ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 10% จาก เดนมาร์กและ 7 ประเทศยุโรป จนกว่าตกลงซื้อขายกรีนแลนด์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐประกาศว่าจะใช้มาตรการภาษีใหม่กับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศในยุโรป โดยจะเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้า 10% ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ จนกว่าจะมีการตกลงซื้อขายกรีนแลนด์ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ หากยังไม่มีการบรรลุข้อตกลง
ในโพสต์ยาวเมื่อวันเสาร์ (17 มกราคม 2569) บนแพลตฟอร์ม Truth Social ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้า 10% ต่อประเทศเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ “ต่อสินค้าทุกชนิดที่ส่งมายังสหรัฐอเมริกา”
“ภาษีนี้จะต้องชำระจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงในการซื้อกรีนแลนด์อย่างสมบูรณ์และเบ็ดเสร็จ” ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์ระบุว่า อัตราภาษีดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% หากยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงภายในวันที่ 1 มิถุนายน
“จีนและรัสเซียต้องการกรีนแลนด์ และไม่มีสิ่งใดที่เดนมาร์กจะทำได้เลย” ทรัมป์โพสต์บน Truth Social
“มีเพียงสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ เท่านั้น ที่สามารถลงเล่นในเกมนี้ได้ และจะทำได้อย่างประสบความสำเร็จอย่างมากด้วย!” ทรัมป์กล่าว
ทรัมป์ยังได้กล่าวถึงการซ้อมรบร่วมด้านความมั่นคงรอบกรีนแลนด์ระหว่างเดนมาร์กและพันธมิตรยุโรปอื่นๆ โดยเรียกการซ่อมรบว่าเป็น “สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย ความมั่นคง และการอยู่รอดของโลกเรา”
“ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องสันติภาพและความมั่นคงของโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาด เพื่อให้สถานการณ์ที่อาจเป็นอันตรายนี้สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว และโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ” ทรัมป์ระบุ
ความสนใจที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์มายาวนานของประธานาธิบดี ใน”ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” ได้กลายเป็นความหมกมุ่น นับตั้งแต่การบุกจู่โจมของสหรัฐฯ เพื่อจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้เขาจะอ้างว่าสถานะปัจจุบันของดินแดนอาร์กติกนี้ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ แต่ข้ออ้างดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากบรรดาพันธมิตรของสหรัฐฯ รวมถึงเดนมาร์ก
ในโพสต์ช่วงเช้าวันเสาร์ ทรัมป์กล่าวว่ากองกำลังจาก 8 ประเทศในยุโรป “ได้เดินทางไปยังกรีนแลนด์ด้วยจุดประสงค์ที่ไม่แน่ชัด” ซึ่งดูเหมือนเป็นการสื่อถึงกรณีที่พันธมิตร NATO ได้ส่งกำลังทหารเข้าไปยังกรีนแลนด์เมื่อวันพฤหัสบดี เพื่อตอบโต้คำขู่ของทรัมป์ที่จะใช้กำลังยึดเกาะในอาร์กติกแห่งนี้ ซึ่งเป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองของเดนมาร์ก
การประกาศของทรัมป์ถือเป็นการดำเนินการล่าสุดที่ยกระดับความตึงเครียดอย่างรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดบางประเทศในยุโรป ซึ่งการเผชิญหน้าโดยตรงใดๆ ก็ตาม เสี่ยงที่จะทำลายความมั่นคงและเสถียรภาพในพื้นที่แอตแลนติกภายใต้พันธมิตร NATO ที่มีมายาวนานถึง 70 ปี
ในปัจจุบัน สหรัฐฯ มีข้อตกลงกรอบการค้ากับสหภาพยุโรปที่กำหนดเพดานภาษีไว้ไม่เกิน 15% และมีข้อตกลงกับสหราชอาณาจักรที่กำหนดเพดานภาษีนำเข้าไว้ที่ 10% ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในทันทีว่า มาตรการภาษีใหม่นี้จะทำให้ข้อตกลงเดิมเป็นโมฆะ หรือจะเป็นการจัดเก็บเพิ่มเติมจากอัตราภาษีที่มีอยู่เดิม
ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (EU) คือคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา และเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าที่ใหญ่ที่สุดด้วยเช่นกัน
คำขู่เรื่องมาตรการภาษีต่อพันธมิตร NATO ในครั้งนี้ ได้ทำให้บรรดาผู้นำของประเทศเหล่านั้นรวมพลังเป็นหนึ่งเดียว และเลือกใช้ถ้อยคำที่โผงผางอย่างผิดปกติ หลังจากที่พยายามรักษาท่าทีอย่างระมัดระวังมานานหลายเดือน เนื่องจากเกรงว่าจะไปกระตุ้นอารมณ์ที่แปรปรวนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
บรรดาผู้นำจากเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร ได้ออกแถลงการณ์ ร่วมกันเมื่อวันอาทิตย์
“สหภาพยุโรปยืนหยัดเป็นหนึ่งเดียวกับเดนมาร์กและชาวกรีนแลนด์อย่างเต็มที่” นางอัวร์ซูลา ฟ็อน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนายอันโตนิโอ กอสตา ประธานสภายุโรป กล่าวในแถลงการณ์ร่วม
นอกจากนี้ บรรดาผู้นำยังระบุด้วยว่า การซ้อมรบร่วมในกรีนแลนด์นั้น “ไม่ได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อผู้ใด” และกล่าวเสริมว่า “ในฐานะสมาชิกของ NATO เรามีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงในอาร์กติก ซึ่งเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก”
พร้อมเตือนว่าคำขู่เรื่องมาตรการภาษีนั้น “ทำลายความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวงจรขาลงที่อันตราย” พร้อมเสริมว่า “เราจะยังคงยืนหยัดอย่างเป็นเอกภาพและมีการประสานงานร่วมกันในการตอบโต้ของเรา เรามุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยของเราไว้”
“สหภาพยุโรปจะมีจุดยืนที่มั่นคงเสมอในการปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ใดก็ตาม และแน่นอนว่าต้องเริ่มจากภายในดินแดนของรัฐสมาชิกสหภาพยุโรปเอง” นายกอสตา กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันเสาร์ เกี่ยวกับการลงนามในข้อตกลงทางการค้าอีกฉบับหนึ่ง
นายเบิร์นด์ ลังเก้ ประธานคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศของสภายุโรป บอกว่าว่า มาตรการภาษีใหม่นี้เป็นเรื่องที่ “เหลือเชื่อ”
นายลังเก้ระบุว่า เขาจะเรียกร้องให้สภายุโรประงับการดำเนินงานเพื่อบังคับใช้ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ-สหภาพยุโรป “จนกว่าสหรัฐฯ จะยุติการข่มขู่” นอกจากนี้เขายังกล่าวด้วยว่า “บาซูก้าทางการค้า” ของสหภาพยุโรป หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ” (Anti-Coercion Instrument) “จะต้องถูกนำมาใช้ในตอนนี้”
นายแมนเฟรด เวเบอร์ ผู้นำพรรคใหญ่ที่สุดในสภายุโรป กล่าวว่า “เมื่อพิจารณาถึงคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับกรีนแลนด์” การอนุมัติข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ “จะต้องถูกระงับไว้ก่อน”
“การบังคับใช้ภาษีกับพันธมิตรเพียงเพราะพวกเขาดำเนินการเพื่อความมั่นคงร่วมกันของพันธมิตร NATO นั้นเป็นเรื่องที่ผิดอย่างสิ้นเชิง” นายกรัฐมนตรี คีร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ระบุในแถลงการณ์ “แน่นอนว่าเราจะดำเนินการหารือเรื่องนี้โดยตรงกับรัฐบาลสหรัฐฯ”
ทางด้านเดนมาร์กระบุว่ารู้สึกแปลกใจกับการประกาศของทรัมป์ “เราเห็นพ้องกับสหรัฐฯ ว่าเราจำเป็นต้องดำเนินการให้มากขึ้น เนื่องจากพื้นที่อาร์กติกไม่ใช่พื้นที่ที่มีความตึงเครียดต่ำอีกต่อไป” กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กระบุในอีเมล “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราและพันธมิตร NATO จึงต้องยกระดับการดำเนินการ โดยมีความโปร่งใสอย่างเต็มที่ต่อพันธมิตรชาวอเมริกันของเรา”
“เรากำลังติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมาธิการยุโรปและพันธมิตรรายอื่นๆ ของเราในประเด็นนี้” ถ้อยแถลงระบุ
“ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีถือเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก” ลาร์ส ล็อกเกอ ราสมุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์ก ตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดีย “เมื่อต้นสัปดาห์นี้เราเพิ่งมีการประชุมที่สร้างสรรค์กับรองประธานาธิบดีแวนซ์ และรัฐมนตรีรูบิโอ โดยวัตถุประสงค์ของการเพิ่มกำลังทหารในกรีนแลนด์ที่ประธานาธิบดีอ้างถึงนั้น ก็เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่อาร์กติก”
“ทุกคำสบประมาท คำขู่ ภาษี และคำโกหกที่เราได้รับ ยิ่งทำให้ปณิธานของเราแข็งแกร่งขึ้น” ราสมุส ยาร์ลอฟ ประธานคณะกรรมการป้องกันประเทศของเดนมาร์กจากพรรคอนุรักษนิยม โพสต์ด้วยถ้อยคำที่ตรงไปตรงมามากกว่า “คำตอบจากเดนมาร์กและกรีนแลนด์นั้นถือว่าเป็นที่สิ้นสุดแล้ว เราจะไม่มีวันส่งมอบกรีนแลนด์ให้ใคร เราขอภาวนาให้พันธมิตรที่แท้จริงของเรายืนหยัดเคียงข้างเรา เพราะเราจำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งนั้นอย่างมาก”
เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้เปรียบเทียบโดยนัยระหว่างคำขู่ของทรัมป์ที่จะยึดกรีนแลนด์กับการรุกรานยูเครนของวลาดิเมียร์ ปูติน “ไม่มีการข่มขู่หรือการคุกคามใดจะส่งผลต่อเราได้ ไม่ว่าจะเป็นในยูเครน ในกรีนแลนด์ หรือที่ใดก็ตามในโลก เมื่อเราต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้” มาครงเขียนตอบโต้ทรัมป์ผ่านโซเชียลมีเดีย
อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ประธานาธิบดีฟินแลนด์ ซึ่งความเชี่ยวชาญด้านกอล์ฟของเขาเคยทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “ผู้ที่เข้าถึงใจทรัมป์ได้” (Trump whisperer) ก็ได้ร่วมเตือนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิด “วงจรขาลง” เช่นกัน
“เราจะไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกแบล็กเมล” นายกรัฐมนตรี อุล์ฟ คริสเตอร์สสัน แห่งสวีเดน กล่าว ซึ่งก็ได้รับการขานรับโดย โยนาส การ์ สเตอร์ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ที่เขียนว่า “คำขู่ไม่มีที่ยืนในหมู่พันธมิตร”
ทางด้านผู้นำเยอรมนีมีท่าทีที่สำรวมมากกว่า โดยนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช เมอร์ซ ปล่อยให้ สเตฟาน คอร์เนลิอุส โฆษกของเขาเป็นผู้ชี้แจงเพียงว่า รัฐบาล “ได้รับทราบถึง” ถ้อยแถลงของทรัมป์แล้ว และมีแผนที่จะประสานงานกับพันธมิตรเพื่อ “ตัดสินใจเกี่ยวกับการตอบโต้อย่างเหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม”
กระทรวงการต่างประเทศของเยอรมนีระบุในแถลงการณ์ว่า ทางกระทรวงกำลังร่วมมือกับรัฐสมาชิกอื่นๆ ของสหภาพยุโรป เพื่อจัดเตรียมการตอบโต้ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เยอร์เกน ฮาร์ดท์ โฆษกนโยบายต่างประเทศของพรรคคริสเตียนเดโมแครต (Christian Democrat party:CDU) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ได้เสนอว่า เยอรมนีอาจขู่คว่ำบาตรการแข่งขันฟุตบอลโลก (World Cup) ที่ทรัมป์จะเป็นเจ้าภาพในช่วงฤดูร้อนนี้ “เพื่อเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะทำให้ทรัมป์มีสติในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์”
ทั้งนี้ ผลการสำรวจความเห็นโดย “Bild” หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ยอดนิยมของเยอรมนี ซึ่งทำขึ้นก่อนคำขู่มาตรการภาษีล่าสุดของทรัมป์ เผยให้เห็นว่าชาวเยอรมันส่วนใหญ่สนับสนุนการคว่ำบาตรฟุตบอลโลก โดยมีผู้เห็นด้วยถึง 47% และไม่เห็นด้วยเพียง 35% หากสหรัฐฯ ดำเนินการผนวกดินแดนกรีนแลนด์
แม้กระทั่งก่อนที่จะมีคำขู่เรื่องมาตรการภาษีใหม่นี้ ก็ได้มีการประท้วงครั้งใหญ่เกิดขึ้นทั้งในกรีนแลนด์และเดนมาร์กเมื่อวันเสาร์ เพื่อคัดค้านความพยายามของทรัมป์ที่จะ “เข้าครอบครอง” เกาะแห่งนี้
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กองกำลังจากยุโรปเริ่มเดินทางถึงกรีนแลนด์เพื่อแสดงพลังสนับสนุนดินแดนเกาะแห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเดนมาร์ก
เมื่อวันพุธ นายกรัฐมนตรี อุล์ฟ คริสเตอร์สสัน แห่งสวีเดน กล่าวว่า สวีเดนได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารไปยังกรีนแลนด์ตามคำร้องขอของเดนมาร์ก เพื่อช่วยวางแผนการซ้อมรบร่วมด้านความมั่นคงของพันธมิตรเดนมาร์กภายใต้ชื่อ “ปฏิบัติการอาร์กติกเอ็นดูแรนซ์” (Operation Arctic Endurance)
ลาร์ส ล็อกเกอ ราสมุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ภายหลังการเข้าพบ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าประธานาธิบดีมีความปรารถนาที่จะครองกรีนแลนด์”
ราสมุสเซนกล่าวว่า เขาได้แจ้งต่อรัฐบาลทรัมป์ไปแล้วว่า “สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ในผลประโยชน์ของราชอาณาจักร (เดนมาร์ก)”
มาตรการภาษีนำเข้าที่ทรัมป์ประกาศใหม่นี้เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังต่อสู้กับปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งผู้บริโภคในสหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่
เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลเพิ่งจะยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วน นอกจากนี้ประธานาธิบดียังได้เรียกร้องให้มีการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ 10% และสั่งการให้หน่วยงานภายใต้การควบคุมของรัฐเข้าซื้อพันธบัตรที่อยู่อาศัยมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อฉุดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองให้ต่ำลง
การเพิ่มภาษีนำเข้าต่อประเทศในยุโรปอาจส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ยาไปจนถึงชิ้นส่วนเครื่องบิน
เยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ทรัมป์ระบุชื่อเมื่อวันเสาร์ เป็นแหล่งนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมและเวชภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐฯ
“ประธานาธิบดีทรัมป์ทำผิดอย่างมหันต์ที่ประกาศเก็บภาษีกับสหราชอาณาจักรในประเด็นเรื่องกรีนแลนด์” เคมิ บาเดนอค ผู้นำพรรคอนุรักษนิยมของสหราชอาณาจักร กล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย “ประชาชนทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น”
สำนักข่าว Sky News รายงานว่า จนถึงวันเสาร์ สหราชอาณาจักรได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารไปยังกรีนแลนด์เพียง “นายเดียว” เท่านั้น
ทางด้าน วุฒิสมาชิก ทอม คอตตอน จากพรรครีพับลิกัน (รัฐอาร์คันซอ) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่าน Fox News ถึงการประกาศของประธานาธิบดีว่า ทรัมป์ “พูดถูกที่ว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ” คอตตอนกล่าวเสริมว่า “การตัดสินใจที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นการขอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก”
“ภาษีเหล่านี้ไม่มีความจำเป็น เป็นการลงโทษ และเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง” วุฒิสมาชิก ลิซา เมอร์คาวสกี จากพรรครีพับลิกัน (รัฐอลาสกา) โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดีย
“การตอบโต้พันธมิตรของเราเองเพียงเพราะพวกเขาส่งทหารจำนวนเล็กน้อยไปซ้อมรบที่กรีนแลนด์ เป็นเรื่องแย่สำหรับอเมริกา แย่สำหรับธุรกิจของอเมริกา และแย่สำหรับพันธมิตรของอเมริกา” วุฒิสมาชิก ทอม ทิลลิส จากพรรครีพับลิกัน (รัฐนอร์ทแคโรไลนา) โพสต์บนแพลตฟอร์ม X
“การเดินหน้าแบบนี้ต่อไปเป็นผลเสียต่ออเมริกา ผลเสียต่อภาคธุรกิจของอเมริกา และผลเสียต่อพันธมิตรของอเมริกา” วุฒิสมาชิก จีน ชาฮีน (เดโมแครต-นิวแฮมป์เชียร์) และ วุฒิสมาชิกทิลลิส กล่าวเสริมในแถลงการณ์ร่วมระหว่างสองพรรค “วาทกรรมลักษณะนี้ยังเป็นการช่วยศัตรูอย่างปูตินและสีจิ้นผิง ที่ต้องการเห็น NATO แตกแยกกันอีกด้วย”
“พันธมิตรของเราสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้ เช่นเดียวกับชาวอเมริกันที่ได้แสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายที่ผิดพลาดนี้อย่างชัดเจน” สองวุฒิสมาชิกกล่าวต่อ “ในช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังกังวลเรื่องค่าครองชีพ มาตรการภาษีเหล่านี้จะยิ่งทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นสำหรับทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ”
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้หันมาใช้มาตรการภาษีครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อบีบบังคับให้ประเทศต่างๆ ยอมทำตามความต้องการของเขา ซึ่งบางครั้งก็ประสบความสำเร็จ โดยเพียงไม่กี่วันหลังจากเขากลับเข้ารับตำแหน่งเป็นสมัยที่สองในช่วงต้นปี 2568 โคลอมเบียก็ได้ตกลงที่จะยอมรับเครื่องบินทหารที่ขนส่งผู้ย้ายถิ่นฐานที่ถูกเนรเทศ หลังจากที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีในอัตราที่สูงลิ่วต่อสินค้าส่งออกของโคลอมเบียที่ส่งมายังสหรัฐฯ
ทรัมป์ ซึ่งเคยยกถึงประโยชน์ของมาตรการภาษีในฐานะเครื่องมือในการเจรจา ได้ย้ำเมื่อวันเสาร์ว่า สหรัฐฯ “พร้อมเปิดเจรจาทันที” กับเดนมาร์กและประเทศอื่นๆ ที่กำลังถูกขู่ด้วยมาตรการภาษีใหม่เหล่านี้
กลยุทธ์การค้าโลกที่แข็งกร้าวของเขาได้สร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์และผู้กำหนดนโยบายได้เตือนว่าอาจได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการเก็บภาษีครอบคลุมไปทั่วโลก
แม้ว่าทำเนียบขาวจะพยายามลดทอนความกังวลดังกล่าว แต่การประกาศขึ้นภาษีระลอกใหญ่โดยทรัมป์เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้วซึ่งเขาได้ประกาศว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ได้ถูกยกเลิกไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่ตลาดโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้มาตรการภาษีอื่นๆ อย่างไร้ทิศทางของรัฐบาลเขา ได้สร้างความตึงเครียดอย่างมากต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับทั่วโลก ปัจจุบันชาวอเมริกันต้องเผชิญกับอัตราภาษีเฉลี่ยที่แท้จริงอยู่ที่ 16.8% ตามข้อมูลจาก Budget Lab ของมหาวิทยาลัยเยล ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1935 (พ.ศ. 2478)
เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การป้องกันประเทศของกรีนแลนด์เป็น “ความกังวลร่วมกัน” ของสมาชิก NATO ทั้งหมด โดยสำนักข่าว The Guardian รายงานว่า การส่งกองกำลังยุโรปไปยังกรีนแลนด์นั้น ส่วนหนึ่งเพื่อประเมินว่าการวางกำลังภาคพื้นดินในระยะยาวในดินแดนแห่งนี้จะมีลักษณะอย่างไร และอีกส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสหรัฐฯ ว่าสมาชิก NATO ในยุโรปมีความจริงจังต่อความมั่นคงในอาร์กติก
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นของ Reuters/Ipsos ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีพบว่า ชาวอเมริกันไม่ถึง 1 ใน 5 ที่เห็นด้วยกับความพยายามของทรัมป์ในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ โดยทั้งฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันต่างคัดค้านความพยายามนี้ และมีชาวอเมริกันเพียง 4% เท่านั้นที่คิดว่าสหรัฐฯ ควรเข้ายึดกรีนแลนด์โดยใช้กำลังทางทหาร
ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ามาตรการภาษีใหม่จะถูกบังคับใช้ภายใต้อำนาจใด โดยปัจจุบัน มาตรการภาษีต่อสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปถูกบังคับใช้ผ่าน ‘พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉบับฉุกเฉินระหว่างประเทศ’ (IEEPA) ซึ่งศาลฎีกาสหรัฐฯ กำลังจะมีคำวินิจฉัยในเร็วๆ นี้ว่า กฎหมายดังกล่าวมอบอำนาจให้ทรัมป์สามารถกำหนดภาษีแบบ ‘ตอบโต้’ (Reciprocal Tariffs) ที่เจาะจงรายประเทศได้หรือไม่
ขาวเดนมาร์ก-กรีนแลนด์รวมตัวประท้วงใหญ่คัดค้านการผนวกดินแดนของทรัมป์
ผู้ประท้วงจำนวนมหาศาลรวมตัวกันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทั้งในเดนมาร์กและกรีนแลนด์ เพื่อแสดงพลังคัดค้านข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้เดนมาร์กยกดินแดนอาร์กติกแห่งนี้ให้แก่สหรัฐฯ พร้อมย้ำว่ากรีนแลนด์ควรมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของตนเอง
ในกรุงโคเปนเฮเกน (เดนมาร์ก) มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน (เทียบเท่ากับจำนวนประชากรทั้งหมดของเมืองหลวงกรีนแลนด์) เดินขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐฯ พร้อมตะโกนว่า “Greenland is not for sale” (กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย) และสวมหมวกแก๊ปสีแดงที่มีข้อความเลียนแบบกลุ่ม “Make America Great Again” แต่เปลี่ยนข้อความบนหมวกเป็น “Make America Go Away” (ทำให้อเมริกาไปพ้นๆ ที) และยังชูป้าย “No means No” (ไม่ ก็คือ ไม่)และ “Hands off Greenland” (อย่ามายุ่งกับกรีนแลนด์)
ในเมืองนุก (เมืองหลวงกรีนแลนด์) นายกรัฐมนตรี เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นำประชาชนหลายพันคนเดินขบวนไปยังกงสุลสหรัฐฯ พร้อมส่งเสียงเชียร์คำว่า “Kalaallit Nunaat” ซึ่งเป็นชื่อกรีนแลนด์ในภาษากรีนแลนด์
“กรีนแลนด์ไม่ใช่ของเล่น นี่คือบ้านของเรา” นาจา โฮล์ม ข้าราชการชาวกรีนแลนด์กล่าวถึงเหตุผลที่มาร่วมประท้วง
เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ระบุตัวเลขผู้เข้าร่วมอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ยังมีการประท้วงเกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศเดนมาร์กอีกด้วย
“ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมากสำหรับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นที่เราในฐานะชาวกรีนแลนด์ได้รับ… พวกเรากำลังส่งข้อความไปบอกชาวโลกด้วยว่า พวกคุณทุกคนต้องตื่นตัวได้แล้ว” จูลี ราเดอมาเคอร์ ประธานองค์กร Uagut ซึ่งเป็นองค์กรสำหรับชาวกรีนแลนด์ในเดนมาร์กกล่าว
ทรัมป์อ้างว่ากรีนแลนด์มีความสำคัญต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ เนื่องจาก ชัยภูมิทางยุทธศาสตร์ และ แหล่งแร่ธาตุขนาดใหญ่ ทั้งยังไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการ ใช้กำลังทหาร เพื่อเข้ายึดครอง
ถ้อยแถลงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ของทรัมป์เกี่ยวกับเกาะแห่งนี้ ได้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และเดนมาร์ก ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งพันธมิตรทางทหาร NATO และการกระทำดังกล่าวได้รับการประณามในวงกว้างในยุโรป
กรีนแลนด์ที่มีประชากร 57,000 คนแห่งนี้ ถูกปกครองจากกรุงโคเปนเฮเกนมานานหลายศตวรรษ และได้รับอำนาจการปกครองตนเองอย่างมีนัยสำคัญมาตั้งแต่ปี 1979 แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์ก ซึ่งเป็นผู้ควบคุมนโยบายด้านกลาโหมและการต่างประเทศ รวมถึงเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่ให้กับการบริหารจัดการ
เรียบเรียงจาก