาวรรณ พยาน้อย กรรมการ (ผู้แทนกระทรวงการคลัง)

7. นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ กรรมการ

8. นายสุเมธ สายทอง กรรมการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยเเล้ว

3. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน จำนวน 3 คน เนื่องจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากมีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์ และครบวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี ดังนี้

1. นายรุ่งโรจน์ แจ่มพิทยากรณ์ (ด้านกฎหมาย)

2. รองศาสตราจารย์ชโยดม สรรพศรี (ด้านเศรษฐศาสตร์)

3. นางสาวสุลักขณา ธรรมานุสติ (ด้านการบริหาร)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

4. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) เสนอแต่งตั้ง นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน แทน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

5. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่น ในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง เสนอแต่งตั้งนางอัญชลี สุวจิตตานนท์ (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) เป็นกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แทน นายพีรพันธ์ คอทอง (ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) กรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากขอลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป และผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งแทนนี้ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว

6. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กระทรวงอุตสาหกรรม)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแต่งตั้งพลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย เป็นกรรมการในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แทนกรรมการเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่ 27 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วนั้น ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชาติ ชมกลิ่น) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 27 มกราคม 2568 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...